วันนี้ (20 ม.ค 69) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่เปิน จ.นครสวรรค์ และเจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟ (ศปรฟ.) ทำการจับกุม นายจตุพร อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดนครสวรรค์ ในความผิดฐาน “มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” โดยเจ้าหน้าที่สามารถติดตามจับกุมตัวได้ที่บริเวณริมถนนแห่งหนึ่ง แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่เปิน จ.นครสวรรค์ ได้ทำการสืบสวนและติดตามพฤติกรรมของนายจตุพร ซึ่งเป็นผู้ต้องหารายสำคัญในพื้นที่ พบว่ามีประวัติพัวพันกับยาเสพติดและมักจะพกพาอาวุธปืนเย้ยกฎหมายอยู่เป็นประจำ จึงได้วางแผนนำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านพักของผู้ต้องหาใน จ.นครสวรรค์ ในการเข้าตรวจค้นครั้งนั้น เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดของกลางเป็นอาวุธปืนสั้นไทยประดิษฐ์ได้จำนวน 1 กระบอก อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติการ นายจตุพร ได้อาศัยความชำนาญในพื้นที่และความชุลมุนหลบหนีการจับกุมไปได้อย่างหวุดหวิด ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม (กก.2 บก.ป.) ได้รับการประสานงานและทำการสืบสวนติดตามตัวผู้ต้องหารายนี้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งทราบว่านายจตุพร ได้หลบหนีเข้ามากบดานในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีพฤติการณ์ย้ายที่พักอาศัยไปเรื่อย ๆ และได้เริ่มต้นสร้างครอบครัวใหม่เพื่อใช้ชีวิตบังหน้า หวังจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลืมเลือนคดีความเก่าที่เคยก่อไว้ แต่ด้วยความที่ผู้ต้องหามีประวัติพกพาอาวุธปืนและมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้วางแผนปฏิบัติการอย่างรัดกุมและเฝ้าติดตามจนล่าสุดพบนายจตุพร ปรากฏตัวอยู่บริเวณริมถนนในเขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร จึงได้แสดงตัวเข้าจับกุมทันที ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่เปิน จ.นครสวรรค์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
อุตสาหกรรมยานยนต์ปี 2025: ม้าลำพองผงาด สวนกระแส EV จีน และการพลิกเกมบนสนาม F1
ปี 2025 เป็นปีที่ตลาดรถยนต์หรูระดับ Ultra-Luxury ได้สร้างปรากฏการณ์ที่น่าจับตาอย่างยิ่ง ในขณะที่แบรนด์ซูเปอร์คาร์อย่าง Ferrari, Bugatti และ Pagani ยังคงกวาดยอดขายได้อย่างถล่มทลายและมีคิวจองยาวข้ามปี สวนทางอย่างสิ้นเชิงกับตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วไป และรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่เผชิญกับการชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุหลักมาจากแรงกดดันจากการแข่งขันอันดุเดือดของแบรนด์รถยนต์จากจีนที่บุกตลาดอย่างหนัก
Porsche และ Tesla กลับกลายเป็นสองแบรนด์ที่ประสบปัญหาอย่างหนักในปีนี้ โดยเฉพาะ Porsche ที่ต้องเผชิญกับความท้าทายทางการเงินอย่างรุนแรง จนส่งผลให้สถานะทางการเงินของบริษัทสั่นคลอนถึงขั้นหลุดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนี สร้างความกังวลให้กับนักลงทุนเป็นอย่างมาก ในขณะที่ Tesla สูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดที่เคยครองมาอย่างต่อเนื่อง และยังต้องรับมือกับกระแสต่อต้านที่รุนแรงต่อตัว Elon Musk ซีอีโอของบริษัท ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
เมื่อมองไปยังปี 2026 การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์มีแนวโน้มที่จะย้ายสมรภูมิไปสู่สนามแข่ง Formula 1 อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Audi และ Cadillac ประกาศเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเป็นทางการ โดยหวังใช้กีฬามอเตอร์สปอร์ตระดับสูงนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการพลิกฟื้นภาพลักษณ์ของแบรนด์ สร้างการรับรู้ใหม่ และดึงดูดฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่มีความชื่นชอบและมีกำลังซื้อสูง
ย้อนรอยปี 2019: จุดอิ่มตัวของซูเปอร์คาร์?
หากเราย้อนกลับไปมองในปี 2019 ณ จุดนั้น หลายคนในวงการอาจตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ว่า “เราได้มาถึงจุดอิ่มตัวของตลาดซูเปอร์คาร์แล้วหรือยัง?” ทว่า เมื่อพิจารณาภาพรวมที่ปรากฏในปี 2025 ที่ผ่านมา ต้องยอมรับโดยดุษฎีว่าสมมติฐานดังกล่าวได้พิสูจน์แล้วว่าผิดถนัด
ปี 2025 สมควรได้รับการจารึกว่าเป็น “ปีแห่งซูเปอร์คาร์” อย่างแท้จริง ความต้องการรถยนต์สมรรถนะสูงระดับ Ultra-Luxury ดูเหมือนจะไม่มีเพดานจำกัด ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ชั้นนำอย่าง Bugatti, Pagani, Koenigsegg, Ferrari หรือ Lamborghini ต่างก็พบว่าความต้องการของลูกค้ามีมากกว่ากำลังการผลิตอย่างมหาศาล
ในขณะที่ค่ายรถยนต์ดั้งเดิมหลายค่ายกำลังเผชิญกับ “อาการเมาหมัด” จากหลายปัจจัย ทั้งกำแพงภาษีที่ทวีความเข้มข้นขึ้น, ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด, และการรุกคืบอย่างไม่หยุดยั้งของแบรนด์รถยนต์จากประเทศจีนที่เข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดด้วยนวัตกรรมและราคาที่เข้าถึงง่าย แต่ทว่า แบรนด์หรูเหล่านี้กลับสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล พร้อมด้วยยอดจองที่ยาวเหยียด จนทำให้ลูกค้าต้องรอคอยรถยนต์คู่ใจไปอีกนานข้ามปี
ตลาดรถยนต์ Luxury: การเติบโตที่สวนกระแส
ภาพรวมของตลาดรถยนต์ Luxury หรือรถยนต์ระดับหรูในปี 2025 ถือเป็นการเติบโตที่โดดเด่นอย่างน่าประหลาดใจ ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่า ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในเซกเมนต์นี้ในตลาดสหรัฐอเมริกา พุ่งทะยานแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมีมูลค่าสูงกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.7 ล้านบาทไทย
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ “เกียร์กระปุก” หรือเกียร์ธรรมดา ได้กลับมาเป็นที่ต้องการอย่างสูงอีกครั้งในหมู่ลูกค้ากลุ่มกระเป๋าหนัก ผู้ที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิมที่ให้ความรู้สึกถึงการควบคุมอย่างแท้จริง นอกจากนี้ กระแสความนิยมในการสั่งผลิตรถยนต์แบบ Customization หรือรถยนต์ที่สั่งทำพิเศษเพื่อสะท้อนตัวตนและรสนิยมเฉพาะของผู้เป็นเจ้าของ ก็ได้เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงเทรนด์ของความต้องการสินค้าที่ “เป็นเอกลักษณ์” และ “มีเรื่องราว”
ในทางกลับกัน แม้ว่ายอดขายของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกจะยังคงมีการเติบโตอยู่บ้าง แต่ก็แผ่วลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่หลายค่าย ไม่ว่าจะเป็น Audi, Ford, GM และ Volvo ต่างได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเข้ามาของ “รถ EV จีน” ซึ่งมาพร้อมกับคุณภาพที่น่าประทับใจและราคาที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิมอย่างมาก
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ตลาด EV ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในหลายประเทศ และประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน ซึ่งทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อถกเถียงที่ละเอียดอ่อนในหลายครอบครัว ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค
ปี 2025: มรสุมลูกใหญ่ของ Tesla และ Porsche
สำหรับปี 2025 ถือเป็นปีแห่งความท้าทายครั้งใหญ่สำหรับทั้ง Tesla และ Porsche
Tesla ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากรอบด้าน ทั้งยอดขายและกำไรที่ลดลงในหลายภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงการสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดในสหรัฐอเมริกาที่เคยเป็นฐานที่มั่นสำคัญ นอกจากนี้ บริษัทยังต้องรับมือกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับระบบประตูของรถยนต์ที่ขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย
ยิ่งไปกว่านั้น กระแสต่อต้าน Elon Musk ซีอีโอของบริษัท ได้ทวีความรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นที่ลูกค้าบางรายต้องติดสติกเกอร์บนรถยนต์ของตนเองเพื่อสื่อสารความรู้สึก เช่น “ซื้อรถคันนี้ก่อนที่จะได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของ Elon” สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกทางความคิดเห็นและความกังวลต่อผู้นำของบริษัท
ในฝั่งของ Porsche ถือเป็นแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด สาเหตุหลักมาจากปัญหาทางการเงินที่ซับซ้อน ประกอบกับการที่รถยนต์ EV รุ่นใหม่ อย่าง Taycan และ Macan ไม่สามารถทำยอดขายได้ตามที่คาดหวัง แม้จะทุ่มงบประมาณมหาศาลในการทำการตลาด และจ้างนักแสดงฮอลลีวูดชื่อดังระดับโลกมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม
ผลกระทบดังกล่าวส่งผลให้ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากที่บริษัทได้ปรับลดการคาดการณ์ผลประกอบการลงถึง 3 ครั้ง ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทร่วงลงกว่า 33% และเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกในรอบหลายปี โดยมีมูลค่าถึง 3.1 พันล้านยูโร
สถานการณ์ยิ่งทวีความเลวร้ายเมื่อลูกค้าประจำของ Porsche เริ่มแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับราคาที่สูงเกินจริง และการติดตั้งระบบดิจิทัลที่มากเกินไปในห้องโดยสาร ซึ่งทำให้รถยนต์สูญเสีย “จิตวิญญาณ” แห่งความเป็น Porsche ไป ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับผู้บริหาร โดย Michael Leiters ได้รับการแต่งตั้งให้เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ของ Porsche โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมนี้
Ferrari: ม้าลำพองผงาดเหนือคู่แข่ง
ในขณะที่คู่แข่งหลายแบรนด์ต้องเผชิญกับอุปสรรคและสะดุดขาตัวเอง Ferrari กลับทำผลงานได้อย่างโดดเด่นที่สุดในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับ Ultra-Luxury บริษัทสามารถรักษาระดับอัตรากำไร (Profit Margin) ได้อย่างน่าประทับใจ และมียอดจองรถยนต์เต็มยาวไปจนถึงปี 2027 ทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งอย่าง Aston Martin อย่างเห็นได้ชัด
กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของ Ferrari มาจากการที่บริษัทพึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศจีน นอกจากนี้ การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า โดยปรับลดเป้าหมายการขายรถยนต์ EV ลงเหลือเพียง 20% ภายในปี 2030 ได้ช่วยรักษา “มูลค่าแบรนด์” และ “ราคารถมือสอง” ไม่ให้ตกต่ำลงเหมือนกับกรณีของ Porsche Taycan
แม้ว่าราคาเฉลี่ยของรถยนต์ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงเลือกที่จะกลับมาซื้อซ้ำ แสดงให้เห็นถึงความภักดีต่อแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ประกอบกับรุ่นใหม่ที่กำลังจะเปิดตัวอย่าง “Amalfi” ที่กำลังเป็นที่จับตามอง ทำให้บัลลังก์ของ “ม้าลำพอง” ยังคงแข็งแกร่งและมีแนวโน้มที่จะคงอยู่ต่อไปในระยะยาว
จับตาปี 2026: เดิมพันครั้งใหม่บนสนาม Formula 1
สำหรับปีหน้า หรือปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์ทั่วโลกจะจับจ้องไปยังการเข้าร่วมการแข่งขัน Formula 1 อย่างเต็มรูปแบบของสองแบรนด์ยักษ์ใหญ่ ได้แก่ Audi และ Cadillac
Cadillac: การเข้าร่วมการแข่งขัน F1 ในฐานะทีมที่ 11 ถือเป็นก้าวสำคัญอย่างยิ่งยวดในการลบภาพลักษณ์ “รถสำหรับวัยค่อนคน” ที่เคยติดตัวแบรนด์มานาน โดยการเลือกนักแข่งระดับโลกอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาเข้าร่วมทีม เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความตั้งใจในการสร้างกระแสและความตื่นเต้น หวังใช้ความนิยมของ F1 ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เทียบเคียงกับคู่แข่งระดับพรีเมียมอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: เตรียมแผนการเข้าซื้อทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสความสนใจในแบรนด์ที่อาจจะเงียบเหงาไปบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่าศตวรรษในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต และจากข้อมูลเบื้องต้น มีแนวโน้มที่ Audi จะสามารถทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมปล่อย “Concept C” ซึ่งเป็นรถต้นแบบดีไซน์ล้ำสมัย ที่เคยเปิดตัวไปในงาน Milan Design Week โดยรถต้นแบบคันนี้จะทำหน้าที่เป็น “พิมพ์เขียว” หรือแนวทางในการพัฒนารถยนต์ Audi ยุคใหม่ ซึ่งจะผสมผสานความเป็น “ความทันสมัย” เข้ากับ “กลิ่นอายตำนาน” จากรถยนต์รุ่นคลาสสิกอย่าง Audi TT และ R8
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นและกลยุทธ์ที่ชัดเจนเหล่านี้ แนวโน้มของตลาดรถยนต์สปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ ดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงและมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน
หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะ ความหรูหรา และประวัติศาสตร์ของยานยนต์ระดับโลก หรือกำลังมองหาโอกาสในการลงทุนในตลาดที่มีพลวัตสูงนี้ การติดตามความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2026 และการปรากฏตัวของแบรนด์ชั้นนำบนเวที Formula 1 จะเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกถึงอนาคตอันน่าจับตาของตลาดนี้ อย่าพลาดที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์นี้!

