กันจอมพลัง วางแผน ทำรั้วต้องใช้กี่ตู้ ต้องวางตรงไหนบ้างเพื่อไม่ให้เขมรหรือชาติใดเข้ามารื้อรั้วได้อีก
ผู้สื่อข่าวโตโจ้นิวส์รายงานว่า นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือ กัน จอมพลัง ผู้ช่วยเหลือ
ประชาชนเดือดร้อน ได้โพสต์ข้อ
ความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า…
วันนี้ผมกับท่าน ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับการนาวิกโยธินตราดและทีม ได้มาที่บริเวณกาสิโนทามอดาตรงจุดที่คนจีนมารื้อรั้วหีบเพลง เพื่อดูหน้างานจริงว่าสามารถทำรั้วตู้คอนเทนเนอร์กับกล้องวงจรปิด ได้หรือไม่ ถ้าทำรั้วได้ต้องใช้กี่ตู้ ต้องวางตรงไหนบ้างเพื่อไม่ให้เขมรหรือชาติใดเข้ามารื้อรั้วได้อีก
ซึ่งคำตอบคือสามารถทำได้ครับตอนนี้ผมกำลังคำนวนว่าต้องใช้กี่ตู้และลงวันไหนบ้าง
ซึ่งที่ตรงนี้ผมยินดีทําให้อย่างยิ่ง เพราะทหารเรือช่วยภารกิจของผมและมูลนิธิกันจอมพลัง มาโดยตลอด ตั้งแต่ท่านพลเรือเอกไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ อดีต ผบ.ทร.ที่ช่วยผมทำศูนย์พักพิงตึก สตง. ถล่ม ขนยางมาช่วยทําบังเกอร์ที่ตาเมือนธม จนท่านปัจจุบันพลเรือเอกไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ท่านก็พร้อมช่วยเสมอ ผมและเอฟซีจึงยินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนภารกิจของกองทัพเรือครับ
บทสรุปวงการยานยนต์ปี 2568: ยุคทองของ Supercar และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ภาพรวมตลาดปี 2568
ปี 2568 ถือเป็นปีที่พลิกความคาดหมายในอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างแท้จริง ท่ามกลางความชะลอตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์นั่งทั่วไปที่เผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันอันดุเดือดของค่ายรถสัญชาติจีน ผู้ผลิต Supercar ระดับโลกกลับผงาดขึ้นมาครองตลาดได้อย่างสง่างาม แบรนด์อย่าง Ferrari, Bugatti, Pagani และ Koenigsegg ต่างมียอดจองที่ล้นหลาม ส่งผลให้ลูกค้าต้องรอคอยรถยนต์คู่ใจนานข้ามปี
ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์แบบดั้งเดิมกำลังเผชิญกับความท้าทายจากกำแพงภาษีที่สูงขึ้น การแข่งขันด้านเทคโนโลยี EV ที่เข้มข้นขึ้น และการรุกคืบของแบรนด์จากแดนมังกรอย่างไม่หยุดยั้ง แบรนด์ Supercar หรูกลับสามารถกวาดรายได้และกำไรได้อย่างมหาศาล สะท้อนให้เห็นถึงดีมานด์ที่แข็งแกร่งในกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงที่มองหาสุดยอดสมรรถนะและเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ตลาดรถยนต์ Luxury: การเติบโตสวนกระแส
เซกเมนต์รถยนต์ Luxury ในปี 2568 ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการเติบโตสวนทางกับภาพรวมตลาด ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในกลุ่มนี้ในตลาดสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉลี่ยสูงกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ “เกียร์กระปุก” หรือเกียร์ธรรมดา กลับมาเป็นที่ต้องการอย่างสูงในหมู่ลูกค้ากลุ่ม Supercar ที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิมที่ให้ความรู้สึกถึงการควบคุมอย่างแท้จริง ควบคู่ไปกับกระแสการสั่งผลิตรถยนต์แบบ Customization ที่สะท้อนถึงตัวตนและความเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าของ ก็มีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
ในทางกลับกัน แม้ตลาดรถยนต์ EV ทั่วโลกจะยังคงมีการเติบโตอยู่ แต่ก็เป็นไปในอัตราที่ชะลอตัวลงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ผู้ผลิตรายใหญ่หลายราย อาทิ Audi, Ford, General Motors (GM) และ Volvo ต่างเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันของรถยนต์ EV สัญชาติจีนที่มีคุณภาพทัดเทียมกันในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ประกอบกับการสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในหลายประเทศ และประเด็นทางการเมืองที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อที่ละเอียดอ่อนในการตัดสินใจซื้อของหลายครัวเรือน
ปีแห่งมรสุมของ Tesla และ Porsche
ปี 2568 ถือเป็นปีที่ Tesla เผชิญกับความท้าทายอย่างหนักหน่วง ทั้งในด้านยอดขายและกำไรที่ลดลงทั่วโลก ส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกาหดหายอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ Tesla ยังต้องเผชิญกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับระบบประตูขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
ยิ่งไปกว่านั้น กระแสต่อต้าน CEO อย่าง Elon Musk ก็ทวีความรุนแรงขึ้น จนมีรายงานว่าลูกค้าบางรายถึงขั้นติดสติกเกอร์ระบุข้อความทำนองว่า “ซื้อรถคันนี้ก่อนที่จะทราบถึงบุคลิกของ Elon Musk” สะท้อนถึงความกังวลของลูกค้าที่มีต่อภาพลักษณ์ของผู้นำองค์กร
สำหรับ Porsche ถือเป็นแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงที่สุด ปัญหาหลักมาจากการปรับโครงสร้างทางการเงิน และการที่รถยนต์ EV รุ่นใหม่ อย่าง Taycan และ Macan ไม่สามารถสร้างยอดขายได้อย่างที่คาดหวัง แม้จะทุ่มงบประมาณมหาศาลในการทำการตลาด โดยได้ดาราฮอลลีวูดระดับแถวหน้ามาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม
ผลกระทบที่ตามมาคือ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากที่บริษัทได้ปรับลดประมาณการผลประกอบการถึง 3 ครั้ง ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทร่วงลงกว่า 33% และเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสเป็นครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อลูกค้าประจำเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อราคาที่สูงเกินจริง และการติดตั้งระบบดิจิทัลในห้องโดยสารที่มากเกินไป จนส่งผลให้สูญเสีย “จิตวิญญาณ” ของความเป็น Porsche ไป ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตำแหน่งผู้บริหาร โดย Michael Leiters ได้เข้ามารับตำแหน่ง CEO ของ Porsche ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
Ferrari ผงาดเหนือคู่แข่ง: สูตรสำเร็จแห่งความยั่งยืน
ในขณะที่คู่แข่งประสบปัญหา Ferrari กลับทำผลงานได้อย่างโดดเด่นที่สุด บริษัทสามารถรักษาระดับอัตรากำไร (Profit Margin) ได้อย่างมหาศาล พร้อมด้วยยอดจองที่เต็มยาวไปจนถึงปี 2570 ซึ่งทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งอย่าง Aston Martin อย่างไม่เห็นฝุ่น
ปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จของ Ferrari คือการพึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว นอกจากนี้ การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า โดยปรับลดเป้าหมายการขาย EV เหลือเพียง 20% ภายในปี 2573 เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ช่วยรักษาคุณค่าของแบรนด์และมูลค่าของรถยนต์มือสองไม่ให้ตกต่ำลงเหมือนกับกรณีของ Porsche Taycan
แม้ว่าราคาเฉลี่ยของรถยนต์ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงเลือกที่จะกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งสะท้อนถึงความภักดีต่อแบรนด์และความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์ รุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวอย่าง “Amalfi” ก็ได้รับความสนใจอย่างสูง ทำให้บัลลังก์ของ “ม้าลำพอง” ยังคงแข็งแกร่งและมั่นคงในระยะยาว
ปี 2569: เดิมพันครั้งใหม่ในสนาม Formula 1
สำหรับปี 2569 สายตาของวงการยานยนต์ทั่วโลกจะจับจ้องไปที่การก้าวเข้าสู่สังเวียน Formula 1 ของสองค่ายรถยักษ์ใหญ่คือ Audi และ Cadillac
Cadillac: การเข้าร่วม Formula 1 ในฐานะทีมที่ 11 ถือเป็นก้าวสำคัญของ Cadillac ในการลบภาพลักษณ์ “รถสำหรับผู้สูงวัย” ที่ติดตัวมานาน การเลือกนักแข่งระดับโลกอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาเป็นส่วนหนึ่งของทีม เป็นกลยุทธ์ที่มุ่งหวังจะสร้างกระแสและความนิยม โดยใช้ประโยชน์จากความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของ Formula 1 ในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับแบรนด์ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งระดับพรีเมียมอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: มีแผนที่จะเข้าซื้อทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสให้กับแบรนด์ที่อาจจะเงียบเหงาไปบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ตกว่าศตวรรษ และมีแนวโน้มที่จะทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” รถต้นแบบดีไซน์ล้ำสมัยที่ได้เปิดตัวไปในงาน Milan Design Week ซึ่งรถต้นแบบคันนี้จะทำหน้าที่เป็นต้นแบบและพิมพ์เขียวสำหรับ Audi ยุคใหม่ โดยผสานรวมความทันสมัยเข้ากับจิตวิญญาณแห่งตำนานอย่าง Audi TT และ R8
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของตลาดรถยนต์ Supercar และรถสปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน
อนาคตของวงการยานยนต์: นวัตกรรมและความยั่งยืนบนทางหลวงแห่งความเปลี่ยนแปลง
การเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงปี 2568 นี้ ชี้ให้เห็นถึงพลวัตที่ซับซ้อนและน่าติดตาม การแข่งขันที่เข้มข้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่เทคโนโลยีและราคาอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงภาพลักษณ์แบรนด์ ประสบการณ์ผู้บริโภค และความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับกระแสโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
สำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหารถยนต์ที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย ตั้งแต่ความหรูหราสมรรถนะสูง ไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ปี 2569 จะเป็นปีที่เต็มไปด้วยทางเลือกที่น่าสนใจ
หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะอันไร้ขีดจำกัด และกำลังมองหา Supercar คันต่อไป หรือกำลังพิจารณาทางเลือกแห่งอนาคตในตลาดรถยนต์ Luxury ที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรม เราขอเชิญชวนให้ท่านเข้ามาสำรวจและค้นพบยานยนต์ที่ใช่สำหรับคุณในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้

