กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลอย่างรวดเร็ว สำหรับงานแต่งงานของอดีตภรรยาแพรวพราว และเจ้าบ่าว ซัน ที่เดิมทีควรเต็มไปด้วยโมเมนต์แห่งความรักและความอบอุ่น แต่กลับถูกจับตาอย่างหนัก หลังมีคลิปช่วงหนึ่งในพิธีถูกแชร์ต่อกันอย่างกว้างขวาง
โดยช็อตที่กลายเป็นประเด็น คือช่วงที่ลูกสาวเรียกคำว่า “คุณแม่แพรวพราว” ระหว่างเดินเข้าพิธี ก่อนที่แพรวพราวจะก้มลงจุ๊บลูกสาวด้วยความเอ็นดู และดึงแขนซันเจ้าบ่าว ให้จุ๊บลูกสาวตาม ซึ่งภาพดังกล่าวได้สร้างเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ทันที
ซึ่งหลังจากคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป กระแสคอมเมนต์ในโลกออนไลน์ก็ยิ่งทวีความร้อนแรง หลายเสียงมองว่าเป็นเรื่อง ละเอียดอ่อนอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเด็กเป็นผู้หญิง จึงเห็นว่าก่อนจะแสดงออกใดๆ ควรไตร่ตรองให้รอบคอบ และเข้าใจความรู้สึกของคนเป็นพ่อ หลังได้เห็นภาพที่หลายคนมองว่าไม่เหมาะสมจากผู้ใหญ่ที่ไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วน
อย่างไรก็ตาม อีกฝั่งหนึ่งกลับมองต่างออกไป โดยเห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงออกถึง ความรัก ความเอ็นดูของผู้ใหญ่ที่มีต่อเด็ก เท่านั้น ไม่ควรถูกตีความไปในเชิงล่อแหลม หรือมองเป็นเรื่องร้ายแรงเกินจริง เพราะไม่ได้มีเจตนาไม่ดีแต่อย่างใด
ยานยนต์ปี 2025: จุดเปลี่ยนสู่ยุคใหม่ หรือการถดถอยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้?
ตลาดรถยนต์สุดหรู: ทองที่ไม่มีวันเสื่อม?
ปี 2025 นี้ ช่างเป็นปีที่พลิกผันวงการยานยนต์อย่างแท้จริง สำหรับผู้ที่คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างยาวนาน คงจะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน การคาดการณ์เมื่อหลายปีก่อนว่าตลาด “ซูเปอร์คาร์” กำลังจะถึงจุดอิ่มตัวนั้น ช่างดูห่างไกลจากความเป็นจริงในวันนี้เสียเหลือเกิน
เราได้เห็นแบรนด์รถยนต์สมรรถนะสูงอย่าง Bugatti, Pagani, Koenigsegg และ Ferrari โกยยอดขายและคำสั่งซื้อยาวข้ามปี สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่ไม่เคยลดน้อยถอยลงสำหรับรถยนต์ที่บ่งบอกถึงความสำเร็จและรสนิยมชั้นสูง ในขณะที่ค่ายรถยนต์ทั่วไปและผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้งจากกำแพงภาษีที่ซับซ้อน ยอดขาย EV ที่ชะลอตัวกว่าที่คาด และการรุกคืบอย่างไม่หยุดยั้งของแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีนที่มีราคาเข้าถึงง่าย แต่คุณภาพไม่เป็นรอง
Luxury Cars: พุ่งทะยานสวนกระแสเศรษฐกิจ
ตลาดรถยนต์หรูในปี 2025 นี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ที่น่าจับตา ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในเซกเมนต์นี้ในตลาดสหรัฐอเมริกา พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน โดยทะลุระดับ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.7 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าทึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อและความต้องการที่ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจเท่าที่ควร
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ การกลับมาของ “เกียร์ธรรมดา” หรือ “เกียร์กระปุก” ในกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิม การสัมผัสกับตัวรถ การควบคุมที่ตรงไปตรงมา และเสียงเครื่องยนต์ที่เร้าใจ กลายเป็นเสน่ห์ที่รถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่เน้นความสะดวกสบายและระบบอัตโนมัติอาจจะมอบให้ไม่ได้ นอกจากนี้ ความต้องการรถยนต์ที่สั่งผลิตพิเศษ (Customization) ตามความต้องการและบ่งบอกเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเจ้าของ ก็มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ลูกค้าเหล่านี้ไม่ได้ต้องการแค่พาหนะ แต่ต้องการงานศิลปะที่สะท้อนตัวตน
EV Market: ชะลอตัว… ความท้าทายจากแดนมังกร
ในทางกลับกัน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก แม้จะยังคงมีการเติบโต แต่ก็แผ่วลงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้อย่างเห็นได้ชัด ปัจจัยหลักที่กดดันตลาด EV ได้แก่:
การแข่งขันที่รุนแรงจากแบรนด์จีน: ค่ายรถยนต์สัญชาติจีนได้ยกระดับคุณภาพของรถ EV ขึ้นมาทัดเทียมหรือเหนือกว่าแบรนด์จากตะวันตกหลายแบรนด์ ในขณะที่ยังมีข้อได้เปรียบด้านราคาที่เข้าถึงง่าย ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้นและมีความลังเลในการตัดสินใจ
การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนของภาครัฐ: การลดลงหรือยกเลิกมาตรการอุดหนุนรถ EV ในหลายประเทศ ส่งผลให้ราคาขายจริงของผู้บริโภคสูงขึ้น และลดความน่าสนใจลงไป
ประเด็นทางการเมืองและสังคม: รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีการถกเถียงในหลายภาคส่วน ทั้งในเรื่องของแหล่งพลังงานที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ ความยั่งยืนตลอดวงจรชีวิตของรถ และผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เกิดความลังเลในผู้บริโภคบางกลุ่ม
Tesla และ Porsche: มรสุมลูกใหญ่ที่ไม่คาดฝัน
ปี 2025 ถือเป็นปีแห่งความท้าทายอย่างแท้จริงสำหรับสองยักษ์ใหญ่ในวงการยานยนต์:
Tesla: เผชิญกับยอดขายและกำไรที่ลดลงทั่วโลก ส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกาหดหายอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังต้องรับมือกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับระบบประตูขัดข้องในขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค กระแสต่อต้านตัวตนและพฤติกรรมของ CEO Elon Musk ก็ทวีความรุนแรงขึ้น จนมีรายงานว่าลูกค้าบางรายถึงกับติดสติกเกอร์บนรถเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับทัศนคติของเขา
Porsche: เป็นแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด สาเหตุหลักมาจากปัญหาทางการเงินที่ซับซ้อน ประกอบกับการที่รถยนต์ EV รุ่นใหม่ๆ อย่าง Taycan และ Macan ไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้าที่วางไว้ แม้จะทุ่มงบประมาณมหาศาลในการทำการตลาดและดึงดาราฮอลลีวูดมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม ส่งผลให้ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากที่ปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการถึง 3 ครั้ง ราคาหุ้นดิ่งลงกว่า 33% และเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร ปัญหาที่ซ้ำเติมคือ ลูกค้าประจำเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อราคาที่สูงเกินจริง และการที่รถยนต์ถูกยัดเยียดระบบดิจิทัลในห้องโดยสารมากเกินไป จนอาจบั่นทอน “จิตวิญญาณ” ของ Porsche ไป การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารครั้งใหญ่ โดย Michael Leiters จะเข้ารับตำแหน่ง CEO คนใหม่ในวันที่ 1 มกราคมนี้ จึงเป็นความหวังในการพลิกฟื้นสถานการณ์
Ferrari: ม้าลำพอง… ผงาดเหนือคู่แข่ง
ท่ามกลางความผันผวนของตลาด Ferrari กลับเป็นแบรนด์ที่ฉายแสงโดดเด่นที่สุด บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไร (Profit Margin) ได้ในระดับสูงอย่างน่าประทับใจ พร้อมกับยอดจองที่ยาวเหยียดไปจนถึงปี 2027 ทิ้งห่างคู่แข่งอย่าง Aston Martin ไปอย่างขาดลอย
ปัจจัยแห่งความสำเร็จของ Ferrari ประกอบด้วย:
การพึ่งพาตลาดจีนที่น้อย: Ferrari พึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวอย่างรุนแรง
การปรับแผน EV ที่รอบคอบ: การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า โดยปรับเป้าหมายยอดขาย EV ไว้เพียง 20% ภายในปี 2030 ช่วยรักษามูลค่าของแบรนด์และราคารถยนต์มือสองให้คงที่ ไม่ตกต่ำเหมือนกับกรณีของ Porsche Taycan
ฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง: แม้ราคาเฉลี่ยของ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่กว่า 80% ของลูกค้าเก่ากลับมาซื้อซ้ำ สะท้อนถึงความภักดีในแบรนด์และคุณภาพที่เหนือกว่า รุ่นใหม่ๆ อย่าง “Amalfi” ก็ได้รับความสนใจอย่างมาก และเป็นที่จับตามองว่าจะสามารถรักษาความยิ่งใหญ่ของ Ferrari ไว้ได้อย่างไรในระยะยาว
ปี 2026: เดิมพันครั้งใหม่ในสนาม Formula 1
สำหรับปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์ทั่วโลกจะจับจ้องไปที่การก้าวเข้าสู่สังเวียน Formula 1 ของสองแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Audi และ Cadillac ซึ่งเป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่:
Cadillac: การเข้าร่วม Formula 1 ในฐานะทีมที่ 11 เป็นก้าวที่ท้าทาย แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการลบภาพลักษณ์ “รถสำหรับวัยกลางคน” ที่ติดตัวมานาน การเลือกนักแข่งชื่อดังอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาเสริมทัพ คือความพยายามที่จะสร้างกระแสความนิยม และใช้ประโยชน์จากความนิยมของ Formula 1 ในสหรัฐอเมริกาที่กำลังพุ่งสูงขึ้น เพื่อยกระดับแบรนด์ให้เทียบเคียงกับคู่แข่งอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: เตรียมเข้าซื้อกิจการทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสแบรนด์ที่ดูเงียบเหงาไปหลายปี Audi มีประวัติศาสตร์ยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ตกว่าศตวรรษ และมีศักยภาพที่จะทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้น การเปิดตัวรถต้นแบบ “Concept C” ที่มิลาน ซึ่งผสมผสานการออกแบบอันล้ำสมัยเข้ากับ DNA ของ Audi TT และ R8 แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการสร้างรถยนต์ Audi ยุคใหม่ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันและนวัตกรรม
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของรถสปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลยุทธ์ที่ผสมผสานระหว่างสมรรถนะสุดขั้ว ความหรูหราสง่างาม และการเชื่อมโยงกับโลกแห่งมอเตอร์สปอร์ต จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดนี้ต่อไป
อนาคตของยานยนต์: การปรับตัวคือหัวใจสำคัญ
ปี 2025 นี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงมีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แม้แบรนด์รถหรูจะยังคงเติบโตได้ดี แต่การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาค ล้วนเป็นแรงกดดันที่ทุกค่ายรถต้องเผชิญ
สำหรับผู้ที่สนใจในวงการยานยนต์ การจับตามองแนวโน้มเหล่านี้อย่างใกล้ชิด และการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่หลากหลาย หรือการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดที่ชาญฉลาด
หากคุณคือผู้ที่มองเห็นโอกาสในตลาดที่กำลังเปลี่ยนแปลงนี้ และต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งใหม่ในโลกยานยนต์ อย่ารอช้า! มาร่วมสำรวจความเป็นไปได้ และก้าวสู่โลกแห่งยนตรกรรมแห่งอนาคตไปด้วยกัน

