วันนี้ (19 มกราคม 2569) เวลา 14.00 น. ที่โรงแรม เดอะ เดวิส กรุงเทพ สุขุมวิท 24 ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ เดินทางมาแถลงข่าวพร้อมถุงโจ๊กและถาดส้ม กรณีพรรคประชาชนปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่อง ‘ดีลลับ’ กับ บิ๊กโจ๊ก-พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล ว่า การเปิดโปงครั้งนี้ไม่ได้สร้างความเสียหาย เนื่องจาก รังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน เคยยอมรับว่า ได้รับข้อมูลจากพลตำรวจสุรเชษฐ์จริง ซึ่งการกระทำครั้งนี้ไม่ได้รับเงิน และไม่ใช่การโจมตีทางการเมือง
ชูวิทย์ปฏิเสธกระแสวิจารณ์ว่า การออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นการรับงานให้กลับมาโจมตีฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง โดยระบุว่า ตนเป็นผู้สนับสนุนพรรคสีส้มตั้งแต่ปี 2562-2566 และเคยต่อสู้ทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยในประเด็นเขากระโดงเพียงลำพัง จนนำไปสู่การถูกฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาหลายคดี ซึ่งศาลมีคำพิพากษายกฟ้องทั้งหมด พร้อมยืนยันว่า การกระทำที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ใจ และปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ารับงานทางการเมือง โดยชี้ว่าตนเองต่อสู้คดีด้วยตนเองมาโดยตลอด ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใคร
จากกรณีที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าได้รับงานจ้างจาก บิ๊กแดง-พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการทหารบก ให้โจมตีพรรคประชาชน ด้านชูวิทย์ได้แสดงแชต LINE ที่พูดคุยกันระหว่างบิ๊กแดงกับตนเองต่อหน้าสื่อมวลชน เพื่อแสดงให้เห็นว่า ไม่มีการเจรจาเกี่ยวข้องกับเรื่องทางการเมือง
ทั้งนี้ชูวิทย์กล่าวย้ำว่า “พรรคส้มโปรดอย่าเข้าใจผมผิด ผมต่อต้านคุณเฉพาะครั้งนี้ เหตุผลเพราะคุณกระทำการผิด เอาคะแนนของประชาชนที่โหวตคุณไปให้คนอื่น และก็ไปทำให้เขาเติบโต จากที่เขามีคนอยู่ 70 คน วันนี้เข้าเติบโตมีพรรคบ้านเล็ก บ้านใหญ่เข้าไป คุณบอกว่าคุณต้องการทำลายระบบ ขอโทษนะส้ม คุณทำลายระบบนี้ คุณทำเพียงสมัยเดียวไม่ได้หรอก”
ก่อนปิดแถลงข่าว ชูวิทย์พูดถึงเจตนารมณ์ของตนเองที่กลับมาเคลื่อนไหวทางการเมืองในครั้งนี้ว่า “ผมไม่ได้ขัดขวางพรรคส้ม ถ้าส้มได้เป็นรัฐบาล ผมก็ถือว่าเป็นส้มที่ถูกกินไปก่อนระหว่างที่ยังไม่สุก ผมเชื่อว่าพรรคส้มจะทำหน้าที่รัฐบาลบริหารงานได้ไม่สำเร็จ ไม่ได้ดี เหมือนส้มที่ยังไม่ถึงเวลากิน แล้วถูกเด็ดมากินก่อนมันก็เปรี้ยว หากรอให้สุกงอม ผมเชื่อว่าโอกาสหน้ายังมี และผมไม่ได้ต่อต้านคุณ ผมต่อต้านเฉพาะสิ่งที่คุณทำผิด ซึ่งลามมาจนปัจจุบัน”
บทสรุปวงการยานยนต์ 2025: ม้าลำพองทะยานฟ้า ท่ามกลางมรสุม EV จีน
ภาพรวมตลาดรถยนต์ปี 2025 สะท้อนความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างแบรนด์รถยนต์หรูสมรรถนะสูงที่ยังคงครองความนิยม และตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงรถยนต์ทั่วไปที่กำลังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยรอบด้าน
ปี 2025: ยุคทองของซูเปอร์คาร์และความท้าทายของแบรนด์ยุโรป
หากย้อนกลับไปไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่า “ซูเปอร์คาร์” กำลังจะถึงจุดอิ่มตัวแล้วหรือไม่ แต่เมื่อมองย้อนกลับไปสู่ภาพรวมของปี 2025 นี้ คำถามดังกล่าวต้องถูกลบล้างไปโดยสิ้นเชิง เพราะปี 2025 ได้พิสูจน์แล้วว่านี่คือ “ปีแห่งซูเปอร์คาร์” อย่างแท้จริง ดูเหมือนว่าความต้องการรถยนต์สมรรถนะสูงที่มาพร้อมเครื่องยนต์ทรงพลัง ดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ และประสบการณ์การขับขี่ที่หาใครเทียบได้ จะยังคงมีเพดานที่ไร้ขีดจำกัด แบรนด์ซูเปอร์คาร์ชั้นนำอย่าง Bugatti, Pagani, Koenigsegg, Ferrari และ Lamborghini ยังคงสามารถกวาดยอดจองได้อย่างต่อเนื่อง และหลายครั้งยอดจองก็ยาวไปจนถึงปีถัดไป
ในขณะที่ค่ายรถยนต์ดั้งเดิมกำลังเผชิญกับแรงกดดันจากหลายทิศทาง ทั้งกำแพงภาษีที่เข้มงวดขึ้น ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ชะลอตัวกว่าที่คาดการณ์ไว้ และการรุกคืบอย่างไม่หยุดยั้งของแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีนที่มีการพัฒนาคุณภาพและราคาที่เข้าถึงง่าย แบรนด์ซูเปอร์คาร์เหล่านี้กลับสามารถทำผลกำไรได้อย่างมหาศาล สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความภักดีของฐานลูกค้าในกลุ่มผู้มีกำลังซื้อสูง
ตลาดรถหรู: การเติบโตสวนกระแสและความต้องการที่เปลี่ยนไป
ภาพรวมตลาดรถยนต์หรูในปี 2025 ถือว่ามีการเติบโตที่น่าประทับใจ ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในเซกเมนต์นี้ในตลาดสำคัญอย่างสหรัฐอเมริกา พุ่งสูงขึ้นจนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีราคาเฉลี่ยมากกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ “เกียร์กระปุก” (Manual Transmission) กลับมาเป็นที่ต้องการอย่างสูงอีกครั้งในหมู่ลูกค้ากระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิม และยังพบว่ากระแสการสั่งผลิตรถยนต์แบบ Customization หรือการปรับแต่งรถยนต์ให้สะท้อนเอกลักษณ์และรสนิยมของเจ้าของ ก็กำลังเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน
ในทางกลับกัน แม้ว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกจะยังคงมีการเติบโต แต่ก็พบว่าการเติบโตนั้นแผ่วลงกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Audi, Ford, GM และ Volvo ต่างได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรงจาก “รถยนต์ EV ของจีน” ที่มีคุณภาพที่ดีเยี่ยมในราคาที่เข้าถึงง่าย ประกอบกับการสิ้นสุดของมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในหลายประเทศ และประเด็นทางการเมืองที่ซับซ้อน ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อที่ละเอียดอ่อนและอาจก่อให้เกิดความแตกแยกในบางครอบครัว
2025: ปีแห่งมรสุมของ Tesla และ Porsche
สำหรับปี 2025 ถือเป็นปีที่ Tesla ต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างหนักหน่วง ยอดขายและกำไรทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนแบ่งทางการตลาดในสหรัฐอเมริกาหดหายลงอย่างน่าใจหาย นอกจากนี้ Tesla ยังต้องเผชิญกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับระบบประตูของรถยนต์ที่เกิดปัญหาขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
ยิ่งไปกว่านั้น กระแสต่อต้านบุคคลของ Elon Musk ซีอีโอของ Tesla ก็ทวีความรุนแรงขึ้น จนถึงขั้นมีลูกค้าบางรายตัดสินใจติดสติกเกอร์ข้อความบนท้ายรถที่สื่อถึงความรู้สึกอึดอัดใจ เช่น “ซื้อรถก่อนที่จะรู้ว่า Elon เป็นแบบนี้” ซึ่งสะท้อนถึงความไม่พอใจต่อพฤติกรรมและคำพูดของผู้นำบริษัท
ในขณะที่ Porsche ซึ่งเคยเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ก็ประสบปัญหาอย่างหนักเช่นกัน สาเหตุหลักมาจากปัญหาทางการเงินของบริษัท และการที่รถยนต์ EV รุ่นใหม่ของแบรนด์อย่าง Taycan และ Macan ไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวังไว้ แม้จะมีการทุ่มงบประมาณมหาศาลในการทำการตลาด และดึงดูดดาราฮอลลีวูดชื่อดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม
ผลกระทบที่ตามมาคือ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากที่บริษัทได้ปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการถึง 3 ครั้งติดต่อกัน ราคาหุ้นของบริษัทร่วงลงกว่า 33% และต้องเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสเป็นครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อลูกค้าประจำของแบรนด์เริ่มแสดงความกังวลและบ่นเกี่ยวกับราคาที่สูงเกินจริง และการติดตั้งระบบดิจิทัลที่มากเกินไปในห้องโดยสาร ซึ่งทำให้รถยนต์ขาด “จิตวิญญาณ” แห่งความเป็น Porsche ที่เคยสัมผัสได้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารครั้งใหญ่ โดย Michael Leiters ได้เข้ามารับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่ของ Porsche ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2025 เป็นต้นไป
Ferrari ผงาดเหนือคู่แข่ง: กลยุทธ์ที่เหนือชั้นและความภักดีของลูกค้า
ในขณะที่คู่แข่งต้องเผชิญกับอุปสรรค Ferrari กลับทำผลงานได้อย่างโดดเด่นและก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์หรูได้อย่างสง่างาม บริษัทสามารถรักษาระดับอัตรากำไร (Profit Margin) ได้อย่างมหาศาล และมีคิวการจองรถยนต์ที่ยาวเหยียดไปจนถึงปี 2027 ทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งอย่าง Aston Martin อย่างไม่เห็นฝุ่น
ปัจจัยแห่งความสำเร็จของ Ferrari นั้นเกิดจากการวางกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด โดยการพึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน นอกจากนี้ การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (ปรับลดเป้าหมายการขาย EV เหลือเพียง 20% ภายในปี 2030) เป็นการตัดสินใจที่ช่วยรักษามูลค่าแบรนด์และราคารถยนต์มือสองไม่ให้ตกต่ำลงเหมือนกับ Porsche Taycan
แม้ว่าราคาเฉลี่ยของรถยนต์ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่กว่า 80% ของลูกค้าเก่าก็ยังคงกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์และความพึงพอใจของลูกค้า นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวอย่าง “Amalfi” ก็กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก ซึ่งยิ่งตอกย้ำว่าบัลลังก์ของ “ม้าลำพอง” ยังคงแข็งแกร่งและจะคงอยู่ต่อไปในระยะยาว
จับตาปี 2026: การเดิมพันครั้งใหม่บนสนาม Formula 1
สำหรับปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์ระดับโลกจะจับจ้องไปที่การเข้าร่วมการแข่งขัน Formula 1 อย่างเป็นทางการของสองแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Audi และ Cadillac ซึ่งถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่
Cadillac: การก้าวเข้าสู่เวที Formula 1 ในฐานะทีมแข่งที่ 11 ถือเป็นก้าวสำคัญของ Cadillac ที่จะสลัดภาพลักษณ์ “รถสำหรับผู้ใหญ่” ให้กลายเป็นแบรนด์ที่เข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย การเลือกนักแข่งที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รักของแฟนๆ อย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาเป็นส่วนหนึ่งของทีม จะช่วยสร้างกระแสความสนใจได้อย่างแน่นอน Cadillac หวังที่จะใช้ความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นของ Formula 1 ในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับแบรนด์ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: มีแผนที่จะเข้าซื้อกิจการทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสความน่าสนใจให้กับแบรนด์ที่อาจจะดูเงียบเหงาไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและน่าภาคภูมิใจในวงการมอเตอร์สปอร์ตมากกว่าศตวรรษ และมีแนวโน้มที่จะทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” รถต้นแบบที่มีดีไซน์ล้ำสมัย ซึ่งเคยสร้างความฮือฮาในการเปิดตัวที่มิลาน Concept C นี้จะกลายเป็นพิมพ์เขียวสำคัญสำหรับ Audi ยุคใหม่ โดยจะผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของตำนานอย่าง Audi TT และ R8
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของรถยนต์สปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ในตลาดโลกดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงและเติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน
หากคุณเป็นผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะ ความหรูหรา และนวัตกรรมยานยนต์ การจับตาดูการเคลื่อนไหวของแบรนด์เหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการตัดสินใจลงทุนและเลือกสรรยานพาหนะที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคุณ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางที่น่าตื่นเต้นในโลกยานยนต์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดนิ่ง!

