จากดรามาปะทะกันในรายการ ‘แฉ’ ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา ของสองเพื่อนรัก อย่าง ‘น็อต วรฤทธิ์ เฟื่องอารมย์’ และ ‘เพชร กรุณพล เทียนสุวรรณ’ จากประเด็นร้อนเรื่องการตัดงบประมาณกองทัพ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 112 ที่ต่างฝ่ายต่างแสดงความคิดเห็น และจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจน กระทั่งได้มีการเผยแพร่ภาพการถกเถียงกันของทั้งสองคนที่ไม่ได้จบแค่ในรายการ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเครียด
‘น็อต วรฤทธิ์’ และ ‘เพชร กรุณพล’ รู้จักกันจากการทำงานในวงการบันเทิงก่อนจะกลายมาเป็นเพื่อนสนิทในกลุ่มเดียวกัน โดยมีเพื่อนในกลุ่มทั้งหมด 7 คน คือ ‘เอ็ม อภินันท์’ , ‘เอ๊าะ กีรติ’ , ‘เสนาลิง’ , ‘ทีน สราวุติ’ , ‘กิ๊ฟ วรรณธนะ’ , ‘เพชร กรุณพล’และ ‘น็อต วรฤทธิ์’ แต่จะมีแค่ทั้งคู่ที่มักจะถกเถียงกันเรื่องความคิดเห็น และอุดมการณ์ทางการเมืองกันอยู่เสมอ
ในปี 2564 น็อต วรฤทธิ์ ได้แชร์บทความเกี่ยวกับวัคซีนโควิด-19 เรื่องที่ว่าทำไมถึงไม่ปล่อยให้เอกชนซื้อวัคซีนเอง พร้อมอธิบายเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องเป็นคนจัดซื้อวัคซีน หลังจากแชร์ข้อความดังกล่าวผ่าน Facebook ส่วนตัว ออกไป ‘เพชร กรุณพล’ ก็ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า “นี่คือสักแต่ว่าเขียนเอาใจรัฐบาลใช่มะ” พร้อมกับอธิบายแจกแจงข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนแบบร่ายยาว ก่อนจะตบท้ายด้วยประโยคว่า “กูเข้ามาเสือกเรื่องของมึงแค่นี้แหละนะ” ทาง ‘น็อต วรฤทธิ์’ ก็ได้ออกมาตอบกลับว่า “เรื่องของมึง” แต่เพชร ก็ได้ออกมาตอบกลับอีกว่า “แต่เรื่องของมึงมันปลอมอะ” จนเรื่องราวเริ่มใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ กลายเกิดกระแสวิพากวิจารณ์อย่างหนัก จนเกิด #แบนน็อตวรฤทธิ์ ขึ้นมา ถึงขั้นมีชาวเน็ตหลายคนเข้าไปแสดงความคิดเห็นว่าให้ เพชร เลิกคบ น็อต
หลังดรามาเรื่องวัคซีนโควิด ทั้งคู่ก็ออกมาเปิดใจถึงความสัมพันธ์ผ่านรายการ ‘แฉ’ ว่า ก็มีช่วงที่ไม่ค่อยได้คุยกันบ่อยเหมือนเดิม เพราะมีความเห็นต่างกันทางการเมืองอย่างมาก แต่ก็ได้ออกมาชี้แจงว่า ไม่ได้มีปัญหาหนัก เป็นเพียงแค่การแสดงความคิดเห็นส่วนตัว และทางเพชร ก็ยืนยันว่า ยังคงเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม และไม่ถึงขั้นเลิกคบกันถึงแม้จะเห็นต่างกันมาก อีกทั้งอินสตาแกรมของทั้งคู่ ก็ได้โพสต์ภาพเดียวกัน พร้อมแคปชั่นยืนยันมิตรภาพ
บทสรุปอุตสาหกรรมยานยนต์ปี 2025: สวรรค์ของซูเปอร์คาร์ สู่สมรภูมิ F1 ที่ดุเดือด
ปี 2025 คือปีที่อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกได้เห็นภาพที่ชัดเจนของการแบ่งขั้วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซูเปอร์คาร์แบรนด์หรูระดับโลกอย่าง Ferrari, Bugatti, Pagani และ Koenigsegg ได้พิสูจน์แล้วว่าความต้องการรถยนต์สมรรถนะสูงนั้นไร้เพดาน พวกเขากำลังกวดยอดจองมหาศาลจนแทบผลิตไม่ทัน ข้ามปีไปอีกยาว ในขณะเดียวกัน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์นั่งทั่วไปกลับเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุหลักมาจากสงครามราคาที่ดุเดือดจากการรุกคืบของค่ายรถสัญชาติจีน รวมถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและนโยบายที่ผันผวน
ปี 2025 นี้ ไม่ใช่ปีที่สดใสสำหรับทุกแบรนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Porsche และ Tesla ที่ต้องเผชิญกับปีที่ท้าทายอย่างยิ่ง Porsche ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนัก จนถึงขั้นหลุดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนี สะท้อนถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาจากทั้งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่เป็นไปตามคาด และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ในขณะที่ Tesla แบรนด์ผู้นำในยุค EV กำลังสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง และเผชิญกับกระแสต่อต้านที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์และตัว Elon Musk เอง
เมื่อมองไปยังปี 2026 การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์จะย้ายสนามจากโชว์รูมและโรงงาน มาสู่สนามแข่งขันที่ร้อนแรงที่สุดในโลกอย่าง Formula 1 การเข้าร่วมของ Audi และ Cadillac ในฐานะทีมแข่งเต็มตัว แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่ทะเยอทะยานของแบรนด์เหล่านี้ในการใช้มอเตอร์สปอร์ตเป็นเครื่องมือสำคัญในการพลิกฟื้นภาพลักษณ์ สร้างความตื่นเต้นให้กับแบรนด์ และดึงดูดฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง
ตลาดรถหรู: มหกรรมแห่งความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด
หากย้อนกลับไปในช่วงปี 2019 มีการตั้งคำถามกันอย่างกว้างขวางว่า เราได้มาถึงจุดอิ่มตัวของตลาด “ซูเปอร์คาร์” แล้วหรือยัง? แต่เมื่อกวาดสายตาไปที่ภาพรวมของปี 2025 คำตอบที่ได้กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง ปี 2025 นี้สมควรได้รับการบันทึกว่าเป็น “ปีแห่งซูเปอร์คาร์” อย่างแท้จริง ราวกับว่าไม่มีขีดจำกัดสำหรับความต้องการรถยนต์สมรรถนะสูงจากแบรนด์ระดับตำนานอย่าง Bugatti, Pagani, Koenigsegg, Ferrari และ Lamborghini
ในขณะที่ค่ายรถยนต์แบบดั้งเดิมกำลังประสบปัญหา “เมาหมัด” จากกำแพงภาษีที่สูงขึ้น ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ไม่เป็นไปตามเป้า และการบุกตลาดอย่างหนักหน่วงของแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีน แบรนด์หรูเหล่านี้กลับสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล พร้อมกับยอดจองที่ยาวเหยียดจนลูกค้าต้องรอรับรถนานข้ามปี นี่คือปรากฏการณ์ที่บ่งชี้ถึงความแข็งแกร่งของตลาดกลุ่มบน ที่มีความต้องการเฉพาะตัวและสามารถทนทานต่อแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจได้ดีกว่า
ข้อมูลจากตลาดสหรัฐอเมริกา ชี้ให้เห็นถึงการเติบโตที่โดดเด่นของตลาดรถยนต์ Luxury โดยราคาเฉลี่ยของรถใหม่ในเซกเมนต์นี้ได้พุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สูงกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ “เกียร์กระปุก” หรือเกียร์ธรรมดา ที่กำลังกลับมาเป็นที่ต้องการอย่างสูงในหมู่ลูกค้ากระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิมที่ให้ความรู้สึกดิบและเข้าถึงได้มากกว่า ควบคู่ไปกับกระแสการสั่งผลิตรถแบบ Customization หรือการตกแต่งรถยนต์ให้สะท้อนตัวตนของเจ้าของ ซึ่งกำลังเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน
ในทางกลับกัน แม้ว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกจะยังคงมีแนวโน้มเติบโต แต่ก็แผ่วลงกว่าที่นักวิเคราะห์เคยคาดการณ์ไว้ ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่หลายแห่ง เช่น Audi, Ford, GM และ Volvo ต่างได้รับผลกระทบอย่างจังจากการเข้ามาของ “รถ EV จีน” ที่ไม่เพียงแต่มีคุณภาพทัดเทียมกับแบรนด์ยุโรป แต่ยังมีราคาที่เข้าถึงง่ายกว่ามาก ประกอบกับการสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในหลายประเทศ และประเด็นทางการเมืองที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อถกเถียงที่ละเอียดอ่อนในหลายครอบครัว ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับตลาด EV ทั่วไป
ปีแห่งมรสุม: Tesla และ Porsche ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
สำหรับปี 2025 นี้ ถือเป็นปีที่ Tesla แบรนด์ผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้าต้องเผชิญกับความยากลำบากรอบด้าน ยอดขายและกำไรทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนแบ่งทางการตลาดในสหรัฐอเมริกาหดหายอย่างมีนัยสำคัญ ซ้ำร้ายยังต้องรับมือกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับระบบประตูขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
นอกจากนี้ กระแสต่อต้านตัวซีอีโอ Elon Musk ก็ทวีความรุนแรงขึ้นถึงขั้นที่ลูกค้าบางรายต้องติดสติกเกอร์ประชดประชันไว้ที่ท้ายรถว่า “ซื้อรถคันนี้ ก่อนที่จะรู้ว่า Elon เป็นแบบนี้” สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่ไม่ได้มาจากตัวผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงภาพลักษณ์และพฤติกรรมของผู้บริหารระดับสูง
ขณะที่ Porsche แบรนด์รถสปอร์ตสัญชาติเยอรมัน กลับเป็นแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วงที่สุด สาเหตุหลักมาจากปัญหาทางการเงินที่ซับซ้อน และการที่รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่อย่าง Taycan และ Macan ไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้า แม้จะทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อการตลาดและคว้าตัวนักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม
ผลลัพธ์ที่ตามมานั้นรุนแรง Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากการปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการถึง 3 ครั้ง หุ้นของบริษัทร่วงลงกว่า 33% และบริษัทต้องเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกในรอบหลายปีถึง 3.1 พันล้านยูโร สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เมื่อลูกค้าประจำเริ่มส่งเสียงบ่นถึงราคาที่แพงเกินจริง และการติดตั้งระบบดิจิทัลที่มากเกินไปในห้องโดยสาร ซึ่งบั่นทอน “จิตวิญญาณ” แห่งความเป็น Porsche ที่ผู้บริโภคคาดหวัง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตำแหน่งผู้บริหาร โดย Michael Leiters ได้เข้ามารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ของ Porsche โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 นี้
Ferrari ผงาดเหนือคู่แข่ง: กลยุทธ์ที่เหนือชั้นและความภักดีของลูกค้า
ในขณะที่คู่แข่งหลายรายกำลังสะดุดขาตัวเอง Ferrari กลับสามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่นที่สุดในตลาดซูเปอร์คาร์ บริษัทสามารถรักษาระดับกำไร (Profit Margin) ได้อย่างมหาศาล และมียอดจองรถยนต์ที่เต็มยาวไปจนถึงปี 2027 ทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งอย่าง Aston Martin ไปอย่างไม่เห็นฝุ่น
กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของ Ferrari มาจากการพึ่งพาตลาดจีนในสัดส่วนที่น้อยกว่า 10% ทำให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว นอกจากนี้ การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า โดยปรับลดเป้าหมายการขายรถ EV เหลือเพียง 20% ภายในปี 2030 ยังช่วยรักษามูลค่าของแบรนด์และราคารถยนต์มือสองไม่ให้ตกต่ำลงเหมือนกับที่เกิดขึ้นกับ Porsche Taycan
แม้ว่าราคาเฉลี่ยของรถยนต์ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงเลือกที่จะกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าได้อย่างตรงจุด ขณะที่รุ่นใหม่ๆ อย่าง “Amalfi” ที่กำลังจะเปิดตัว ก็เป็นที่จับตามองอย่างยิ่งว่า จะสามารถตอกย้ำความแข็งแกร่งของ “ม้าลำพอง” ให้คงอยู่ต่อไปในระยะยาวได้อย่างไร
สนามแข่ง Formula 1: เดิมพันครั้งใหม่ในปี 2026
สำหรับปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์ทั่วโลกจะจับจ้องไปที่การแข่งขันที่เข้มข้นยิ่งขึ้นบนสังเวียน Formula 1 เมื่อ Audi และ Cadillac ประกาศเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเป็นทางการ
Cadillac: การเข้าร่วม F1 ในฐานะทีมแข่งลำดับที่ 11 ถือเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งของแบรนด์ เพื่อลบภาพลักษณ์ “รถยนต์สำหรับผู้ใหญ่” หรือ “รถสำหรับวัยค่อนคน” ที่เคยติดตามานาน การเลือกนักแข่งระดับโลกอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาเสริมทัพ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะใช้ความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของ Formula 1 ในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เทียบชั้นกับคู่แข่งระดับพรีเมียมอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: เตรียมเข้าสู่สมรภูมิ F1 ด้วยการเข้าซื้อกิจการทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสความคึกคักให้กับแบรนด์ที่อาจจะเงียบเหงาไปบ้างในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ตมายาวนานกว่าศตวรรษ และมีแนวโน้มที่จะสร้างผลงานที่น่าประทับใจตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการแข่งขันได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกา
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” รถต้นแบบดีไซน์ล้ำสมัยที่ได้สร้างความฮือฮาไปแล้วในงานออกแบบที่มิลาน รถต้นแบบคันนี้จะเป็นพิมพ์เขียวสำคัญของ Audi ยุคใหม่ ที่จะผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายแห่งตำนานของแบรนด์อย่าง Audi TT และ R8
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของรถสปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ ตลอดจนการแข่งขันในวงการมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก ดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน
หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในความเร็ว สมรรถนะ และดีไซน์สุดพิเศษ หรือกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนในตลาดยานยนต์ที่กำลังเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง อย่าพลาดที่จะติดตามข่าวสารและแนวโน้มล่าสุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่จะพาคุณไปสู่โลกแห่งนวัตกรรมและอนาคตของการขับเคลื่อน

