วันที่ 27 ธ.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.ที่ผ่านมา ศาลแขวงพระนครใต้ ถนนแจ้งวัฒนะ อ่านคำพิพากษา คดีอาญาหมายเลขดำ อ.1440/2566 ที่นายระวีวัฒน์ มาศฉมาดล โจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 1 และ นายจักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง
พฤติการณ์คดีเมื่อวันที่ 24 ก.ค.2566 ถึงวันที่ 8 ส.ค.2566 จำเลยได้ร่วมกันหลอกลวงโจทก์ ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดความจริงซึ่งควรบอกแจ้งแก่โจทก์
โดยชักชวนให้โจทก์ร่วมลงทุนซื้อหุ้นกู้ของบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 ทราบดีอยู่แล้วว่า จำเลยทั้งสองไม่สามารถคืนเงินให้แก่โจทก์ในวันเวลาตามที่แจ้งได้ เนื่องจากภาระทางการเงินของจำเลยที่ 1 ที่ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ดังกล่าวได้
โดยการหลอกลวงเช่นว่านั้น จำเลยทั้งสองได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากโจทก์ จำนวน 30,000,000 บาท ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่ เขตวัฒนา กทม. ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา ม.341
โดยวันนี้ ผู้รับมอบอำนาจบริษัทจำเลยที่ 1 มาศาล ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ศาลเคยมีคำสั่งออกหมายจับเกิน 1 เดือนแล้ว ไม่มาศาล และยังจับตัวไม่ได้ ศาลจึงอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยที่ 2
โดยคำพิพากษาสรุปว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 40,000 บาท หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ไม่รอลงอาญา
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 พ.ย.2568 ศาลแขวงพระนครใต้ นัดฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าว แต่เมื่อถึงเวลานัด นายจักรพงษ์ จำเลยที่ 2 ไม่มาศาล โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง พฤติการณ์ทำให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 จงใจหลบหนี ศาลจึงให้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 มาฟังคำพิพากษาต่อไป
ส่วนนายประกันไม่ส่งตัวจำเลยที่ 2 ตามกำหนดนัดถือว่าผิดสัญญาประกัน โดยให้ปรับนายประกันเต็มตามสัญญาประกัน ให้ออกคำบังคับให้ชำระค่าปรับภายใน 15 วันนับแต่วันนี้ ก่อนจะนัดฟังคำพิพากษาอีกครั้งในวันนี้

แน่นอนครับ ผมจะช่วยเรียบเรียงบทความเกี่ยวกับสุดยอดซูเปอร์คาร์ในปี 2025 ให้คุณครับ โดยจะเน้นการปรับปรุงเนื้อหาให้สดใหม่ ทันสมัย และเหมาะสมกับบริบทตลาดปัจจุบัน พร้อมสอดแทรกคำหลักที่มีมูลค่าสูง (High CPC Keywords) อย่างเป็นธรรมชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดอันดับบน Google ครับ
สิ้นสุดยุคแห่งความธรรมดา: 10 สุดยอดซูเปอร์คาร์ปี 2025 ที่จะนิยามใหม่ของสมรรถนะและเทคโนโลยี
ในโลกที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง และความต้องการของผู้บริโภคด้านสมรรถนะและความหรูหราก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ปี 2025 ได้นำพาเราเข้าสู่ยุคทองของ “ซูเปอร์คาร์” ที่ไม่ใช่แค่ยานพาหนะ แต่คือผลงานศิลปะบนล้อที่ผสานวิศวกรรมอันล้ำสมัยเข้ากับดีไซน์อันเร้าใจอย่างสมบูรณ์แบบ จากความรวดเร็วฉับไวแบบจรวด ไปจนถึงการขับขี่ที่แม่นยำราวกับมีชีวิต การผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในอันทรงพลังกับขุมพลังไฟฟ้าที่สะอาดและเงียบสงบ กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ ที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการยานยนต์มานานกว่าทศวรรษ ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในตลาดซูเปอร์คาร์ โดยเฉพาะในช่วงปีที่ผ่านมา แนวโน้มของการพัฒนามุ่งเน้นไปที่การลดน้ำหนัก การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยเฉพาะเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และการนำวัสดุศาสตร์ขั้นสูงมาใช้ ทำให้ซูเปอร์คาร์ยุคใหม่ ไม่เพียงแต่ทรงพลังขึ้น แต่ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และมอบความแม่นยำในการควบคุมที่หาที่เปรียบมิได้
ปี 2025 นี้ เป็นปีที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ เพราะแบรนด์ชั้นนำต่างงัดกลยุทธ์สุดยอดมาประชันกัน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนามอเตอร์ไฟฟ้าที่ทรงพลังขึ้น การผสานเครื่องยนต์ V6 เข้ากับเทคโนโลยีไฮบริดอย่างลงตัว หรือการรีดสมรรถนะสูงสุดจากเครื่องยนต์ V10 และ V12 ที่เป็นตำนาน การแข่งขันครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะยกระดับประสบการณ์ของผู้ขับขี่ แต่ยังผลักดันขีดจำกัดของสิ่งที่รถยนต์คันหนึ่งสามารถทำได้
บทความนี้ จะพาคุณไปเจาะลึก 10 สุดยอดซูเปอร์คาร์ในปี 2025 ที่จะสั่นสะเทือนวงการยานยนต์ ด้วยสมรรถนะที่เหนือกว่า สุ้มเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ และเทคโนโลยีที่จะพาคุณไปสู่อนาคตของการขับขี่อย่างแท้จริง เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเดินทางที่น่าตื่นเต้นนี้
Ferrari 296 GTB: นิยามใหม่ของสมรรถนะไฮบริด V6
Ferrari 296 GTB คือตัวอย่างที่ชัดเจนของการก้าวข้ามขีดจำกัดของแบรนด์ม้าลำพอง ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ การเปิดตัวในปี 2022 ถือเป็นก้าวสำคัญ ด้วยการเป็นซูเปอร์คาร์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รุ่นแรกที่ใช้ขุมพลัง V6 ของ Ferrari และเป็นผู้ริเริ่มตระกูล GTB ใหม่ ซึ่งเข้ามาแทนที่ 488 GTB อันเป็นที่รัก
ภายใต้เส้นสายที่สง่างามแต่ดุดัน ซ่อนเร้นหัวใจอันทรงพลัง: เครื่องยนต์ V6 เทอร์โบคู่ ขนาด 2.9 ลิตร ให้กำลังมหาศาลถึง 653 แรงม้า (488 กิโลวัตต์) แต่ความน่าทึ่งไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น การผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลัง 167 แรงม้า (123 กิโลวัตต์) ทำให้พละกำลังรวมสูงสุดพุ่งทะยานไปถึง 830 แรงม้า (619 กิโลวัตต์) พร้อมแรงบิด 740 นิวตันเมตร (546 ฟุต-ปอนด์) การส่งกำลังที่แม่นยำผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด และการขับเคลื่อนล้อหลังที่ควบคุมโดยมอเตอร์ไฟฟ้าโดยตรง ขณะที่เครื่องยนต์ก็สามารถส่งกำลังไปสู่ล้อหน้าและล้อหลังได้อย่างชาญฉลาด ทำให้ 296 GTB ทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.9 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่น่าทึ่งถึง 330 กม./ชม.
สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่า คือความสามารถในการวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนๆ ได้ระยะทาง 25 กิโลเมตร (15 ไมล์) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการลดอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง และยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ Ferrari ในการสร้างซูเปอร์คาร์ที่ขับขี่ได้หลากหลายสถานการณ์มากขึ้น
การออกแบบภายนอกยังคงไว้ซึ่ง DNA ของ Ferrari ที่เต็มไปด้วยความโฉบเฉี่ยว แต่ก็มีการปรับปรุงรายละเอียดใหม่ๆ เช่น ไฟหน้าและไฟท้ายดีไซน์ใหม่ ช่องรับอากาศด้านข้างที่ใหญ่ขึ้น และกันชนหน้าที่ปรับปรุงใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ ภายในห้องโดยสารสะท้อนถึงปรัชญา ‘less is more’ ด้วยดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่หรูหรา หน้าจอแสดงผลดิจิทัลขนาด 16 นิ้ว ตรงกลางแดชบอร์ด และหน้าจอขนาดเล็กหลังพวงมาลัย ควบคุมการทำงานต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย เบาะนั่งสปอร์ตโอบกระชับ มอบความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถอย่างแท้จริง
Ferrari 296 GTB ไม่ใช่แค่ซูเปอร์คาร์ แต่เป็นการประกาศศักดาถึงเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดที่ Ferrari นำมาใช้ได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่า สมรรถนะและความยั่งยืนสามารถเดินไปด้วยกันได้อย่างลงตัว ทำให้เป็นหนึ่งใน “ซูเปอร์คาร์ไฮบริดที่ทรงพลังที่สุด” ในปี 2025 นี้
Porsche 911 GT3 RS (รุ่นล่าสุด): ม้าพยศแห่งสนามแข่ง สู่ท้องถนน
Porsche 911 GT3 RS ถือเป็นตำนานที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการขับขี่ในสนามแข่งโดยเฉพาะ แม้รุ่นที่เปิดตัวในปี 2015 จะยังคงเป็นที่กล่าวขาน แต่สำหรับปี 2025 นี้ หากเราพูดถึง 911 GT3 RS ก็ต้องหมายถึงวิวัฒนาการล่าสุดที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม ยิ่งเข้าใกล้ปี 2025 รถรุ่นนี้ยิ่งได้รับการปรับปรุงให้เข้าสู่ยุคใหม่ แต่หัวใจหลักยังคงเดิม นั่นคือการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดิบ เถื่อน และแม่นยำที่สุดเท่าที่รถสปอร์ตจะทำได้
หัวใจหลักของ 911 GT3 RS คือเครื่องยนต์ Boxer 6 สูบ ขนาด 4.0 ลิตร อันเป็นเอกลักษณ์ของ Porsche ที่รีดกำลังออกมาได้อย่างดุเดือด (สำหรับรุ่นล่าสุด อาจมีกำลังที่สูงกว่า 520 แรงม้า และแรงบิดที่มากกว่า 470 นิวตันเมตร และการอัปเกรดระบบอากาศพลศาสตร์ที่เหนือชั้นกว่าเดิม) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ทำได้ในเวลาประมาณ 3 วินาทีต้นๆ (อาจจะเร็วกว่า 3.2 วินาที ในรุ่นก่อนหน้า) และความเร็วสูงสุดที่ทะลุ 300 กม./ชม. คือเครื่องพิสูจน์ถึงสมรรถนะที่แท้จริง
สิ่งที่ทำให้ 911 GT3 RS แตกต่าง คือการทุ่มเททุกอย่างเพื่อสมรรถนะขั้นสูงสุด: ระบบช่วงล่างที่ปรับแต่งมาเพื่อการควบคุมในสนามแข่งโดยเฉพาะ ปีกหลังขนาดใหญ่ที่สร้างแรงกด (Downforce) มหาศาล ช่วยให้รถเกาะถนนได้อย่างมั่นคงแม้ในความเร็วสูง เบรกคาลิปเปอร์แบบคาร์บอนเซรามิก ที่ให้ประสิทธิภาพการหยุดรถที่เหนือชั้นและทนทานต่อความร้อนสูง
ภายในห้องโดยสารถูกลดทอนส่วนเกินออกไปให้มากที่สุด เพื่อรีดน้ำหนักให้ได้มากที่สุด เท่าที่กฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยจะเอื้ออำนวย เบาะนั่งสปอร์ต Bucket Seat ที่โอบกระชับลำตัว และพวงมาลัยทรงแบน ที่มอบสัมผัสการควบคุมที่ตรงไปตรงมาและแม่นยำ คือสัญลักษณ์ของรถยนต์ที่เกิดมาเพื่อการขับขี่อย่างแท้จริง
สำหรับปี 2025 911 GT3 RS อาจมีการนำเสนอเทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์ที่ล้ำสมัยยิ่งขึ้น เช่น ระบบปีกหลังแบบปรับองศาอัตโนมัติ หรือการนำระบบ DRS (Drag Reduction System) มาใช้ในรถยนต์ที่วิ่งบนถนนได้จริง เพื่อเพิ่มความเร็วสูงสุดในทางตรง หรือการอัปเกรดระบบช่วงล่างแบบ Active Suspension ที่จะช่วยปรับการทำงานให้เหมาะสมกับทุกสภาวะการขับขี่
Porsche 911 GT3 RS ยังคงเป็น “ซูเปอร์คาร์สายพันธุ์แท้” ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่ท้าทาย น่าตื่นเต้น และเป็นที่ใฝ่ฝันของนักขับที่ต้องการสัมผัสขีดจำกัดของสมรรถนะยานยนต์อย่างแท้จริง
Lamborghini Huracan Tecnica: พลัง V10 ที่สมบูรณ์แบบ ผสานความสง่างาม
Lamborghini Huracan Tecnica ที่เปิดตัวในเดือนเมษายน 2022 ได้ยกระดับตระกูล Huracan ขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการผสมผสานความดิบเถื่อนของรุ่น STO เข้ากับความสง่างามและความสะดวกสบายในการใช้งานในชีวิตประจำวัน ทำให้เป็น “ซูเปอร์คาร์ V10 ที่ทรงพลังและใช้งานได้จริง”
หัวใจของ Tecnica คือเครื่องยนต์ V10 ขนาด 5.2 ลิตร อันเป็นตำนานของ Lamborghini ที่รีดกำลังได้ถึง 640 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด และขับเคลื่อนล้อหลังอย่างเต็มประสิทธิภาพ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่ทำได้ในเวลาเพียง 3.2 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ทะลุ 325 กม./ชม. คือบทพิสูจน์ถึงพละกำลังอันไร้ขีดจำกัด
ดีไซน์ของ Huracan Tecnica มีความดุดันและโดดเด่นกว่ารุ่นอื่นๆ ในตระกูลอย่างชัดเจน กระจังหน้าขนาดใหญ่ ช่องรับอากาศที่ดูทรงพลัง กันชนหน้า/หลังที่ออกแบบใหม่ ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ที่ช่วยเสริมบุคลิกสปอร์ตให้ยิ่งขึ้นไปอีก
ภายในห้องโดยสารยังคงไว้ซึ่งกลิ่นอายของ Lamborghini ด้วยการใช้วัสดุคุณภาพสูง เบาะนั่งสปอร์ตที่รองรับสรีระได้อย่างดีเยี่ยม หน้าจอแสดงผลดิจิทัลขนาด 10.25 นิ้ว สำหรับมาตรวัด และหน้าจอสัมผัสขนาด 8.4 นิ้ว ที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ทำให้การเดินทางของคุณเต็มไปด้วยความสะดวกสบายและทันสมัย
สำหรับปี 2025 Lamborghini อาจจะมีการนำเสนอ Huracan Tecnica ในเวอร์ชันพิเศษ หรือมีการปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเพิ่มสมรรถนะ หรือเสริมเทคโนโลยีให้ล้ำสมัยยิ่งขึ้น เช่น ระบบช่วงล่างที่ได้รับการปรับปรุง หรือการเพิ่มทางเลือกในการตกแต่งพิเศษที่สะท้อนความเป็น Lamborghini ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Huracan Tecnica คือ “ซูเปอร์คาร์ที่สมดุลที่สุด” สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสกับพละกำลังของเครื่องยนต์ V10 อันเป็นเอกลักษณ์ของ Lamborghini ควบคู่ไปกับความสง่างามที่สามารถใช้งานได้จริงในทุกวัน
McLaren Artura: ก้าวสู่ยุคใหม่ของซูเปอร์คาร์ไฮบริด
McLaren Artura ที่เปิดตัวในปี 2021 ถือเป็นการฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ของ McLaren ด้วยการเป็นซูเปอร์คาร์ไฮบริดรุ่นแรกที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มใหม่ MCLA (McLaren Carbon Lightweight Architecture) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมน้ำหนักเบาที่เน้นการใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เป็นหลัก
หัวใจของ Artura คือระบบส่งกำลังแบบไฮบริด V6 เทอร์โบคู่ ขนาด 3.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงถึง 680 แรงม้า ด้วยน้ำหนักที่เบาและสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม Artura สามารถทะยานจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 330 กม./ชม.
สิ่งที่ทำให้ Artura ล้ำสมัย คือการนำระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) และระบบเบรกแบบ Regenerative มาใช้ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ยังช่วยในการชาร์จพลังงานกลับคืนสู่แบตเตอรี่ ทำให้ Artura เป็นซูเปอร์คาร์ที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น โดยไม่ลดทอนอารมณ์การขับขี่ลงแม้แต่น้อย
McLaren Artura คือ “ซูเปอร์คาร์ไฮบริดที่ปฏิวัติวงการ” ด้วยการผสานเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ การออกแบบที่ล้ำสมัย และสมรรถนะที่เหนือชั้น ทำให้มันเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาอนาคตของการขับเคลื่อนซูเปอร์คาร์
Maserati MC20: ความสง่างามอิตาลี ผสมผสานสมรรถนะระดับเทพ
Maserati MC20 ซูเปอร์คาร์ 2 ที่นั่ง เครื่องยนต์วางกลางที่เปิดตัวในปี 2020 และเริ่มวางจำหน่ายในปี 2021 คือการกลับมาของ Maserati ในฐานะผู้ผลิตซูเปอร์คาร์ระดับแถวหน้าอีกครั้ง
MC20 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V6 เทอร์โบชาร์จ 3.0 ลิตร ที่พัฒนาขึ้นเองโดย Maserati ภายใต้ชื่อ “Nettuno” เครื่องยนต์นี้ให้กำลัง 630 แรงม้า และแรงบิด 730 นิวตันเมตร ทำให้สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 325 กม./ชม. และเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.9 วินาที
โครงสร้างตัวถังของ MC20 สร้างขึ้นจากคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งคัน ทำให้มีน้ำหนักเบาเพียง 1,500 กิโลกรัม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ได้อย่างมาก นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบช่วงล่างแบบอิสระทั้งสี่ล้อ และระบบเบรกคาร์บอนเซรามิก ที่ช่วยเสริมความมั่นใจในการควบคุม
Maserati MC20 มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย ได้แก่ MC20 Coupe ที่เป็นรุ่นพื้นฐาน, MC20 Spider ที่เป็นรุ่นเปิดประทุน ให้สัมผัสลมธรรมชาติ, และ MC20 Trofeo ที่เป็นรุ่นสมรรถนะสูงที่ได้รับการปรับแต่งเครื่องยนต์และช่วงล่างให้ดุดันยิ่งขึ้น
Maserati MC20 คือ “ซูเปอร์คาร์สไตล์อิตาเลียน” ที่ผสมผสานความหรูหรา สง่างาม เข้ากับสมรรถนะอันเร้าใจได้อย่างลงตัว ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าดึงดูดสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเสน่ห์ของรถยนต์สัญชาติอิตาลี
Chevrolet Corvette C8: พลัง V8 อเมริกัน ยกระดับสู่ระดับโลก
Chevrolet Corvette C8 รุ่นที่แปด ซึ่งเปิดตัวในปี 2019 ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการรถสปอร์ต ด้วยการเปลี่ยนรูปแบบเครื่องยนต์มาวางกลางลำเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ Corvette
C8 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ LT2 V8 ขนาด 6.2 ลิตร อันเป็นเอกลักษณ์ของอเมริกัน มัสเซิลคาร์ ที่ให้กำลัง 495 แรงม้า ส่งกำลังไปยังล้อหลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ที่ฉลาดและตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว อัตราเร่งจาก 0-96.5 กม./ชม. ที่ทำได้ในเวลาเพียง 2.9 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 312 กม./ชม. คือข้อพิสูจน์ว่า Corvette C8 พร้อมที่จะท้าชนกับซูเปอร์คาร์จากยุโรปได้อย่างสมศักดิ์ศรี
การออกแบบภายนอกของ C8 มีความโดดเด่นและทันสมัย ไฟหน้าดีไซน์เรียบง่ายแต่คมเข้ม กระจกหลังขนาดใหญ่ที่เผยให้เห็นเครื่องยนต์ V8 อันทรงพลัง ร่องระบายอากาศ 7 ช่อง ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ และท่อไอเสีย 4 ชุดที่ติดตั้งอยู่ริมสองฝั่งรถ เพิ่มความดุดันให้กับตัวรถ
ไฟท้ายแบบคู่ LED พร้อมไฟเลี้ยวแบบวิ่งตามทิศทาง สร้างความโดดเด่นและสื่อสารถึงความเป็นรถสปอร์ตยุคใหม่ได้อย่างลงตัว
Corvette C8 คือ “ซูเปอร์คาร์อเมริกันที่ก้าวข้ามขีดจำกัด” ด้วยดีไซน์ที่สวยงาม สมรรถนะที่น่าประทับใจ และราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าซูเปอร์คาร์คู่แข่ง ทำให้มันเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสกับสมรรถนะระดับโลกในราคาที่สมเหตุสมผล
Aston Martin Valhalla: สู่ทศวรรษใหม่แห่งซูเปอร์คาร์ไฮบริด
Aston Martin Valhalla คือก้าวสำคัญของแบรนด์จากอังกฤษ สู่ยุคใหม่แห่งซูเปอร์คาร์ไฮบริด ที่ผสานขุมพลัง V8 อันดุดัน เข้ากับเทคโนโลยีมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อมอบสมรรถนะที่เหนือกว่าใคร
Valhalla มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ขนาด 4.0 ลิตร ที่ทรงพลัง ควบคู่ไปกับระบบมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ที่ช่วยเสริมพละกำลังและแรงบิดให้สูงขึ้นไปอีก ทำให้สมรรถนะของ Valhalla อยู่ในระดับเดียวกับ Hypercar โดยแท้จริง
การออกแบบภายนอกของ Valhalla ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามและโฉบเฉี่ยวในแบบฉบับ Aston Martin แต่แฝงไว้ด้วยเส้นสายที่เน้นหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งการสร้างแรงกด (Downforce) และการระบายความร้อน
ภายในห้องโดยสาร Aston Martin Valhalla นำเสนอความหรูหราและสะดวกสบายที่คุ้นเคยจากแบรนด์ แต่ก็มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาผสมผสาน เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้รับประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด
Aston Martin Valhalla คือ “ซูเปอร์คาร์ไฮบริดแห่งอนาคต” ที่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ Aston Martin ในการพัฒนารถยนต์ที่ทั้งทรงพลัง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความสง่างามของแบรนด์
Bentley Flying Spur Hybrid: ความหรูหราที่ไม่ประนีประนอมต่อสมรรถนะ
Bentley Flying Spur Hybrid คือนิยามใหม่ของ “ซูเปอร์คาร์หรูหรา” ที่ผสมผสานความสะดวกสบายระดับเฟิร์สคลาส เข้ากับสมรรถนะที่ทรงพลังและเทคโนโลยีที่ยั่งยืน
Flying Spur Hybrid มาพร้อมเครื่องยนต์ V6 เทอร์โบชาร์จ ควบคู่ไปกับมอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่ ที่ให้กำลังรวมสูงพอที่จะมอบอัตราเร่งที่น่าประทับใจ และยังสามารถวิ่งด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนๆ ได้ในระยะทางที่เพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
การออกแบบภายนอกของ Flying Spur Hybrid ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามและภูมิฐาน อันเป็นเอกลักษณ์ของ Bentley แต่ก็มีการปรับปรุงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสะท้อนถึงเทคโนโลยีไฮบริด เช่น สัญลักษณ์ “Hybrid” ที่บ่งบอกถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ภายในห้องโดยสารคือสวรรค์ของความหรูหรา ด้วยการใช้วัสดุคุณภาพสูงสุด การตกแต่งที่ประณีต และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความสะดวกสบายและความผ่อนคลาย
Bentley Flying Spur Hybrid คือ “ที่สุดแห่งซูเปอร์คาร์หรูหราที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” สำหรับผู้ที่ต้องการสมรรถนะที่เหนือกว่า ควบคู่ไปกับความหรูหรา และความรับผิดชอบต่อสังคม
Lucid Air Sapphire: พลังไฟฟ้าอันน่าทึ่ง สู่ขีดจำกัดใหม่ของอัตราเร่ง
Lucid Air Sapphire คือการพิสูจน์ว่ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) ก็สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่แบบซูเปอร์คาร์ได้อย่างแท้จริง ด้วยสมรรถนะที่เหนือชั้นและอัตราเร่งที่น่าตะลึง
Sapphire มาพร้อมระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า 3 มอเตอร์ ที่ให้กำลังรวมมหาศาล สามารถทะยานจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 96.5 กม./ชม.) ได้ในเวลาเพียง 1.89 วินาที ซึ่งเป็นสถิติที่น่าทึ่งสำหรับรถยนต์ที่ผลิตเพื่อการจำหน่ายทั่วไป
นอกจากอัตราเร่งที่รวดเร็วแล้ว Lucid Air Sapphire ยังมอบการขับขี่ที่นุ่มนวล เงียบสงบ และเต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย การออกแบบภายในห้องโดยสารเน้นความเรียบง่าย หรูหรา และให้ความสำคัญกับผู้โดยสาร
Lucid Air Sapphire คือ “ซูเปอร์คาร์ไฟฟ้าที่พลิกวงการ” ด้วยสมรรถนะที่ไร้คู่แข่ง และการนำเสนอเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าที่ก้าวล้ำ ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหารถยนต์ที่ทรงพลัง ทันสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Rimac Nevera: Hypercar ไฟฟ้าที่ไร้ขีดจำกัด
Rimac Nevera คือ Hypercar ไฟฟ้าที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำลายทุกสถิติ ด้วยสมรรถนะที่น่าเหลือเชื่อและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด
Nevera มาพร้อมระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า 4 มอเตอร์ ที่ให้กำลังรวมกว่า 1,914 แรงม้า สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 1.74 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ทะลุ 400 กม./ชม.
นอกเหนือจากสมรรถนะอันสุดขั้ว Rimac Nevera ยังได้รับการออกแบบมาให้มีความแม่นยำในการควบคุม การกระจายน้ำหนักที่ดีเยี่ยม และระบบช่วงล่างที่ปรับแต่งได้อย่างละเอียด เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่น่าตื่นเต้นและปลอดภัย
การออกแบบภายนอกของ Nevera สะท้อนถึงความเป็น Hypercar ด้วยเส้นสายที่เน้นอากาศพลศาสตร์ และใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เป็นหลัก เพื่อรีดน้ำหนักให้ได้มากที่สุด
Rimac Nevera คือ “Hypercar ไฟฟ้าที่ทรงพลังที่สุดในโลก” เป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าอนาคตของซูเปอร์คาร์ คือพลังงานไฟฟ้าที่บริสุทธิ์และไร้ซึ่งขีดจำกัด
โลกของซูเปอร์คาร์ในปี 2025 กำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผสานพลังของเครื่องยนต์สันดาปภายในกับขุมพลังไฟฟ้า ซึ่งไม่เพียงแต่จะเพิ่มสมรรถนะให้สูงขึ้น แต่ยังเปิดมิติใหม่ของการขับขี่ที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ
หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในความเร็ว ความแรง และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย การได้สัมผัสกับซูเปอร์คาร์เหล่านี้ คือประสบการณ์ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตไม่ควรพลาด
คุณพร้อมแล้วหรือยังที่จะสัมผัสกับอนาคตของการขับเคลื่อน? ลองเข้ามาพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญของเรา เพื่อค้นหาซูเปอร์คาร์ที่ใช่สำหรับคุณ และก้าวเข้าสู่โลกแห่งสมรรถนะที่เหนือระดับไปพร้อมกัน!

