CEO ตัวจิ๋วทำถึง! “น้องเกล” เปิดบริษัทชีเสิร์ฟ สัมภาษณ์งานปุ๊บรับปั๊บ ให้เงินเดือนสุดอึ้ง 20 บาท!
กลายเป็นไวรัลเรียกรอยยิ้มไปทั่วโซเชียล เมื่อความน่ารักของ “น้องเกล” (แอบิเกล) ลูกสาวคนเล็กสุดฮอตของคุณแม่ ชมพู่ อารยา ถูกเปิดเผยผ่าน TikTok ของ @panparida ในมาด CEO สาวน้อยสุดมั่น ที่ทำเอาพี่ๆ แฟนคลับใจละลาย
ในคลิปเผยให้เห็นโมเมนต์สุดฮา เมื่อ “CEO เกล” เปิดบริษัท “ชีเสิร์ฟ (ไม่) จำกัด” พร้อมลงสนามสัมภาษณ์พนักงานใหม่ด้วยตัวเอง งานนี้บอกเลยว่าขั้นตอนการรับเข้าทำงานง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วย แต่ที่ทำเอาหลุดขำกันทั้งโซเชียลคือ “เรทเงินเดือน” ที่ประธานบริษัทตัวน้อยจัดให้!
บทสนทนาสุดพีค: สัมภาษณ์ปุ๊บ รับบัตรพนักงานปั๊บ!
- CEO เกล: “ชื่ออะไรคะ?”
- ผู้สมัคร: “ผมชื่อต้นครับ อยากทำงานบริษัทนี้มากเลย”
- CEO เกล: (ยื่นบัตรพนักงานให้ทันที) “อันนี้บัตรของคุณที่จะเข้างานค่ะ… เงินเดือน 20 บาท“
งานนี้ทำเอาชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์เอ็นดูกันยกใหญ่ ทั้งลีลาการยื่นบัตรพนักงานสุดมืออาชีพ และความชิลในการคัดเลือกพนักงานที่ไม่ต้องดูเรซูเม่ให้เสียเวลา แค่บอกชื่อก็ได้เข้าทำงานทันที! ใครที่กำลังมองหางานใหม่ เตรียมไปสมัครกับ CEO เกลกันได้เลย แม้เงินเดือนจะแค่ 20 บาท แต่บอกเลยว่าสวัสดิการความน่ารัก… เกินล้านแน่นอน!
ใครไป ใครมา: ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ปี 2025 และทิศทางสู่ปี 2026
ปี 2025 ถือเป็นปีที่น่าจดจำสำหรับตลาดรถยนต์ระดับบน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มซูเปอร์คาร์และรถยนต์หรูที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งสวนทางกับกระแสชะลอตัวของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และตลาดรถยนต์ทั่วไปที่เผชิญแรงกดดันจากการแข่งขันของแบรนด์รถยนต์จากประเทศจีน ในขณะที่แบรนด์ที่เคยแข็งแกร่งอย่าง Porsche และ Tesla กลับต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในปีนี้
ตลาดรถหรู: ปีทองของซูเปอร์คาร์และนิยามใหม่แห่งความหรูหรา
หากย้อนกลับไปในช่วงก่อนปี 2020 หลายคนอาจตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับอนาคตของ “ซูเปอร์คาร์” ว่าจะถึงจุดอิ่มตัวแล้วหรือไม่ แต่ภาพรวมของปี 2025 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สมมติฐานดังกล่าวคลาดเคลื่อนอย่างสิ้นเชิง ปี 2025 คือ “ปีแห่งซูเปอร์คาร์” อย่างแท้จริง ความต้องการรถยนต์สมรรถนะสูงจากแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Bugatti, Pagani, Koenigsegg, Ferrari และ Lamborghini ยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ปรากฏสัญญาณของการชะลอตัว
ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์แบบดั้งเดิมต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากกำแพงภาษีที่สูงขึ้น ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ไม่เป็นไปตามเป้า และการรุกคืบอย่างไม่หยุดยั้งของแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีนที่มาพร้อมกับคุณภาพและราคาที่แข่งขันได้ แต่กลุ่มซูเปอร์คาร์กลับสามารถทำกำไรได้อย่างงดงาม พร้อมด้วยยอดจองที่ยาวเหยียดจนลูกค้าต้องรอรับรถนานข้ามปี
ตลาดรถยนต์ Luxury ในปี 2025 มีการเติบโตที่โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัด ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในเซกเมนต์นี้ในสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงขึ้นทำสถิติใหม่ เกินระดับ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) ที่น่าสนใจคือ “เกียร์กระปุก” กลับมาเป็นที่ต้องการอย่างมากในหมู่ลูกค้ากระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิม รวมถึงกระแสการสั่งผลิตรถยนต์แบบ Customization ที่สะท้อนตัวตนและเอกลักษณ์ของเจ้าของก็เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ในทางตรงกันข้าม แม้ว่ายอดขายรถยนต์ EV ทั่วโลกจะยังคงมีการเติบโต แต่ก็อยู่ในอัตราที่แผ่วลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ผู้ผลิตรายใหญ่อย่าง Audi, Ford, GM และ Volvo ต่างได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรงจาก “รถ EV จีน” ที่มาพร้อมกับคุณภาพที่น่าประทับใจและราคาที่เข้าถึงง่าย นอกจากนี้ การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐ และประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อนหลายประการ ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงในครอบครัวต่างๆ มากขึ้น
ปีแห่งมรสุมสำหรับ Tesla และ Porsche
ปี 2025 ถือเป็นปีที่ Tesla ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ ยอดขายและกำไรทั่วโลกของบริษัทลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกาที่หดหายไป นอกจากนี้ Tesla ยังต้องรับมือกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับระบบประตูขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์
ยิ่งไปกว่านั้น กระแสต่อต้าน CEO อย่าง Elon Musk ทวีความรุนแรงขึ้น จนลูกค้าบางรายถึงกับติดสติกเกอร์ท้ายรถเพื่อแก้ต่างว่า “ซื้อรถคันนี้ก่อนที่จะรู้ว่า Elon เป็นแบบนี้” แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันที่ Tesla กำลังเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับ Porsche ถือเป็นแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงที่สุด สาเหตุหลักมาจากปัญหาทางการเงิน และการที่รถยนต์ EV รุ่นใหม่ของบริษัทอย่าง Taycan และ Macan ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่คาดหวัง แม้จะทุ่มงบประมาณมหาศาลในการทำการตลาด โดยได้ดาราฮอลลีวูดชื่อดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม
ผลจากสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของประเทศเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากที่บริษัทได้ปรับลดประมาณการผลประกอบการถึง 3 ครั้งติดต่อกัน ราคาหุ้นของบริษัทร่วงลงกว่า 33% และบริษัทต้องเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อลูกค้าประจำเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อราคาที่สูงเกินจริง และการติดตั้งระบบดิจิทัลจำนวนมากเกินไปในห้องโดยสาร ซึ่งหลายคนมองว่าทำให้รถยนต์ขาด “จิตวิญญาณ” แห่งความเป็น Porsche ไป
ด้วยเหตุนี้ จึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับผู้บริหาร โดย Michael Leiters ได้เข้ารับตำแหน่ง CEO คนใหม่ของ Porsche ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อเข้ามาพลิกฟื้นสถานการณ์ของแบรนด์
Ferrari ผงาดเหนือคู่แข่ง: กลยุทธ์ที่แตกต่าง สู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน
ในขณะที่คู่แข่งหลายรายกำลังสะดุดขาตัวเอง Ferrari กลับแสดงผลงานได้อย่างโดดเด่นที่สุด บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไร (Profit Margin) ในระดับสูงได้อย่างต่อเนื่อง และมียอดจองรถยนต์ที่เต็มยาวไปจนถึงปี 2027 ทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งอย่าง Aston Martin ไปอย่างไม่เห็นฝุ่น
กุญแจสำคัญของความสำเร็จนี้ คือการที่ Ferrari พึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% ทำให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่กำลังชะลอตัว นอกจากนี้ การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า โดยปรับเป้าหมายการขายรถยนต์ EV เหลือเพียง 20% ภายในปี 2030 เท่านั้น ช่วยรักษาคุณค่าของแบรนด์และมูลค่าของรถยนต์มือสองไม่ให้ตกต่ำเหมือนกับกรณีของ Porsche Taycan
แม้ว่าราคาเฉลี่ยของรถยนต์ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงเลือกที่จะกลับมาซื้อซ้ำ และรุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวอย่าง “Amalfi” ก็ได้รับการจับตามองเป็นอย่างมาก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้บัลลังก์ของม้าลำพองยังคงแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มที่จะคงอยู่ต่อไปในระยะยาว
จับตาปี 2026: เดิมพันครั้งใหม่ในเวที Formula 1
สำหรับปี 2026 สายตาของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกจะจับจ้องไปยังการก้าวเข้าสู่สังเวียน Formula 1 ของ Audi และ Cadillac ซึ่งถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของทั้งสองแบรนด์
Cadillac: การเข้าสู่ Formula 1 ในฐานะทีมที่ 11 ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลบภาพลักษณ์ “รถสำหรับผู้สูงวัย” ที่หลายคนคุ้นเคย การเลือกนักแข่งระดับโลกอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez เข้ามาร่วมทีม เป็นการเรียกกระแสความสนใจ หวังใช้ประโยชน์จากความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นของ Formula 1 ในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับแบรนด์ Cadillac ให้ทัดเทียมกับ BMW และ Mercedes-Benz
Audi: เตรียมเข้าซื้อทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสให้กับแบรนด์ที่อาจจะเงียบเหงาไปบ้างในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ต และมีแนวโน้มที่จะทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน Formula 1
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” รถต้นแบบดีไซน์ล้ำยุคที่เคยจัดแสดงในงาน Milan Design Week ซึ่งจะกลายเป็นพิมพ์เขียวสำคัญสำหรับ Audi ยุคใหม่ ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของ Audi TT และ R8
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของตลาดรถยนต์สปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์จึงดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน
หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะและความหรูหรา หรือกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนในตลาดยานยนต์ระดับพรีเมียม ปี 2025 และปี 2026 คือช่วงเวลาที่คุณไม่ควรพลาด! มาสำรวจโลกแห่งยนตรกรรมแห่งอนาคต และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ที่จะเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ไปตลอดกาล

