ตำรวจบุกทลายแหล่งผลิต ยาอี แฮปปี้วอเตอร์ น้ำบลู รวบหนุ่มสาวทรงเอ ใช้บ้านเป็นแหล่งผลิต-จำหน่าย เตรียมส่งขายทั่ว กทม. ยึดของกลางและทรัพย์สินมูลค่า 12.5 ล้านบาท วันนี้ (19 ม.ค.69) พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. ได้รับรายงานผลการจับกุมนักค้ายาเสพติด ของชุดปราบปรามยาเสพติด กก.ดส. นำโดย พ.ต.ต.วรพล สมประสงค์ สว.กก.ดส. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดปราบปรามยาเสพติด กก.ดส. จับกุมตัว นายตั้ม (นามสมมติ) อายุ 44 ปี และ นางสาวแพม (นามสมมติ) อายุ 22 ปี ร่วมกันผลิตและจำหน่ายยาเสพติด ให้โทษประเภทที่ 1 (ยาอี, MDMA, แฮปปี้วอเตอร์, น้ำหวานเมา) “ร่วมกันจำหน่ายวัตถุออกฤทธิ์ในประเทศ 2 (คีตามีน, ไฟว์ ไฟว์) นอกจากนี้ นายตั้ม ยังถูกแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มอีก 1 ข้อกล่าวหา คือ มีอาวุธปืน (ปืนเถื่อน) และเครื่องกระสุนปืน ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” สำหรับคดีนี้ ได้รับแจ้ง ว่ามีชายไทย ชื่อ “นายตั้ม” ไม่ทราบชื่อสกุลจริง ลักลอบจำหน่ายยาเสพติด ให้แก่ลูกค้าทั่วไปในพื้นที่กรุงเทพ และจังหวัดปทุมธานี จึงรวมรวมหลักฐานเข้าตรจค้น พบ คีตามีนของกลางอยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านหน้าข้างขวา และยอมรับว่าภายในบ้าน 2 หลัง ยังมียาเสพติดซุกซ่อนอยู่ ตำรวจจึงเข้าตรวจค้นบ้านทั้ง 2 หลัง พบ นางสาวแพมอยู่ภายในบ้าน และพบยาเสพติดหลายชนิด ได้แก่ ไอซ์ ยาอี แฮปปี้วอเทอร์ น้ำบลู คีตามีน ไฟว์ ไฟว์ อยู่ภายในบ้านทั้งสองหลัง และพบอุปกรณ์การผลิตแฮปปี้วอเทอร์และน้ำบลู อยู่ภายในบ้านอีกจำนวนมาก จากการสอบถามนายตั้ม ให้การรับว่า ยาเสพติดดังกล่าวเป็นของตนเองจริง โดยผลิตแฮปปี้วอเทอร์และน้ำบลูเพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้าทั่วไปจริง จากการสอบถามนางสาวแพม ให้การรับว่า พักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังที่ 2 มีหน้าที่เก็บรักษายาเสพติดและเป็นคนผลิตแฮปปี้วอเทอร์และน้ำบลูตามคำสั่งของนายตั้ม หลังการตรวจค้น ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 พร้อมของกลาง มูลค่า 12.5 ล้านบาท มายัง กก.ดส.เพื่อจัดทำบันทึกและนำส่ง พงส. บช.ปส.เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ซูเปอร์คาร์ยังคงครองบัลลังก์: ภาพรวมตลาดรถยนต์หรูปี 2025 และการเดิมพันครั้งใหญ่ในปี 2026
ปี 2025 คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ตลาดรถยนต์สมรรถนะสูง หรือ “ซูเปอร์คาร์” ไม่เคยถึงจุดอิ่มตัว ดังที่เคยมีการตั้งคำถามกันเมื่อหลายปีก่อนตรงกันข้าม ในขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก รวมถึงรถยนต์นั่งทั่วไป กำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดจากการแข่งขันที่ดุเดือดของแบรนด์รถยนต์จากประเทศจีน และการเปลี่ยนแปลงนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ แบรนด์ซูเปอร์คาร์ชั้นนำระดับโลกอย่าง Ferrari, Bugatti, Pagani, Koenigsegg และ Lamborghini กลับมียอดจองที่พุ่งสูงทะลุเพดาน จนส่งผลให้ลูกค้าต้องรอรับรถนานข้ามปีกันเลยทีเดียว
ตลาดรถยนต์หรู: รุ่งเรืองสวนกระแสกับปรากฏการณ์ “เกียร์กระปุก” ที่กลับมา
ภาพรวมของตลาดรถยนต์หรูในปี 2025 มีการเติบโตที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในเซกเมนต์นี้ในตลาดสหรัฐอเมริกาได้พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีมูลค่าสูงกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.7 ล้านบาทไทย ปัจจัยที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ “เกียร์กระปุก” ซึ่งเคยถูกมองว่าล้าสมัย กลับได้รับความนิยมอย่างสูงอีกครั้งในหมู่ลูกค้ากลุ่มกระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิมอย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น กระแสความต้องการรถยนต์แบบ Custom-made หรือการสั่งผลิตพิเศษตามความต้องการเฉพาะตัวของเจ้าของ ก็มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน สะท้อนถึงความต้องการแสดงออกถึงตัวตนและรสนิยมอันเป็นเอกลักษณ์
ในทางกลับกัน แม้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกจะยังคงมีแนวโน้มการเติบโต แต่ก็ชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่หลายราย ไม่ว่าจะเป็น Audi, Ford, GM หรือ Volvo ต่างก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จากการรุกคืบของ “รถ EV จีน” ที่มีคุณภาพดีเยี่ยมในราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ประกอบกับการที่หลายประเทศได้ยกเลิกมาตรการอุดหนุนหรือลดหย่อนภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงประเด็นทางการเมืองและสังคมที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อที่ละเอียดอ่อนและมีความเห็นที่แตกต่างกันไปในแต่ละครอบครัว
ปีแห่งมรสุมของ Tesla และ Porsche: ความท้าทายที่ถาโถม
สำหรับปี 2025 ถือเป็นปีที่ Tesla ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้งในด้านยอดขายและอัตราการทำกำไรที่ลดลงในหลายภูมิภาคทั่วโลก ส่วนแบ่งทางการตลาดในสหรัฐอเมริกาเองก็หดหายไปอย่างน่าใจหาย ซ้ำร้ายยังต้องเผชิญกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับระบบประตูรถยนต์ขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค นอกจากนี้ กระแสต่อต้านซีอีโอ Elon Musk ที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนถึงขั้นมีลูกค้าบางรายต้องติดสติกเกอร์สะท้อนถึงความลำบากใจในการตัดสินใจซื้อรถในช่วงเวลาดังกล่าว
ในขณะที่ Porsche ถือเป็นแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด สาเหตุหลักมาจากปัญหาด้านการเงินที่รุมเร้า และความไม่เปรี้ยงปร้างเท่าที่คาดหวังของรถยนต์ไฟฟ้า EV รุ่นใหม่ อย่าง Taycan และ Macan แม้จะทุ่มงบประมาณมหาศาลในการทำการตลาด และดึงตัวนักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม ผลกระทบที่ตามมาคือ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในช่วงเดือนกันยายน หลังจากที่ได้ปรับลดประมาณการผลประกอบการถึง 3 ครั้ง ทำให้ราคาหุ้นของบริษัทร่วงลงกว่า 33% และเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อลูกค้าประจำเริ่มออกมาแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับราคาที่สูงเกินจริง และการนำเสนอระบบดิจิทัลที่มากเกินไปในห้องโดยสาร ซึ่งบางส่วนมองว่าทำให้สูญเสีย “จิตวิญญาณ” แห่งความเป็น Porsche ไป จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตำแหน่งผู้บริหาร โดย Michael Leiters ได้เข้ามารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ของ Porsche ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา
Ferrari ผงาดเหนือคู่แข่ง: ความสำเร็จจากกลยุทธ์ที่เฉียบคม
ในขณะที่คู่แข่งหลายรายกำลังสะดุดขาตัวเอง Ferrari กลับสามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่นที่สุด บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไร (Profit Margin) ในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับมียอดจองที่เต็มยาวไปจนถึงปี 2027 ทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งอย่าง Aston Martin แบบไม่เห็นฝุ่น ปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จของ Ferrari คือการพึ่งพาตลาดจีนในสัดส่วนที่น้อยกว่า 10% ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว นอกจากนี้ การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า EV โดยปรับเป้าการขาย EV ให้มีสัดส่วนเพียง 20% ภายในปี 2030 เท่านั้น ยังช่วยรักษามูลค่าแบรนด์และราคารถยนต์มือสองไม่ให้ตกต่ำเหมือนกับกรณีของ Porsche Taycan
แม้ว่าราคาเฉลี่ยของรถยนต์ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ถึงกระนั้น ลูกค้าเก่ากว่า 80% ก็ยังคงกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองอย่าง “Amalfi” ซึ่งกำลังเป็นที่กล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ทำให้บัลลังก์ของม้าลำพองยังคงแข็งแกร่งและมั่นคงในระยะยาว
ปี 2026: การเดิมพันครั้งใหม่ในสนาม Formula 1
สำหรับปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์ทั่วโลกกำลังจับจ้องไปที่การก้าวเข้าสู่สังเวียน Formula 1 อย่างเต็มตัวของสองแบรนด์ยักษ์ใหญ่ คือ Audi และ Cadillac
Cadillac: การเข้าสู่ F1 ในฐานะทีมที่ 11 คือก้าวสำคัญที่จะช่วยลบภาพลักษณ์ “รถสำหรับวัยกลางคน” ที่อาจติดตัวมานาน โดย Cadillac ได้เลือกนักแข่งชื่อดังอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez เข้ามาเสริมทัพ เพื่อดึงดูดความสนใจและสร้างกระแสความนิยม หวังใช้พลังของ Formula 1 ที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในสหรัฐอเมริกา ยกระดับแบรนด์ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งระดับพรีเมียมอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: มีแผนที่จะเข้าซื้อทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสความคึกคักให้กับแบรนด์ที่อาจจะเงียบเหงาไปบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ตมากกว่าหนึ่งศตวรรษ และมีแนวโน้มที่จะสามารถทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากฝั่งอเมริกาในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” ซึ่งเป็นรถต้นแบบที่มีดีไซน์ล้ำสมัยที่เคยจัดแสดงในงาน Milan Design Week โดยรถคันนี้จะทำหน้าที่เป็นพิมพ์เขียวสำหรับ Audi ยุคใหม่ ที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของรุ่นตำนานอย่าง Audi TT และ R8
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของตลาดรถสปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ ดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงและเติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน
หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะ ความหรูหรา และจิตวิญญาณแห่งการขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร โลกของซูเปอร์คาร์ในปี 2025 และการแข่งขันอันน่าตื่นเต้นในสนาม F1 ในปี 2026 คือสิ่งที่คุณไม่ควรพลาด โอกาสในการเป็นเจ้าของสุดยอดยนตรกรรมที่สะท้อนตัวตนและรสนิยมของคุณ กำลังรอคุณอยู่!

