นางสาวกนกวรรณ อายุ 32 ปี ข้าราชการครู ชาวจ.นครราชสีมา คนขับรถเก๋งพุ่งชนน้องเกล อายุ 6 ปี นักเรียนชั้น ป.1 ในพื้นที่ตำบลปะเคียบ อำเภอคูเมือง จ.บุรีรัมย์ ขณะกำลังเดินข้ามทางม้าลายไปโรงเรียนจนเสียชีวิตได้เดินทางมาร่วมงานศพด้วย โดยระหว่างครูมาจุดธูปต่อหน้าโลงศพถึงกับหลั่งน้ำตาที่พลาดขับรถไปชนน้องจนเสียชีวิต
โดยนางสาวกนกวรรณ คนขับรถชนน้องเล่าว่า ตนเองขับรถจะไปราชการอยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษ นานนานจะใช้เส้นทางสายนี้ ยอมรับว่าไม่เห็นน้อง เพราะแสงแดดแยงตาทำให้มองไม่เห็นและเหตุการณ์เกิดขึ้นมันเร็วมาก รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่คิดว่าคนเป็นครูอย่างตนจะทำให้นักเรียนต้องมาจบชีวิตแบบนี้และพร้อมที่จะเยียวยาทุกอย่าง
ขณะนางแหวว อายุ 56 ปี ย่าน้องเกลเล่าว่าหลานคนนี้ตนรักมากจะมาเล่นด้วยทุกวัน ยอมรับว่าหลังทราบข่าวและไปเห็นกับตาจนร้องไห้เรียกได้ว่าไม่มีน้ำตาจะไหลแล้ว ตอนนี้กินไม่ได้นอนไม่หลับ ถึงตอนนี้ก็ยังรับ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เพราะมันเร็วเกินไปสำหรับเด็กตัวน้อยที่ต้องจากไปก่อนวัยอันควร หลังจากนี้จะนั่งเฝ้าศพหลานจนกว่าจะเผาและยังไม่รู้เลยว่าตนจะอยู่อย่างไรถ้าหลานสาวคนนี้ไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว
ยานยนต์ปี 2025: ซูเปอร์คาร์เฟื่องฟู ตลาด EV ชะลอตัว และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่
บทสรุปอุตสาหกรรมยานยนต์ปี 2025: ความท้าทายและการปรับตัวในภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลง
ปี 2025 นับเป็นปีแห่งการพลิกผันที่น่าสนใจในวงการยานยนต์ ความต้องการรถยนต์สมรรถนะสูง หรือซูเปอร์คาร์ ยังคงพุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง โดยแบรนด์ระดับโลกอย่าง Bugatti, Pagani, Koenigsegg และ Ferrari ต่างมียอดจองล้นทะลักยาวข้ามปี สะท้อนให้เห็นถึงความหลงใหลในยนตรกรรมสุดหรูที่ยังคงไม่เสื่อมคลาย ในขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เคยร้อนแรง กลับเผชิญกับการชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีปัจจัยหลายประการเข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่การแข่งขันที่ดุเดือดจากแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีนที่มีคุณภาพและราคาเข้าถึงง่าย ไปจนถึงการปรับเปลี่ยนนโยบายของภาครัฐ และความกังวลด้านการเมืองที่ส่งผลต่อทัศนคติของผู้บริโภคต่อรถยนต์ไฟฟ้า
ตลาดรถหรู: ขาขึ้นที่สวนกระแส
ในภาพรวม ตลาดรถยนต์ระดับ Luxury ในปี 2025 ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในเซกเมนต์นี้ในสหรัฐอเมริกา พุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีราคาเกินกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) ข้อมูลที่น่าสนใจคือ กระแสความนิยมของ “เกียร์ธรรมดา” (Manual Transmission) ได้กลับมาเป็นที่ต้องการอย่างสูงในกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิม ควบคู่ไปกับความต้องการรถยนต์ที่สั่งผลิตพิเศษ (Custom-made) ซึ่งสะท้อนถึงอัตลักษณ์และความเป็นตัวตนของเจ้าของ การเติบโตของเทรนด์เหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปเพียงใด ความคลาสสิกและความเป็นปัจเจกบุคคลยังคงมีคุณค่าในตลาดระดับบน
EV: ชะลอตัวแต่ไม่สิ้นหวัง
แม้ว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกจะยังคงมีแนวโน้มเติบโต แต่ก็ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้มากนัก ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่หลายค่าย อาทิ Audi, Ford, GM และ Volvo ต่างได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากแบรนด์รถยนต์จีน ซึ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี ในราคาที่เข้าถึงง่ายกว่า ประกอบกับการสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐ และประเด็นทางการเมืองที่ซับซ้อน ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อที่ละเอียดอ่อนในหลายครอบครัว ส่งผลให้การตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคล่าช้าออกไป
Tesla และ Porsche: ปีแห่งความท้าทาย
ปี 2025 ถือเป็นปีที่ Tesla ต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างแท้จริง ยอดขายและกำไรทั่วโลกลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกาก็หดหายไป นอกจากนี้ ยังต้องรับมือกับประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวกับระบบประตูขัดข้องระหว่างเกิดอุบัติเหตุ และกระแสต่อต้าน CEO Elon Musk ที่รุนแรงจนลูกค้าบางรายต้องแสดงออกด้วยการติดสติกเกอร์ที่รถยนต์เพื่อสะท้อนความรู้สึก
ในขณะที่ Porsche ประสบปัญหาที่หนักหนาสาหัสกว่า สาเหตุหลักมาจากสภาวะทางการเงินที่ซบเซา และการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ อย่าง Taycan และ Macan ที่ไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดได้ตามที่คาดหวัง แม้จะทุ่มงบประมาณมหาศาลในการทำการตลาด โดยดึงดาราฮอลลีวูดมาเป็นพรีเซนเตอร์ ผลกระทบจากการดำเนินงานที่อ่อนแอ ทำให้ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากที่บริษัทได้ปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการถึง 3 ครั้ง หุ้นของบริษัทร่วงลงกว่า 33% และเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อลูกค้าประจำเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อราคาที่สูงเกินจริง และการนำเสนอระบบดิจิทัลในห้องโดยสารที่มากเกินไป จนทำให้สูญเสีย “จิตวิญญาณ” ของความเป็น Porsche ไป จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตำแหน่งผู้บริหาร โดย Michael Leiters จะเข้ารับตำแหน่ง CEO คนใหม่ในวันที่ 1 มกราคม
Ferrari: ผงาดเหนือคู่แข่งด้วยกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด
ในขณะที่คู่แข่งหลายรายกำลังเผชิญกับอุปสรรค Ferrari กลับทำผลงานได้อย่างโดดเด่นที่สุด บริษัทสามารถรักษาระดับอัตรากำไร (Profit Margin) ได้อย่างน่าประทับใจ พร้อมกับมียอดจองที่ยาวไปจนถึงปี 2027 ทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งอย่าง Aston Martin อย่างไม่เห็นฝุ่น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Ferrari ประสบความสำเร็จมาจากกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด คือการพึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว นอกจากนี้ การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า โดยปรับเป้าหมายการขาย EV ให้เหลือเพียง 20% ภายในปี 2030 ยังช่วยรักษาคุณค่าของแบรนด์และราคารถมือสองไม่ให้ตกต่ำเหมือนกับกรณีของ Porsche Taycan
แม้ว่าราคาเฉลี่ยของรถยนต์ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงกลับมาซื้อซ้ำ และรุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวอย่าง “Amalfi” ก็กำลังเป็นที่จับตามอง ทำให้ตำแหน่งผู้นำในตลาดซูเปอร์คาร์ของ “ม้าลำพอง” ยังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ปี 2026: เดิมพันใหม่ในสนาม Formula 1
สำหรับปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์จะจับจ้องไปที่การเข้าร่วมแข่งขัน Formula 1 ของ Audi และ Cadillac ซึ่งถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญเพื่อพลิกฟื้นภาพลักษณ์และขยายฐานลูกค้า
Cadillac: การเข้าร่วม F1 ในฐานะทีมที่ 11 เป็นก้าวสำคัญในการลบภาพลักษณ์ “รถสำหรับวัยกลางคน” โดยการเลือกนักแข่งชื่อดังอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาเป็นส่วนหนึ่งของทีม เพื่อดึงดูดความสนใจและใช้ประโยชน์จากกระแสความนิยมของ F1 ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับแบรนด์ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งระดับโลกอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: เตรียมเข้าซื้อทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสแบรนด์ที่ซบเซาไปหลายปี Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่าศตวรรษในวงการมอเตอร์สปอร์ต และมีศักยภาพที่จะทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้น นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” ซึ่งเป็นรถต้นแบบดีไซน์ล้ำสมัยที่เคยจัดแสดงในงาน Milan Design Week เพื่อเป็นพิมพ์เขียวของ Audi ยุคใหม่ ที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับเอกลักษณ์อันเป็นตำนานของ Audi TT และ R8
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของตลาดรถยนต์สปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ ดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน
จับตาแนวโน้มตลาดรถยนต์ไฮบริดและเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า นักวิเคราะห์ในอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังจับตาแนวโน้มของรถยนต์ไฮบริด (Hybrid Electric Vehicles – HEVs) และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicles – PHEVs) ซึ่งเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการประหยัดพลังงานแต่ยังไม่พร้อมจะเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เทคโนโลยีเหล่านี้สามารถมอบสมดุลระหว่างประสิทธิภาพการใช้พลังงานและความสะดวกสบายในการใช้งาน ทำให้เป็นที่ต้องการมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดที่โครงสร้างพื้นฐานสำหรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ายังไม่ครอบคลุม
นอกจากนี้ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตไฟฟ้า จะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว ผู้ผลิตยานยนต์จำนวนมากกำลังลงทุนอย่างมหาศาลในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่รุ่นใหม่ ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ชาร์จเร็วขึ้น และมีราคาถูกลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต
การปรับตัวของอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน
ความต้องการของผู้บริโภคและแรงกดดันจากกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม กำลังผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์ต้องปรับตัวสู่แนวทางการดำเนินงานที่ยั่งยืนมากขึ้น นอกจากการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าแล้ว ผู้ผลิตหลายรายยังให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิต การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนารถยนต์ที่สามารถรีไซเคิลได้ในอนาคต
โมเดลธุรกิจใหม่ๆ กำลังเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น บริการสมัครสมาชิกยานยนต์ (Car Subscriptions) และการให้บริการการเดินทางแบบครบวงจร (Mobility-as-a-Service – MaaS) ที่ผสานรวมบริการขนส่งสาธารณะและยานพาหนะส่วนบุคคลเข้าด้วยกัน แนวโน้มเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความยั่งยืน และพฤติกรรมผู้บริโภค
อนาคตของสมรรถนะ: นวัตกรรมเหนือขีดจำกัด
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบสมรรถนะและความหรูหรา ตลาดซูเปอร์คาร์และรถยนต์สมรรถนะสูงยังคงมีแนวโน้มสดใส แบรนด์ต่างๆ กำลังแข่งขันกันนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ระบบอากาศพลศาสตร์ที่ล้ำสมัย และการใช้วัสดุน้ำหนักเบาพิเศษเพื่อเพิ่มสมรรถนะสูงสุด
การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีมอเตอร์สปอร์ตและรถยนต์สมรรถนะสูงสำหรับใช้งานทั่วไป จะยังคงเป็นจุดเด่นที่น่าจับตามอง ผู้บริโภคจะได้เห็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากสนามแข่งสู่ท้องถนน ซึ่งจะยกระดับประสบการณ์การขับขี่ไปสู่อีกระดับหนึ่ง
บทสรุปและการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต
ปี 2025 เป็นปีแห่งการปรับตัวและเผชิญหน้ากับความท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ในขณะที่ซูเปอร์คาร์ยังคงครองความนิยม ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเผชิญกับแรงกดดันในการแข่งขันและนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไป Tesla และ Porsche กำลังอยู่ในช่วงเวลาของการปรับปรุงและฟื้นฟู ขณะที่ Ferrari ยังคงรักษาความเป็นผู้นำด้วยกลยุทธ์ที่มั่นคง
สำหรับปี 2026 การเข้าสู่เวที Formula 1 ของ Audi และ Cadillac จะเป็นการเปิดบทใหม่ที่น่าตื่นเต้น ซึ่งจะส่งผลต่อภาพลักษณ์และกลยุทธ์ทางการตลาดของแบรนด์ในระยะยาว
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้ การทำความเข้าใจแนวโน้มของตลาด การติดตามเทคโนโลยีนวัตกรรม และการปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค จะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับทุกแบรนด์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อคว้าโอกาสและความสำเร็จในอนาคต
หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในความเร็ว ความหรูหรา และนวัตกรรมที่ไม่หยุดนิ่งในโลกยานยนต์ เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางครั้งต่อไปที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและเซอร์ไพรส์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง!

