เจ้าหน้าที่ สภ.ย่อยโนนสูง อ.เมือง จ.อุดรธานี ควบคุมตัวชาย อายุ 28 ปี มาสอบสวนปากคำบันทึกจับกุม และดำเนินคดีในข้อกล่าวหา ทำร้ายร่างกายบุพการี (แม่) จนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ , เสพยาเสพติดให้ทาประเภท 1 (ยาบ้า) โดยฝืนต่อกฎหมาย พร้อมของกลาง ไม้หน้าสามยาว 65 เซนติเมตร และบันทึกผลการตรวจปัสสาวะมีผลเป็นบวก ควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมาย
ทั้งนี้สืบเนื่องจากเมื่อช่วงค่ำวันที่ 20 มกราคม 2569 ขณะที่รอง สว.สอบสวน สภ.ย่อยโนนสูง ปฏิบัติหน้าที่อยู่บนโรงพัก มีหญิง อายุ 63 ปี มาแจ้งความร้องทุกข์ด้วยใบหน้าที่ปูดบวม หลังถูกลูกชายที่มีอาการหลอนยา ทำร้ายร่างกาย
สาเหตุเนื่องจากลูกชายขอเงินไปซื้อยาไม่ได้ จึงใช้ไม้หน้าสามตีที่ขาแม่จนล้มลงกับพื้น จากนั้นได้ใช้ฝ่ามือทุบตีใบหน้าและศีรษะอีกหลายครั้ง จนมีอาการปูดบวมน จึงมาแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับลูกชายให้ถึงที่สุด หลังก่อเหตุลูกชายได้หลบหนีออกจากบ้านไป
ต่อมา รอง สว.สส.สภ.ย่อยโนนสูง นำกำลังตำรวจชุดสืบสวน เข้าจับกุมตัวลูกชายได้ที่กระท่อมนาท้ายหมู่บ้านตาด ม.1 ต.บ้านตาด อ.เมืองอุดรธานี อยู่ในอาการหลอนยาบ้า ให้การวกวนและไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ยอมรับว่าทำร้ายร่างกายแม่จริง ตำรวจจึงควบคุมตัวมาสอบสวนที่โรงพัก ตรวจปัสสาวะพบมีผลเป็นบวก
จากการสอบสวน ให้การรับสารภาพว่า ตนได้ใช้ไม้หน้าสามทำร้ายร่างกายแม่จนล้มลง โดยตีไปที่ขา แล้วใช้ฝ่ามือตบตีที่ใบหน้าและศีรษะแม่หลายครั้ง หลังจากขอเงินแม่ 120 บาท เพื่อไปซื้อยาบ้ามาเสพ แต่แม่ไม่ให้ จึงเกิดอาการโมโห เนื่องจากตอนเช้าวันเกิดเหตุตนได้ขอเงินแม่ 120 บาท ไปซื้อยาบ้ามาเสพ 3 เม็ด จากนั้นช่วงบ่าย 2 โมง อยากเสพยาบ้าอีก จึงขอเงินแม่แต่ก็ไม่ยอมให้ ที่ผ่านมาตนแค่ข่มขู่ ไม่เคยทำร้ายร่างกายแม่เลย ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ทำ
ขอโทษแม่ที่ตนพลั้งมือ ขอสัญญาว่า เมื่อพ้นโทษออกมาตนจะเลิกเสพยาบ้าอย่างเด็ดขาด และจะขอบวชเพื่อทดแทนบุญคุณ เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็เพราะตนเสพยาบ้าหนักมาหลายปี
จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม เมื่อปี 2564 เคยถูกตำรวจสืบสวน สภ.ย่อยโนนสูง จับในข้อหาเสพและครอบครองยาบ้า เพื่อจำหน่าย ติดคุก 3 ปี และพ้นโทษออกมาก็หวนกลับไปเสพยาบ้าอีก จนเกิดอาการหลอนและคลั่งทำร้ายแม่ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว
สิ้นสุดปี 2025: ยานยนต์สุดหรูรุ่งเรือง รถไฟฟ้าเผชิญมรสุม ทิศทางปี 2026 สู่สนามแข่ง F1
ปี 2025 เป็นปีที่พลิกผันอย่างยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ภาพรวมของตลาดในปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูงพิเศษ (Supercar) และกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงรถยนต์ทั่วไปที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยรอบด้าน
ตลาด Supercar: ขาขึ้นที่ไร้เพดาน
หากย้อนกลับไปในช่วงปี 2019 คำถามที่ว่า “อุตสาหกรรม Supercar ถึงจุดอิ่มตัวแล้วหรือยัง?” อาจเป็นประเด็นที่หลายคนถกเถียง แต่เมื่อมองสถานการณ์ในปี 2025 คำตอบคือ “ไม่” ตรงกันข้าม ปีนี้ได้กลายเป็น “ปีทอง” ของ Supercar อย่างแท้จริง แบรนด์อย่าง Ferrari, Bugatti, Pagani, Koenigsegg และ Lamborghini ต่างประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มียอดจองรถล้นทะลักจนต้องรอรับรถข้ามปี
ในขณะที่ค่ายรถยนต์ดั้งเดิมกำลังเผชิญกับ “กำแพงภาษี” และยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ชะลอตัว รวมถึงการแข่งขันที่ดุเดือดจากแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีน แต่กลุ่ม Supercar เหล่านี้กลับสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่ไม่ลดลงของกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูงที่มองหารถยนต์ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ขั้นสุดยอดและสถานะทางสังคม
การเติบโตที่สวนกระแสของตลาดรถยนต์ Luxury: ในสหรัฐอเมริกา ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในกลุ่ม Luxury ได้พุ่งสูงขึ้นจนทำสถิติใหม่ โดยมีมูลค่าแตะระดับกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง
สิ่งที่น่าสนใจคือ “เกียร์ธรรมดา” (Manual Transmission) กำลังกลับมาเป็นที่ต้องการอย่างสูงในหมู่ลูกค้ากลุ่มนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิม และชื่นชอบการควบคุมรถด้วยตนเองอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ความต้องการรถยนต์แบบสั่งผลิตพิเศษ (Custom Build) ที่สะท้อนตัวตนและรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของก็มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน
รถยนต์ EV: เผชิญแรงลม ท่ามกลางพายุการแข่งขัน
ในทางกลับกัน แม้ว่ายอดขายรถยนต์ EV ทั่วโลกจะยังคงมีแนวโน้มเติบโต แต่ก็ต้องยอมรับว่าอัตราการเติบโตนั้น “แผ่วลง” กว่าที่คาดการณ์ไว้หลายต่อหลายครั้ง แบรนด์รถยนต์ยักษ์ใหญ่ อาทิ Audi, Ford, GM และ Volvo ต่างได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากการรุกคืบของ “รถยนต์ EV สัญชาติจีน” ซึ่งมาพร้อมกับคุณภาพที่ดีในราคาที่เข้าถึงง่าย
ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อตลาด EV ประกอบด้วย:
การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนของรัฐ: นโยบายสนับสนุนการซื้อรถยนต์ EV จากภาครัฐในหลายประเทศเริ่มทยอยสิ้นสุดลง ทำให้ราคารถยนต์ EV โดยรวมสูงขึ้นและส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
ประเด็นทางการเมืองและความอ่อนไหว: รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีการถกเถียงกันอย่างมากในหลายครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยของแบตเตอรี่ และโครงสร้างพื้นฐานในการชาร์จ
การแข่งขันที่รุนแรง: ผู้ผลิตรถยนต์จีนได้พัฒนาเทคโนโลยีและคุณภาพของรถยนต์ EV อย่างรวดเร็ว สามารถผลิตรถที่มีสมรรถนะดี ดีไซน์สวยงาม ในราคาที่แข่งขันได้ ทำให้ผู้ผลิตดั้งเดิมต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนัก
ปี 2025: มรสุมของ Tesla และ Porsche
ปี 2025 ถือเป็นปีที่ “ท้าทาย” และ “ยากลำบาก” อย่างยิ่งสำหรับแบรนด์รถยนต์ที่เคยแข็งแกร่งอย่าง Tesla และ Porsche
Tesla: เผชิญกับความยากลำบากรอบด้าน ทั้งในด้านยอดขายและกำไรที่ลดลงทั่วโลก ส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกาเริ่มหดหายลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับระบบประตูรถยนต์ขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
ที่น่าสังเกตคือ กระแสการต่อต้าน CEO Elon Musk ทวีความรุนแรงขึ้น จนถึงขั้นที่ลูกค้าบางส่วนต้องติดสติกเกอร์บนท้ายรถเพื่ออธิบายถึงการตัดสินใจซื้อรถของตนเองก่อนที่จะรับทราบข้อมูลด้านลบเกี่ยวกับ Elon Musk ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างภาพลักษณ์ของผู้นำกับแบรนด์ที่ส่งผลกระทบต่อยอดขายโดยตรง
Porsche: กลายเป็นแบรนด์ที่ “เจ็บหนัก” ที่สุดในปี 2025 สาเหตุหลักมาจากปัญหาด้านการเงิน และความคาดหวังที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายของรถยนต์ EV รุ่นใหม่ เช่น Taycan และ Macan แม้ว่าจะมีการทุ่มงบประมาณมหาศาลในการทำการตลาด โดยดึงดาราฮอลลีวูดชื่อดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม
ผลกระทบที่ตามมาคือ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากการปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการถึง 3 ครั้ง ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงกว่า 33% และเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสเป็นครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีกเมื่อลูกค้าประจำเริ่มแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับราคารถที่สูงเกินจริง และการติดตั้งระบบดิจิทัลในห้องโดยสารที่มากเกินไป จนทำให้รู้สึกว่ารถยนต์สูญเสีย “จิตวิญญาณ” อันเป็นเอกลักษณ์ของ Porsche ไป จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับผู้บริหาร โดย Michael Leiters ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง CEO คนใหม่ของ Porsche โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025
Ferrari: ผงาดเหนือคู่แข่ง ด้วยกลยุทธ์ที่เฉียบคม
ในขณะที่คู่แข่งกำลังสะดุดขาตัวเอง Ferrari กลับทำผลงานได้อย่างโดดเด่นที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์หรู บริษัทสามารถรักษาระดับกำไร (Profit Margin) ได้อย่างน่าประทับใจ โดยมียอดจองรถยนต์ที่เต็มยาวต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027 ทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งอย่าง Aston Martin แบบไม่เห็นฝุ่น
ปัจจัยความสำเร็จของ Ferrari มาจาก:
การพึ่งพาตลาดจีนน้อย: Ferrari พึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% ของยอดขายรวม ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน
การชะลอแผน EV: การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ โดยปรับลดเป้าหมายการขายรถยนต์ EV ให้เหลือเพียง 20% ภายในปี 2030 ช่วยรักษามูลค่าแบรนด์และราคาขายต่อของรถยนต์ Ferrari ให้คงที่ ไม่ตกต่ำเหมือนรถยนต์ EV ของคู่แข่งอย่าง Porsche Taycan
ความภักดีของลูกค้า: แม้ว่าราคาเฉลี่ยของ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าเก่ามากกว่า 80% ยังคงกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งสะท้อนถึงความผูกพันและความเชื่อมั่นในแบรนด์
ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่น่าจับตามอง: รุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวอย่าง “Amalfi” ได้รับการจับตามองอย่างมาก คาดว่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับบัลลังก์ของม้าลำพองในระยะยาว
จับตาปี 2026: เดิมพันครั้งใหม่ในสนาม Formula 1
สำหรับปี 2026 วงการยานยนต์ทั่วโลกจะจับตามองการแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้นในสนาม Formula 1 เมื่อสองแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Audi และ Cadillac ได้ประกาศเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเป็นทางการ
Cadillac: การเข้าสู่ Formula 1 ในฐานะทีมที่ 11 ถือเป็นก้าวสำคัญของ Cadillac ที่ต้องการลบภาพลักษณ์ “รถสำหรับผู้ใหญ่” หรือ “รถสำหรับวัยค่อนคน” ออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยการเลือกนักแข่งที่มีชื่อเสียงอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez เข้ามาเสริมทีม เป็นการดึงดูดความสนใจของกลุ่มแฟนมอเตอร์สปอร์ต โดยหวังใช้กระแสความนิยมของ Formula 1 ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งระดับพรีเมียมอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: มีแผนการที่ชัดเจนในการเข้าซื้อทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสความสนใจในแบรนด์ที่อาจจะเงียบเหงาไปบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่าศตวรรษในวงการมอเตอร์สปอร์ต และคาดว่าจะมีแนวโน้มทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” ซึ่งเป็นรถต้นแบบดีไซน์ล้ำสมัยที่เคยจัดแสดงในงาน Milan Design Week แนวคิดการออกแบบนี้จะเป็นพิมพ์เขียวสำหรับ Audi ยุคใหม่ ที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของรุ่นคลาสสิกอย่าง Audi TT และ R8
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของตลาดรถยนต์สปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์จึงดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน
บทสรุปและทิศทางในอนาคต
ปี 2025 ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความต้องการรถยนต์ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ขั้นสุดยอดและสถานะทางสังคมยังคงแข็งแกร่ง ในขณะที่กลุ่มรถยนต์ EV ต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้น การแข่งขันที่รุนแรงจากผู้ผลิตจีน มาตรการสนับสนุนที่ลดลง และประเด็นทางการเมือง ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อทิศทางของตลาด
การเข้าสู่สังเวียน Formula 1 ของ Audi และ Cadillac ในปี 2026 จะเป็นการแข่งขันที่น่าจับตามอง ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นการวัดผลด้านสมรรถนะในสนามแข่งเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์และการสร้างความผูกพันกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอีกด้วย
หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะ ความหรูหรา และนวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่ง อย่าพลาดที่จะติดตามความเคลื่อนไหวในวงการยานยนต์ระดับโลกนี้ต่อไป แล้วคุณจะพบว่าอนาคตของรถยนต์นั้นน่าตื่นเต้นกว่าที่คุณคิด!

