นายวิฑูรย์ สิรินุกุล รองอธิบดีกรมการปกครอง พร้อมด้วย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB), นายจรงค์ เกราะเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักสืบสวน และกิจการพิเศษ สำนักงาน ป.ป.ช., พันตำรวจตรี เกรียงไกร สืบสัมพันธ์ ผอ.กองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค (DSI) และ นางสาวสาริสา รอดถาวร ผอ.กลุ่มงานป้องกัน สำนักงาน ป.ป.ท. เขต 5 สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ 5 หน่วยงาน เปิดปฏิบัติการ “สลายหมอกเชียงดาว” ในพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเร่งรัดแก้ไขปัญหาเครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กรณีการสวมตัวบุคคล ที่ไม่มีสิทธิและการทุจริตเรียกรับผลประโยชน์ในการขอมีสถานะคนต่างด้าวเข้าเมืองโดยชอบ ด้วยกฎหมายตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567
จากการสืบสวนขยายผลของชุดปฏิบัติการด้านการข่าวและการทะเบียน พบความเชื่อมโยงของขบวนการทุจริตจากพื้นที่อำเภอเวียงแหง สู่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดยตรวจพบพฤติการณ์การย้ายทะเบียนบ้าน การจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรกโดยมิชอบ การใช้เอกสารอันเป็นเท็จ การปลอมแปลงพยานรับรอง รวมถึงการสวมสิทธิบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีลักษณะเป็นเครือข่ายและเกี่ยวข้องกับบุคคลต่างด้าวหลายสัญชาติ ที่ชัดเจนแล้ว จำนวน 9 ราย
ผลการปฏิบัติ สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 จำนวน 5 ราย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปลัดอำเภอ เจ้าหน้าที่เทศบาล และบุคคลที่เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจค้นเป้าหมาย 3 แห่ง ตรวจยึดเอกสารทางราชการจำนวนมาก เงินสด อาวุธปืน และหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตทางทะเบียน รวมถึงพบเอกสารคำขอจัดทำบัตรบุคคลไม่มีสัญชาติไทยจำนวนกว่า 200 รายการ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบขยายผลเพิ่มเติม
นอกจากนี้ กรมการปกครองยังตรวจพบรายการทางทะเบียนและบัตร ประจำตัวประชาชน ในพื้นที่อำเภอเชียงดาว ของสำนักทะเบียนอำเภอเชียงดาว, สำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลเมืองนะ และสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลทุ่งข้าวพวง ซึ่งมีความผิดปกติอันมีลักษณะเป็นเครือข่ายและมีความเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ การกระทำความผิดที่เข้าข่ายเป็นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ อาทิ การสวมตัวทำบัตรประชาชนของเครือข่ายจีนเทา การฟอกแรงงานต่างด้าว การสวมสิทธิบุคคลตามมติคณะรัฐมนตรี และการคืนรายการบุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติตามกฎหมาย ซึ่งกรมการปกครองได้ตรวจยึดเอกสารทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน และจะดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด
วงการยานยนต์ปี 2025: ยุคทองซูเปอร์คาร์ สู่การแข่งขัน F1 ที่ดุเดือด
ประเทศไทย, 2025 – ปี 2025 ถือเป็นอีกหนึ่งปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์โลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดรถยนต์สมรรถนะสูง หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ซูเปอร์คาร์” ที่ยังคงแรงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ สวนทางกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เริ่มเผชิญกับภาวะชะลอตัวจากการแข่งขันที่รุนแรงของค่ายรถยนต์จากประเทศจีน ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าและราคาที่เข้าถึงได้ง่าย บทวิเคราะห์นี้จะพาคุณเจาะลึกสถานการณ์ปัจจุบันของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2025 และคาดการณ์ทิศทางที่น่าสนใจในปี 2026 โดยมองจากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในวงการมายาวนาน
ซูเปอร์คาร์: เมื่อความหรูหราและความแรง คือนิยามแห่งปี 2025
หากย้อนกลับไปในช่วงปี 2019 หลายคนอาจตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของตลาดซูเปอร์คาร์ว่าถึงจุดอิ่มตัวแล้วหรือไม่ แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมของปี 2025 คำตอบคือ “ไม่” อย่างแน่นอน ปีนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ปีแห่งซูเปอร์คาร์” อย่างแท้จริง ความต้องการรถยนต์สมรรถนะสูงจากแบรนด์ชั้นนำอย่าง Bugatti, Pagani, Koenigsegg, Ferrari และ Lamborghini ยังคงพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ไม่มีสัญญาณของการชะลอตัว
ในขณะที่ค่ายรถยนต์ดั้งเดิมหลายแห่งกำลังเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกำแพงภาษีที่ซับซ้อน ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่แผ่วลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ และการรุกคืบของแบรนด์รถยนต์จากจีนที่เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด แต่ในทางกลับกัน แบรนด์ซูเปอร์คาร์หรูเหล่านี้กลับสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างมหาศาล โดยมีปริมาณยอดจองที่ยาวเหยียดจนลูกค้าต้องรอรับรถเป็นเวลานานข้ามปี สะท้อนให้เห็นถึงกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการที่เฉพาะเจาะจง
ตลาดรถหรู: การเติบโตที่สวนกระแส
ภาพรวมของตลาดรถยนต์หรูในปี 2025 มีการเติบโตที่โดดเด่นอย่างมาก โดยราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในเซกเมนต์นี้ในตลาดสหรัฐอเมริกาได้พุ่งทะยานขึ้นไปสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เกินกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1.7 ล้านบาทไทย
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ “เกียร์ธรรมดา” หรือ “เกียร์กระปุก” กลับมาเป็นที่ต้องการอย่างสูงในกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิมที่เน้นการควบคุมด้วยตนเองอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ กระแสของการสั่งผลิตรถยนต์แบบ “Custom Made” ที่สะท้อนเอกลักษณ์และตัวตนของเจ้าของรถ ก็มีการเติบโตที่ชัดเจนเช่นกัน ลูกค้าในตลาดนี้ไม่ได้มองหารถยนต์เพียงเพื่อการใช้งาน แต่ต้องการสัมผัสถึงความเป็นส่วนตัวและความพิเศษที่ไม่เหมือนใคร
ในทางตรงกันข้าม แม้ว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกจะยังคงมีแนวโน้มเติบโต แต่ก็ต้องยอมรับว่าอัตราการเติบโตนั้นแผ่วลงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่หลายแห่ง เช่น Audi, Ford, GM และ Volvo ต่างได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการเข้ามาของ “รถยนต์ EV จากจีน” ที่ไม่เพียงแต่มีคุณภาพที่ทัดเทียม แต่ยังมีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าเป็นอย่างมาก
นอกจากนี้ การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในหลายประเทศ ประกอบกับประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อถกเถียงที่สำคัญในหลายครอบครัว ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคโดยตรง
Tesla และ Porsche: ปีแห่งมรสุมของยักษ์ใหญ่
สำหรับปี 2025 ถือเป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับ Tesla บริษัทเผชิญกับภาวะยอดขายและกำไรที่ลดลงทั่วโลก ส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกาเริ่มหดหาย และยังต้องเผชิญกับคดีความที่เกี่ยวกับระบบประตูรถยนต์ที่เกิดขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ
ยิ่งไปกว่านั้น กระแสต่อต้าน CEO อย่าง Elon Musk ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ ลูกค้าบางรายถึงกับต้องติดสติกเกอร์บนท้ายรถเพื่อแสดงเจตนาว่า “ซื้อรถก่อนที่จะรู้ว่า Elon เป็นแบบนี้” ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลของผู้บริโภคที่มีต่อผู้นำของบริษัท
ในส่วนของ Porsche สถานการณ์กลับยิ่งเลวร้ายกว่า Tesla แบรนด์รถสปอร์ตสัญชาติเยอรมันรายนี้ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก สาเหตุหลักมาจากการที่รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ อย่าง Taycan และ Macan ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่คาดหวัง แม้จะทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อการตลาดและดึงดูดดาราฮอลลีวูดระดับโลกมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม
ผลลัพธ์คือ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากที่บริษัทได้ปรับลดประมาณการผลประกอบการถึง 3 ครั้ง หุ้นของบริษัทร่วงลงกว่า 33% และต้องเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสเป็นครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร
สถานการณ์ยิ่งทวีความเลวร้ายเมื่อลูกค้าประจำเริ่มแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับราคาที่สูงเกินจริง และการใส่เทคโนโลยีระบบดิจิทัลที่มากเกินไปในห้องโดยสาร จนทำให้รถขาด “จิตวิญญาณ” แห่งความเป็น Porsche ที่เน้นการขับขี่เป็นสำคัญ สิ่งนี้ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตำแหน่งผู้บริหาร โดย Michael Leiters ได้เข้ามารับตำแหน่ง CEO คนใหม่ของ Porsche ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025 เป็นต้นไป
Ferrari: ม้าลำพองผงาดเหนือคู่แข่ง
ในขณะที่คู่แข่งหลายรายกำลังสะดุดขาตัวเอง Ferrari กลับทำผลงานได้อย่างโดดเด่นที่สุด บริษัทสามารถรักษาระดับอัตรากำไร (Profit Margin) ที่สูงอย่างต่อเนื่อง มียอดจองรถยนต์เต็มยาวไปจนถึงปี 2027 และทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งอย่าง Aston Martin ไปอย่างขาดลอย
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Ferrari ประสบความสำเร็จคือการพึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว นอกจากนี้ การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (ปรับเป้าหมายการขายรถ EV เหลือเพียง 20% ภายในปี 2030) ช่วยรักษามูลค่าของแบรนด์และราคาของรถยนต์มือสองไม่ให้ตกต่ำเหมือนกับ Porsche Taycan
แม้ว่าราคาเฉลี่ยของรถยนต์ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง และรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง “Amalfi” ก็กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องยืนยันว่าบัลลังก์ของ “ม้าลำพอง” ยังคงแข็งแกร่งและจะคงอยู่ต่อไปในระยะยาว
ปี 2026: เดิมพันครั้งใหม่ในสนาม Formula 1
สำหรับปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์ทั่วโลกจะจับจ้องไปที่การแข่งขัน Formula 1 เมื่อ Audi และ Cadillac ประกาศเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเวทีมอเตอร์สปอร์ตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกนี้
Cadillac: การก้าวเข้าสู่ Formula 1 ในฐานะทีมที่ 11 ถือเป็นก้าวสำคัญของ Cadillac เพื่อลบภาพลักษณ์ “รถสำหรับวัยกลางคน” โดยบริษัทได้เลือกนักแข่งระดับโลกอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาร่วมทีม เพื่อเรียกกระแสความนิยม หวังใช้ประโยชน์จากกระแสความนิยมของ F1 ในสหรัฐอเมริกาที่กำลังพุ่งสูงขึ้น เพื่อยกระดับแบรนด์ให้เทียบเคียงกับ BMW และ Mercedes-Benz
Audi: เตรียมเดินหน้าอย่างเต็มตัวด้วยการเข้าซื้อกิจการทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสแบรนด์ที่อาจจะดูเงียบเหงาไปหลายปี Audi มีประวัติศาสตร์การแข่งขันรถยนต์ที่ยาวนานกว่าศตวรรษ และมีแนวโน้มที่จะทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” รถต้นแบบที่มีการออกแบบล้ำยุค ซึ่งได้จัดแสดงไปในงานที่มิลาน ถือเป็นการวางพิมพ์เขียวสำหรับ Audi ยุคใหม่ ที่จะผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายอันเป็นตำนานของ Audi TT และ R8
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของตลาดรถยนต์สปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน
ปี 2025 เป็นปีที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตลาดรถยนต์สมรรถนะสูง และปี 2026 ก็จะเป็นอีกปีที่น่าจับตาเมื่อเวที Formula 1 จะเป็นสมรภูมิใหม่ของการแข่งขันเพื่อชิงความเป็นหนึ่งในวงการยานยนต์ หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในเสน่ห์ของซูเปอร์คาร์ หรือสนใจในความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลก ถึงเวลาแล้วที่คุณจะก้าวเข้ามาสัมผัสประสบการณ์เหล่านี้ด้วยตัวคุณเอง!

