ข่าวเศร้าที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนจำนวนมาก เมื่ออดีตฮีโร่พลเมืองดีจากเหตุการณ์กราดยิงโคราช ต้องมาจากไปอย่างกะทันหันอีกครั้งจากอุบัติเหตุไม่คาดฝัน
จากกรณีการเสียชีวิตของ นายจิรัฐิติกาล นอบไทย หรือ “น้องเนย” อายุ 32 ปี หนุ่มบิ๊กไบก์พลเมืองดี เหยื่อเหตุกราดยิงโคราช หลังประสบอุบัติเหตุขับขี่รถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ชนกับรถกระบะ ในพื้นที่อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา และเสียชีวิตเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา
บรรยากาศภายในพิธีรดน้ำศพเป็นไปด้วยความโศกเศร้า ญาติพี่น้อง เพื่อนร่วมสถาบัน รวมถึงผู้ที่รักและเคารพนับถือ เดินทางมาร่วมไว้อาลัยนับร้อยคน พร้อมข้อความแสดงความเสียใจและคำอธิษฐานขอให้น้องเนยไปสู่ภพภูมิที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมีกำหนดประกอบพิธีฌาปนกิจในวันที่ 21 มกราคม เวลา 17.00 น.
สำหรับน้องเนย เป็นที่จดจำของสังคมในฐานะพลเมืองดีจากเหตุการณ์กราดยิงภายในศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช ในวันเกิดเหตุเขาได้ขับรถเข้าไปยังลานจอดรถของห้าง เพื่อเข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ แต่กลับถูกคนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงจนได้รับบาดเจ็บสาหัส แพทย์โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาได้ทำการผ่าตัดหลายครั้ง และต้องพักรักษาตัวเป็นเวลานานกว่า 5 เดือน
โดยคนในโลกโซเชียลได้เข้าไปแสดงความอาลัยในเฟซบุ๊กของน้องเนยเป็นจำนวนมาก อาทิ ไปอยู่ในอ้อมกอดพระเจ้าอย่างมีความสุขนะน้องเนย , ใจหายมาก ตื่นมารู้ข่าวแฟนน้องสาว เมื่อวานยังกดไลค์คลิปที่น้องเนยกำลังขึ้นคร่อมบิ๊กไบค์คันโปรดเตรียมออกเดินทางอยู่เลย , น้องรอดตายมาแล้ว ครั้งนี้ทำไมจากพี่ไปเร็วจัง ฯลฯ
บทสรุปอุตสาหกรรมยานยนต์ปี 2025: ยุคทองของซูเปอร์คาร์ สวนทางตลาด EV และการแข่งขันที่ดุเดือด
ปี 2025 เป็นปีที่พลิกผันและน่าจดจำในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างแท้จริง ท่ามกลางความท้าทายและโอกาสที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง ตลาดซูเปอร์คาร์หรูระดับโลกกลับทะยานสู่จุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ สวนทางกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีน ส่งผลให้หลายค่ายรถดั้งเดิมต้องเผชิญกับปีที่ยากลำบากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ปีแห่งซูเปอร์คาร์: ความหรูหราที่ไร้เพดาน
เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงปี 2019 การคาดการณ์ถึงจุดอิ่มตัวของตลาดซูเปอร์คาร์อาจเป็นเรื่องที่หลายคนหยิบยกขึ้นมาพูดคุย แต่ภาพรวมของปี 2025 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สมมติฐานนั้นผิดพลาดอย่างสิ้นเชิง ปีนี้สมควรได้รับการขนานนามว่าเป็น “ปีทองของซูเปอร์คาร์” อย่างแท้จริง แบรนด์ชั้นนำอย่าง Bugatti, Pagani, Koenigsegg, Ferrari และ Lamborghini กลับสามารถกวาดยอดจองได้อย่างมหาศาล โดยหลายรุ่นมีคิวยาวไปจนถึงข้ามปี ลูกค้ากระเป๋าหนักพร้อมทุ่มเงินไม่อั้นเพื่อครอบครองสุดยอดยนตรกรรมแห่งสมรรถนะและความหรูหรา
ในขณะที่ค่ายรถยนต์ดั้งเดิมกำลังประสบปัญหาทั้งจากกำแพงภาษี ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่ชะลอตัว และการรุกคืบของแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีน แบรนด์ซูเปอร์คาร์เหล่านี้กลับทำผลกำไรได้อย่างงดงาม พิสูจน์ให้เห็นว่าความต้องการรถยนต์สมรรถนะสูงยังคงแข็งแกร่งและไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลง
ตลาดรถยนต์หรู: การเติบโตที่สวนกระแส
ภาพรวมของตลาดรถยนต์หรูในปี 2025 เติบโตอย่างโดดเด่น โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในเซกเมนต์นี้ได้พุ่งทะยานสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีมูลค่าสูงกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อและความต้องการของกลุ่มลูกค้าเศรษฐีที่เพิ่มสูงขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษในปีนี้คือ “เกียร์ธรรมดา” หรือ “เกียร์กระปุก” กลับมาได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ลูกค้ากลุ่มนี้ ซึ่งโหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิมที่ให้ความรู้สึกดิบและเร้าใจมากขึ้น ควบคู่ไปกับกระแสการสั่งผลิตรถยนต์แบบ Customization ที่เปิดโอกาสให้เจ้าของรถสามารถออกแบบและตกแต่งรถยนต์ให้สะท้อนตัวตนและรสนิยมส่วนตัวได้อย่างเต็มที่ การเติบโตของเทรนด์นี้แสดงให้เห็นว่า ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่ได้มองหารถยนต์เป็นเพียงพาหนะ แต่เป็นมากกว่านั้น คือการแสดงออกถึงตัวตนและไลฟ์สไตล์
ในทางตรงกันข้าม ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แม้จะยังคงมีการเติบโต แต่ก็แผ่วลงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ผู้ผลิตรายใหญ่หลายราย เช่น Audi, Ford, GM และ Volvo ต่างได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่ดุเดือดของ “รถ EV สัญชาติจีน” ที่นำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพดีในราคาที่เข้าถึงง่าย ปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลให้ตลาด EV ชะลอตัวลง ได้แก่ การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในหลายประเทศ และประเด็นทางการเมืองที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อที่ละเอียดอ่อนและมีการถกเถียงในหลายครอบครัว
ปีแห่งมรสุมของ Tesla และ Porsche: ความท้าทายที่ไม่คาดฝัน
สำหรับ Tesla ปี 2025 เป็นปีแห่งความท้าทายครั้งใหญ่ ยอดขายและกำไรทั่วโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกาหดหายลงอย่างน่าใจหาย นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับระบบประตูขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับผู้บริโภค
กระแสต่อต้าน Elon Musk ซีอีโอของ Tesla ก็ทวีความรุนแรงขึ้น จนมีลูกค้าบางรายถึงขั้นต้องติดสติกเกอร์ประชดประชันที่ท้ายรถว่า “ซื้อรถคันนี้ก่อนที่จะรู้ว่า Elon เป็นแบบนี้” ซึ่งสะท้อนถึงความรู้สึกไม่พอใจและไม่มั่นใจในทิศทางของแบรนด์และผู้นำ
ในฝั่งของ Porsche ถือเป็นแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด สาเหตุหลักมาจากปัญหาทางการเงินและการที่รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่อย่าง Taycan และ Macan ไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้า แม้จะทุ่มงบประมาณมหาศาลในการทำการตลาดและดึงดูดดาราดังฮอลลีวูดมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม
ผลจากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังมีการปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการถึง 3 ครั้ง ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงกว่า 33% และบริษัทต้องเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เมื่อลูกค้าประจำเริ่มแสดงความกังวลเกี่ยวกับราคาที่สูงเกินจริง และการที่รถยนต์ถูกยัดเยียดเทคโนโลยีระบบดิจิทัลในห้องโดยสารมากเกินไป จนทำให้สูญเสีย “จิตวิญญาณ” แห่งความเป็น Porsche ไป ส่งผลให้ต้องมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารครั้งใหญ่ โดย Michael Leiters จะเข้ามารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นไป
Ferrari: ผงาดเหนือคู่แข่งด้วยกลยุทธ์ที่เหนือชั้น
ในขณะที่คู่แข่งหลายรายกำลังสะดุด Ferrari กลับทำผลงานได้อย่างโดดเด่นที่สุด สามารถรักษาระดับอัตรากำไร (Profit Margin) ไว้ได้อย่างมหาศาล และมียอดจองรถยนต์ที่เต็มยาวไปจนถึงปี 2027 ทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งอย่าง Aston Martin ไปแบบไม่เห็นฝุ่น
กุญแจสำคัญแห่งความสำเร็จของ Ferrari คือการพึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว นอกจากนี้ การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า โดยปรับเป้าหมายการขาย EV ให้เป็นเพียง 20% ภายในปี 2030 ยังช่วยรักษามูลค่าของแบรนด์และราคาของรถยนต์มือสองไม่ให้ตกต่ำเหมือนกับ Porsche Taycan
แม้ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงเลือกที่จะกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความภักดีต่อแบรนด์ และรุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวอย่าง “Amalfi” ก็กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก ทำให้บัลลังก์แห่งม้าลำพองยังคงแข็งแกร่งและมั่นคงต่อไปในระยะยาว
ปี 2026: เดิมพันครั้งใหม่ในสนาม Formula 1
สำหรับปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์ทั่วโลกจะจับจ้องไปที่การก้าวเข้าสู่สังเวียน Formula 1 ของสองยักษ์ใหญ่คือ Audi และ Cadillac
Cadillac: การเข้าสู่ Formula 1 ในฐานะทีมที่ 11 ถือเป็นก้าวสำคัญของ Cadillac ที่จะลบภาพลักษณ์ “รถสำหรับวัยค่อนคน” ออกไป โดยการเลือกนักแข่งระดับซูเปอร์สตาร์อย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาเสริมทัพ เพื่อหวังใช้ความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นของ Formula 1 ในสหรัฐอเมริกา ยกระดับแบรนด์ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งระดับตำนานอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: เตรียมเข้าสู่สนาม Formula 1 ด้วยการเทคโอเวอร์ทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสแบรนด์ที่ค่อนข้างเงียบเหงาไปหลายปี Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ตมายาวนานกว่าศตวรรษ และคาดว่าจะมีศักยภาพทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้น
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” รถต้นแบบดีไซน์ล้ำยุค ที่เคยสร้างความฮือฮาในงาน Milan Design Week ซึ่งจะเป็นพิมพ์เขียวสำคัญของ Audi ยุคใหม่ ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของ Audi TT และ R8
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของรถสปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน
โอกาสในการลงทุนในตลาดยานยนต์
แม้ตลาดรถยนต์ EV จะเผชิญกับความท้าทาย แต่ก็ยังคงมีโอกาสในการลงทุนสำหรับผู้ที่มองการณ์ไกล โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีแบตเตอรี่ การผลิตพลังงานหมุนเวียน และโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ
สำหรับนักลงทุนที่สนใจตลาดรถยนต์หรู ควรจับตาดูแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์แข็งแกร่ง และมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของตลาด เช่น Ferrari ที่มีฐานลูกค้าที่ภักดีและสามารถรักษามูลค่าแบรนด์ได้ดี
การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ การติดตามแนวโน้มและเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนที่อยู่ในวงการนี้
หากคุณกำลังมองหาโอกาสในการลงทุน หรือต้องการทำความเข้าใจตลาดรถยนต์ในเชิงลึกยิ่งขึ้น อย่าพลาดที่จะติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์ล่าสุดจากเรา เพื่อที่คุณจะได้ไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวที่สำคัญในโลกยานยนต์!

