ท่ามกลางกระแสดราม่าร้อนแรงของ ทนายแก้ว หรือ ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล ชาวเน็ตได้ขุดคลิปวิดีโอเก่าจากรายการโหนกระแสกลับมาแชร์ว่อนโซเชียลอีกครั้ง กลายเป็นไวรัลที่ดูเหมือนตลกร้ายเมื่อเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน
คลิปที่กำลังเป็นกระแสขณะนี้ มาจากรายการ โหนกระแส (เทปวันที่ 28 พ.ย. 2567) ซึ่งในวันนั้น หนุ่ม กรรชัย ได้เชิญ แม่น้อย (มารดาของนายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช) ซึ่งมีอาชีพเป็นหมอดู มาร่วมรายการและขอให้ช่วยตรวจดวงชะตาให้ ทนายแก้ว แบบสดๆ กลางสตูดิโอ
ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้คลิปนี้กลับมาเป็นกระแสอีกครั้ง คือจังหวะที่แม่น้อยยิงคำถามใส่ทนายแก้วแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า คุณมีกิ๊กไหม? ทำเอาพิธีกรและคนในสตูฯ ฮือฮา ขณะที่ทนายแก้วรีบตอบกลับทันควันเพื่อเบรกสถานการณ์ว่า เมียดูอยู่ ก่อนจะถูกแซวกันอย่างสนุกสนานในเวลานั้น
สาเหตุที่คลิปดูดวงขำขันเมื่อปีก่อนถูกขุดขึ้นมาอีกครั้ง เป็นผลสืบเนื่องจากกระแสข่าวฉาวเมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 เมื่อเพจดังอย่าง ท่านเปา ได้ออกมาเปิดเผยไทม์ไลน์ความสัมพันธ์ระหว่าง ทนายดัง กับ สาววัย 19 ปี
ชาวเน็ตจึงนำคำทักของแม่น้อยมาเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ปัจจุบัน ราวกับเป็นคำทำนายล่วงหน้า ทั้งที่ในความเป็นจริง ต้นทางคลิปเป็นเพียงสีสันในรายการบันเทิงเท่านั้น
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 21 ม.ค. ที่ผ่านมา เพจ ท่านเปา ได้โพสต์เล่าเรื่องราวที่อ้างว่าเป็นไทม์ไลน์ของทนายดัง โดยระบุถึงพฤติกรรมในรถที่ฝ่ายหญิงอ้างว่าถูกคุกคาม ขณะที่ฝ่ายชายโต้แย้งว่าเป็นความเอ็นดู รวมถึงมีการเปิดเผยข้อมูลเรื่องการเจรจาค่าเสียหายที่ตัวเลขหลักล้านบาท
ต่อมา ทนายแก้วได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ขอโทษและแสดงความเสียใจ ต่อครอบครัวและผู้ติดตาม แต่ยัง ไม่ขอลงรายละเอียด ของข้อเท็จจริง โดยให้เหตุผลว่าเกรงจะทำให้สถานการณ์ซับซ้อน และยืนยันว่าจะชี้แจงผ่านกระบวนการที่เหมาะสม
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาคือท่าทีของ หนุ่ม กรรชัย ผู้ดำเนินรายการโหนกระแส ที่ออกมาเปิดเผยว่า ตนได้รับรู้เรื่องราวนี้มาตั้งแต่ 26 ธันวาคม ปีก่อน และได้ตัดสินใจ ลดบทบาท หรือหยุดเชิญทนายแก้วมาออกหน้าจอตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
หนุ่ม กรรชัย ย้ำจุดยืนชัดเจนว่า หากข้อกล่าวหาจากฝั่งผู้เสียหายเป็นความจริง ตนรับไม่ได้ และยืนยันว่าจะ ไม่ยอมให้ใครอ้างชื่อไปเคลียร์คดี รวมถึงจะไม่ทำการปกป้องคนผิดอย่างแน่นอน
สรุปภาพรวมตลาดรถยนต์ปี 2025: ซูเปอร์คาร์พุ่งแรง EV ชะลอตัว และการแข่งขัน F1 ที่จะร้อนแรง
ปี 2025 ถือเป็นปีที่อุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจและบางครั้งก็คาดไม่ถึง ภาพรวมตลาดแสดงให้เห็นถึง การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดรถหรูและซูเปอร์คาร์ ในขณะที่ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กลับเผชิญกับภาวะชะลอตัว และการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นจากผู้เล่นรายใหม่ โดยเฉพาะจากแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีน
ในทางกลับกัน แบรนด์รถยนต์ระดับตำนานบางแบรนด์กลับต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และสถานะทางการเงินในระยะยาว บทความนี้จะเจาะลึกถึงปัจจัยที่ขับเคลื่อนตลาดในปี 2025 และเตรียมพร้อมสำหรับทิศทางที่น่าจับตามองในปี 2026 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันในสังเวียน Formula 1 ที่กำลังจะเข้มข้นขึ้น
ตลาดรถหรูและซูเปอร์คาร์: ยุคทองที่ไม่มีวันสิ้นสุด
หากย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน หลายคนอาจตั้งคำถามถึงอนาคตของรถยนต์สมรรถนะสูง หรือ “ซูเปอร์คาร์” ว่าจะยังคงมีความต้องการในตลาดได้อีกนานแค่ไหน แต่ภาพรวมของปี 2025 ได้พิสูจน์แล้วว่าสมมติฐานดังกล่าวไม่เป็นความจริง ปี 2025 สมควรถูกจารึกว่าเป็น “ปีทองของซูเปอร์คาร์” อย่างแท้จริง
แบรนด์ซูเปอร์คาร์ชั้นนำระดับโลก เช่น Ferrari, Bugatti, Pagani, Koenigsegg ต่างประสบความสำเร็จอย่างงดงาม โดยมียอดจองที่ยาวเหยียดจนลูกค้าต้องรอรับรถนานข้ามปี แสดงให้เห็นว่าความต้องการรถยนต์สมรรถนะสูงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีล้ำสมัย การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ และประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เหมือนใคร ยังคงมีอยู่ไม่เสื่อมคลาย
สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลาดรถยนต์ Luxury ในภาพรวมของปี 2025 ได้เติบโตอย่างโดดเด่น ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในเซกเมนต์นี้ในสหรัฐอเมริกา พุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีราคาเฉลี่ยมากกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) ตัวเลขนี้สะท้อนถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของผู้บริโภคในตลาดบน ที่พร้อมจะลงทุนในยานพาหนะที่มอบทั้งสมรรถนะ ความหรูหรา และสถานะทางสังคม
นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มที่น่าสนใจเกิดขึ้นในตลาดรถหรู นั่นคือ “เกียร์กระปุก” หรือเกียร์ธรรมดา เริ่มกลับมาเป็นที่ต้องการอย่างสูง ในหมู่ลูกค้ากระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิม หรือที่เรียกว่า “Pure Driving Experience” การควบคุมรถที่ให้ความรู้สึกเชื่อมโยงกับเครื่องยนต์อย่างแท้จริง เป็นสิ่งที่รถยนต์อัตโนมัติไม่สามารถมอบให้ได้
อีกหนึ่งเทรนด์ที่เติบโตอย่างชัดเจนคือ การสั่งผลิตรถยนต์แบบ Customization หรือการปรับแต่งรถยนต์ให้สะท้อนตัวตนของเจ้าของ ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องการรถยนต์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ไม่ซ้ำใคร และเต็มไปด้วยรายละเอียดที่สะท้อนรสนิยมส่วนตัว ซึ่งแบรนด์รถหรูระดับสูงสามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้อย่างเต็มที่ ด้วยตัวเลือกในการปรับแต่งวัสดุ สีสัน อุปกรณ์ตกแต่ง และแม้กระทั่งสมรรถนะของเครื่องยนต์
ภาวะชะลอตัวของตลาด EV และการรุกคืบของแบรนด์จีน
ในขณะที่ตลาดรถหรูและซูเปอร์คาร์กำลังเฟื่องฟู ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกกลับเผชิญกับภาวะชะลอตัว อย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่ายอดขาย EV โดยรวมจะยังคงเติบโต แต่ก็ไม่เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการชะลอตัวนี้มีหลายประการ ประการแรกคือ การแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมหาศาลจากแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีน รถยนต์ EV จากจีนหลายรุ่นมีคุณภาพดี เทคโนโลยีที่ทันสมัย และที่สำคัญคือ ราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า เมื่อเทียบกับรถยนต์ EV จากผู้ผลิตค่ายดั้งเดิม ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น และเกิดแรงกดดันด้านราคาต่อแบรนด์อื่นๆ
ประการที่สองคือ การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐ ในหลายประเทศ นโยบายสนับสนุนการซื้อรถยนต์ EV เช่น เงินอุดหนุน หรือการลดหย่อนภาษี เริ่มถูกยกเลิกหรือปรับลดลง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาขายปลีก ทำให้รถยนต์ EV มีราคาสูงขึ้นและอาจไม่จูงใจผู้บริโภคเท่าเดิม
ประการที่สามคือ ประเด็นทางการเมืองและสังคมที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อถกเถียงที่ละเอียดอ่อน ในบางครอบครัว ความกังวลเกี่ยวกับระยะทางวิ่ง (Range Anxiety) ความพร้อมของสถานีชาร์จ หรือแม้กระทั่งแหล่งที่มาของวัตถุดิบในการผลิตแบตเตอรี่ อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนยังคงลังเลที่จะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ EV
ปีแห่งมรสุมของ Tesla และ Porsche
สำหรับปี 2025 ถือเป็นปีที่ Tesla แบรนด์ผู้บุกเบิกตลาดรถยนต์ EV ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้ง ยอดขายและกำไรที่ลดลงทั่วโลก รวมถึง ส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกาที่หดหาย สัญญาณเหล่านี้บ่งชี้ว่า Tesla กำลังสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันไปทีละน้อย
นอกจากปัญหาด้านยอดขาย Tesla ยังต้องเผชิญกับ คดีความที่เกี่ยวข้องกับระบบประตูขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และยังต้องรับมือกับ กระแสต่อต้านตัวซีอีโอ Elon Musk ที่รุนแรงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ในสายตาของลูกค้าบางกลุ่ม ถึงขั้นที่ลูกค้าบางรายต้องติดสติกเกอร์แก้ตัวท้ายรถว่า “ซื้อรถก่อนที่จะรู้ว่า Elon เป็นแบบนี้”
ในขณะที่ Tesla เผชิญปัญหา Porsche กลับเป็นแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในปี 2025 สาเหตุหลักมาจาก ปัญหาทางการเงิน และ ความไม่เปรี้ยงปร้างของรถยนต์ EV รุ่นใหม่อย่าง Taycan และ Macan แม้ว่าจะทุ่มงบประมาณการตลาดมหาศาล และดึงดาราฮอลลีวูดระดับแม่เหล็กมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม
สถานการณ์ที่ย่ำแย่ลงส่งผลให้ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนี ในเดือนกันยายน หลังจากที่บริษัทต้องปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการถึง 3 ครั้งติดต่อกัน มูลค่าหุ้นของบริษัทร่วงลงกว่า 33% และบริษัทต้องเผชิญกับการ ขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร ถือเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับแบรนด์รถสปอร์ตหรูระดับตำนาน
ยิ่งไปกว่านั้น ลูกค้าประจำของ Porsche เริ่มแสดงความไม่พอใจต่อราคาที่สูงเกินจริง และ การติดตั้งระบบดิจิทัลในห้องโดยสารที่มากเกินไป จนทำให้รู้สึกว่ารถยนต์ขาด “จิตวิญญาณ” แห่งความเป็น Porsche ที่พวกเขาคุ้นเคย ปัญหาเหล่านี้ นำไปสู่ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับผู้บริหาร โดย Michael Leiters ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ของ Porsche โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่าเขาจะสามารถกอบกู้สถานการณ์ของแบรนด์ได้หรือไม่
Ferrari: ม้าลำพองยังคงผงาดเหนือคู่แข่ง
ท่ามกลางความท้าทายที่แบรนด์คู่แข่งเผชิญ Ferrari กลับทำผลงานได้อย่างโดดเด่นที่สุดในปี 2025 โดยสามารถ รักษาระดับกำไร (Profit Margin) ได้อย่างมหาศาล ด้วย ยอดจองที่เต็มยาวไปจนถึงปี 2027 ทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งอย่าง Aston Martin ไปแบบไม่เห็นฝุ่น
ปัจจัยแห่งความสำเร็จของ Ferrari มีหลายประการ ประการแรกคือ การพึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% ทำให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวเหมือนแบรนด์อื่น ๆ
ประการที่สองคือ การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยปรับลดเป้าหมายการขายรถยนต์ EV ให้เหลือเพียง 20% ภายในปี 2030 การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์นี้ช่วย รักษามูลค่าของแบรนด์และราคารถมือสองไม่ให้ตกต่ำ เหมือนที่เกิดขึ้นกับ Porsche Taycan
แม้ว่าราคาเฉลี่ยของ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความภักดีและความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์และประสบการณ์ที่ Ferrari มอบให้ นอกจากนี้ รุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวอย่าง “Amalfi” ก็กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก ซึ่งคาดว่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับบัลลังก์ของม้าลำพองต่อไปในระยะยาว
ปี 2026: เดิมพันครั้งใหม่ในสนาม Formula 1
เมื่อมองไปข้างหน้า สู่ปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์และมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลกจะจับจ้องไปที่การแข่งขันในสังเวียน Formula 1 ซึ่งกำลังจะเข้มข้นขึ้นอีกครั้ง ด้วยการเข้าร่วมของสองยักษ์ใหญ่จากวงการรถยนต์ นั่นคือ Audi และ Cadillac
Cadillac: การก้าวเข้าสู่ Formula 1 ในฐานะทีมที่ 11 ถือเป็น ก้าวสำคัญของ Cadillac ในการลบภาพลักษณ์ “รถสำหรับวัยค่อนคน” โดยแบรนด์ได้เลือกนักแข่งชื่อดังอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาเสริมทัพ เพื่อเรียกกระแสความสนใจจากแฟนมอเตอร์สปอร์ต โดย Cadillac หวังที่จะใช้ความนิยมของ Formula 1 ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ทัดเทียมกับ BMW และ Mercedes-Benz ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงในตลาดรถหรู
Audi: พร้อมที่จะ เทคโอเวอร์ทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสแบรนด์ที่อาจจะดูเงียบเหงาไปหลายปี Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่าศตวรรษในวงการมอเตอร์สปอร์ต และมีแนวโน้มที่จะทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน F1
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมที่จะ ปล่อย “Concept C” รถต้นแบบดีไซน์ล้ำยุคที่เคยเปิดตัวในงาน Milan Design Week ซึ่งจะเป็น พิมพ์เขียวสำคัญของ Audi ยุคใหม่ โดยผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์รุ่นตำนานอย่าง Audi TT และ R8
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของ รถสปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ ดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเข้าสู่ยุคแห่งการแข่งขันที่เข้มข้น ซึ่งผู้บริโภคจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากนวัตกรรมและตัวเลือกที่หลากหลาย
คุณพร้อมหรือยังที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคต? เข้าร่วมกับเราในการสำรวจโลกยานยนต์ที่ไม่หยุดนิ่ง และค้นหารถยนต์ที่ใช่สำหรับคุณในยุคใหม่นี้!

