วันนี้ 19 มกราคม พ.ศ. 2569 เพจเฟซบุ๊ก Army Military Force ได้มีการเผยแพร่คลิปวิดีโอทหารพลร่มหน่วยรบพิเศษเขมรพร้อมข้อความระบุ ว่า “ทหารกัมพูชาลงคลิปฝึกพลร่ม แขนงขนส่งทางอากาศของกองพันคอมมานโดที่ 1 หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่ 911 (SF-911) แห่งกองทัพบกกัมพูชาที่จังหวัดพระตะบอง พร้อมระบุแคปชั่น “หากมีรอบ 3 เสียมเจอแน่ เราบุกจะถึงกรุงเทพด้วยเฮลิคอปเตอร์ที่ทรงพลัง”
ซึ่งภายในคลิปเป็นภาพของทหารกัมพูชาจำนวนหนึ่งลงมาจากเฮลิคอปเตอร์พร้อมอาวุธปืน ก่อนที่จะวิ่งทางด้านหน้าของตัวเองและนอนราบลงกับพื้น และหลังจากนั้นก็ส่งเสียงร้องออกมาเป็นจังหวะราวกับตนเองกำลังลั่นไกปืนยิงไปข้างหน้าอยู่
คลิปวิดีโอทหารพลร่มหน่วยรบพิเศษเขมรดังกล่าวทำเอาชาวเน็ตจำนวนมากต่างก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม เช่น
“สังเกตหลายครั้งแล้ว เวลาเขมรจะทำะอไรก็แล้วแต่ มันจะมีคำว่า รอบ3เจอแน่เสียม เหมือนมันเตรียมจะเปิดอีกรอบ
“ถ้าเปิดมารอบ 3 พนมเปญจะละเอียดเอานะ”
“ชุดทหารเท่ห์ๆ ค่ะ อันนี้ลายพรางตุ๊กแกใช่ไหมค่ะ ทราบมาว่า กองทัพชาติไหนใส่ลายพรางตุ๊กแก นี้ ฝีมือการรบ ระดับต้นๆของโลก ล้าาาา ล้าหลังเลยค่ะ”
“กาว มันถูกเหรอเหมน เห็นเมาทุ๊กกวัน”
“ผมก็เคยฝึกกับเพื่อนๆสมัยเด็กๆ ในทุ่งนาหลังบ้านใช้ปืนก้านกล้วยเป็นอาวุธจำตัว”
“ประเทศเมากาว”
“ไอ้ทาส2000ปี ไอ้ขอทาน500ชาติ”
“ชุดทหารนึกว่าลายตุ๊กแก”
บทสรุปวงการยานยนต์ 2025: สุริยุปราคาของรถยนต์ไฟฟ้า สู่ยุคทองของซูเปอร์คาร์ และสงคราม F1 ในปี 2026
ปี 2025 สะท้อนภาพความเป็นจริงที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ตลาดที่ครั้งหนึ่งเคยถูกคาดการณ์ว่าจะครองโลกอย่างรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กลับต้องเผชิญกับแรงเสียดทานที่คาดไม่ถึง ในขณะที่ยานยนต์สมรรถนะสูง หรือ “ซูเปอร์คาร์” กลับทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดใหม่แบบไม่เกรงใจใคร นี่คือบทวิเคราะห์เจาะลึกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมการมองไปข้างหน้าถึงการแข่งขันที่อาจพลิกโฉมวงการในปี 2026
2025: ปีแห่งการ “รีเซ็ต” ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และ “บูม” ของซูเปอร์คาร์
หากย้อนกลับไปไม่กี่ปีที่แล้ว ภาพของรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังจะเข้ามาแทนที่รถยนต์สันดาปภายในดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความเป็นจริงในปี 2025 ได้พิสูจน์ว่าเส้นทางนั้นไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด ปัจจัยหลายประการได้ส่งผลให้ตลาด EV ทั่วโลกชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด
การแข่งขันจากค่ายรถจีน: การรุกคืบอย่างรวดเร็วของแบรนด์รถยนต์จากประเทศจีน กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดันให้กับผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิมจากยุโรปและอเมริกาเหนือ คุณภาพที่ทัดเทียม และราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ทำให้ผู้บริโภคหันไปให้ความสนใจกับรถ EV ของจีนมากขึ้น ส่งผลให้ส่วนแบ่งการตลาดของผู้ผลิตรายเดิมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุน: นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า ได้เริ่มทยอยสิ้นสุดลงในหลายประเทศ ทำให้ราคาขายปลีกของรถ EV สูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
ประเด็นทางการเมืองและสังคม: รถยนต์ไฟฟ้าได้กลายเป็นประเด็นละเอียดอ่อนทางการเมืองและสังคมในหลายพื้นที่ ความกังวลเกี่ยวกับแหล่งพลังงานที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จที่ยังไม่ครอบคลุม และประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนขึ้น ได้สร้างความลังเลให้กับผู้บริโภคบางส่วน
ในขณะที่ตลาด EV กำลังเผชิญกับมรสุม “ซูเปอร์คาร์” กลับเฉิดฉายในอีกด้านหนึ่ง แบรนด์ระดับตำนานอย่าง Ferrari, Bugatti, Pagani, Koenigsegg ต่างกวาดรายได้และยอดจองที่ถล่มทลายจนผลิตไม่ทัน ลูกค้ากระเป๋าหนักยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินมหาศาลเพื่อครอบครองสุดยอดยนตรกรรมเหล่านี้ ยิ่งสะท้อนว่าความต้องการรถยนต์สมรรถนะสูงที่มาพร้อมดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์และประสบการณ์ขับขี่อันเร้าใจนั้น ยังคงแข็งแกร่งอย่างไม่เสื่อมคลาย
ตลาดรถหรูโตสวนกระแส: ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในกลุ่ม Luxury segment พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐอเมริกา ที่ทะลุเกิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) สะท้อนถึงกำลังซื้อที่ยังคงมีอยู่สูงในกลุ่มผู้บริโภคที่มีฐานะ
เสน่ห์ของ “เกียร์กระปุก” และ “Customization”: ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในปี 2025 คือความต้องการ “เกียร์กระปุก” ที่กลับมาเป็นที่นิยมในหมู่ลูกค้าที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิม และกระแสการสั่งผลิตรถยนต์แบบ Customization ที่สะท้อนตัวตนและรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของ ก็เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน
Porsche และ Tesla: ปีแห่งความท้าทายครั้งใหญ่
ปี 2025 ถือเป็นปีที่ยากลำบากอย่างยิ่งสำหรับแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำบางแบรนด์
Tesla เผชิญมรสุมรอบด้าน: ยอดขายและกำไรทั่วโลกของ Tesla ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกาหดหาย นอกจากนี้ บริษัทยังต้องเผชิญกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับระบบประตูขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ และกระแสต่อต้านซีอีโอ Elon Musk ที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนลูกค้าบางรายต้องแสดงออกผ่านการติดสติกเกอร์บนรถยนต์เพื่อแสดงความรู้สึก
Porsche กับวิกฤตการณ์ทางการเงิน: Porsche ประสบปัญหาทางการเงินอย่างหนัก อันเนื่องมาจากยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าตระกูล Taycan และ Macan ที่ไม่เป็นไปตามเป้า แม้จะทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการตลาดและการดึงดูดดาราฮอลลีวูดมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม ผลประกอบการที่ย่ำแย่ทำให้ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนี พร้อมกับการปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการถึง 3 ครั้ง และต้องเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสเป็นครั้งแรก มูลค่าหุ้นดิ่งลงอย่างน่าใจหาย
ความไม่พอใจจากลูกค้า: ลูกค้าประจำของ Porsche เริ่มแสดงความไม่พอใจต่อราคาที่สูงเกินจริง และการติดตั้งระบบดิจิทัลที่มากเกินไปในห้องโดยสาร ซึ่งบั่นทอนจิตวิญญาณแห่งความเป็น Porsche ไป ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตำแหน่งผู้บริหาร โดย Michael Leiters ได้เข้ามารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ พร้อมความคาดหวังในการกอบกู้สถานการณ์
Ferrari: ผู้นำที่ไม่สั่นคลอน
ในขณะที่คู่แข่งกำลังประสบปัญหา Ferrari กลับยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง โดยสามารถรักษาระดับกำไร (Profit Margin) ได้อย่างยอดเยี่ยม และมียอดจองรถยนต์ล่วงหน้าไปจนถึงปี 2027
กลยุทธ์ที่ชาญฉลาด: ความสำเร็จของ Ferrari ส่วนหนึ่งมาจากการพึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนักจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว นอกจากนี้ การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า โดยปรับเป้าหมายการขาย EV เป็นเพียง 20% ภายในปี 2030 เป็นการตัดสินใจที่ช่วยรักษามูลค่าแบรนด์และราคาขายต่อของรถยนต์มือสองให้มีเสถียรภาพ
ฐานลูกค้าที่ภักดี: แม้ราคาเฉลี่ยของ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงเลือกซื้อซ้ำ แสดงให้เห็นถึงความภักดีต่อแบรนด์ที่มีอย่างเหนียวแน่น และรุ่นใหม่ๆ เช่น “Amalfi” ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม ทำให้บัลลังก์ของ “ม้าลำพอง” ยังคงมั่นคง
2026: การแข่งขันครั้งใหม่ในสังเวียน Formula 1
เมื่อมองไปถึงปี 2026 วงการยานยนต์ทั่วโลกกำลังจับตาการก้าวเข้ามาของสองยักษ์ใหญ่อย่าง Audi และ Cadillac ในสนามแข่ง Formula 1 (F1) ซึ่งเป็นเวทีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในการสร้างภาพลักษณ์และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายระดับสูง
Cadillac: ท้าชนแบรนด์หรู: การเข้าสู่ F1 ในฐานะทีมที่ 11 ถือเป็นก้าวสำคัญของ Cadillac ในการสลัดภาพลักษณ์ “รถสำหรับผู้สูงวัย” ออกไป โดยการดึงตัวนักแข่งชื่อดังอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาเป็นส่วนหนึ่งของทีม หวังใช้ความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นของ F1 ในสหรัฐอเมริกา ยกระดับแบรนด์ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: ฟื้นคืนชีพแบรนด์ด้วยมอเตอร์สปอร์ต: Audi เตรียมเข้าซื้อทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสแบรนด์ที่ค่อนข้างเงียบเหงาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ด้วยประวัติศาสตร์การแข่งขันรถยนต์ที่ยาวนานกว่าศตวรรษ Audi มีศักยภาพที่จะสร้างผลงานที่ดีใน F1 ได้อย่างรวดเร็ว
Concept C: ต้นแบบแห่งอนาคต: นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” รถต้นแบบดีไซน์ล้ำสมัยที่เคยจัดแสดงในงาน Milan ซึ่งจะเป็นพิมพ์เขียวสำหรับ Audi ยุคใหม่ โดยผสมผสานความทันสมัยเข้ากับจิตวิญญาณของ Audi TT และ R8 ในตำนาน
ด้วยทิศทางอันน่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของตลาดรถยนต์สปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์จึงยังคงดูร้อนแรงและมีอนาคตสดใสต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไป
บทสรุป: ปี 2025 คือบทพิสูจน์ว่าตลาดรถยนต์ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้เสมอไป ความแข็งแกร่งของซูเปอร์คาร์ที่สวนทางกับความท้าทายของรถยนต์ไฟฟ้า สะท้อนถึงความซับซ้อนของตลาดและความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค การเข้าสู่เวที F1 ของ Audi และ Cadillac ในปี 2026 ยิ่งเป็นการเพิ่มดีกรีความเข้มข้นให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก
หากคุณคือผู้ที่ชื่นชอบสุดยอดยนตรกรรมแห่งอนาคต หรือกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนในตลาดยานยนต์ที่มีพลวัตไม่หยุดนิ่ง “ก้าวเข้าสู่โลกแห่งนวัตกรรมยานยนต์สุดล้ำ ที่ซึ่งทุกเส้นทางคือการผจญภัยครั้งใหม่ไปกับเรา”

