20 มกราคม 2569 เป็นผู้สมัคร สส.อีกคนที่ได้รับความสนใจ จากประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก ในศึกเลือกตั้ง 2569 สำหรับ “ยิ้ม วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์” ผู้สมัคร สส.เขต 4 จ.เชียงราย หมายเลข 4 พรรคเพื่อไทย ครอบคลุมพื้นที่ อ.พาน, อ.ป่าแดด และ อ.เมืองเชียงราย เฉพาะ ต.ห้วยสัก และ ต.ดอยลาน ที่มาพร้อมกับสโลแกน: “เจียงฮายยิ้มได้”
ความน่าสนใจของ “ยิ้ม วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์” คือวิธีการการขอคะแนนเสียงจากประชาชน ด้วยการเดินเท้าเคาะประตูบ้าน ในยุคที่การหาเสียงก้าวเข้าสู่ยุคโซเชียล แต่วิธีการที่ ยิ้ม วิสาระดี เลือกซึ่งเป็นวิธีการสุดคลาสิก กลับได้ผลตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม สำหรับ “ยิ้ม วิสาระดี” ไม่ได้ถือเป็นหน้าใหม่ทางการเมืองแต่อย่างใด แต่อยู่ในการเมืองเวทีใหญ่ระดับชาติมาเกือบ 20 ปี อีกทั้งยังเป็นหลังบ้านของ “หัวหน้าหนิม” นายจุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย อีกด้วยดังนั้นประวัติของ “ยิ้ม วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์” จึงถือว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก
เคยเป็นทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 4 จ.เชียงราย พรรคเพื่อไทย
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 4 สมัย เริ่มตั้งแต่อายุ 25 ปี (พ.ศ. 2550)
ประธานชมรมสมาชิกสมาชิกรัฐสภาสตรีไทย
สมาชิกสำนักงานคณะกรรมการสตรีรัฐสภาสหภาพรัฐสภาโลก (Inter-Parliamentary Union : IPU)
รองประธานสภาคนที่สอง คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร
โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด
กรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี
กรรมาธิการการทหาร และกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร
รองโฆษกพรรคเพื่อไทย
ตลาดซูเปอร์คาร์ปี 2025: ยุคทองแห่งความหรูหรา สวนทาง EV ที่เผชิญแรงกดดัน
บทนำ:
ปี 2025 ถือเป็นปีที่พลิกผันอย่างมีนัยสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ยุคสมัยแห่งการเติบโตแบบก้าวกระโดดของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เริ่มชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดเจน ภายใต้แรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงและนโยบายอุดหนุนที่ค่อยๆ ลดลง ในขณะเดียวกัน ตลาดรถยนต์ซูเปอร์คาร์ระดับพรีเมียมกลับเติบโตอย่างแข็งแกร่ง จนกล่าวได้ว่าเป็น “ปีทอง” ของแบรนด์หรูอย่าง Ferrari, Bugatti, Pagani และ Koenigsegg ยอดจองยาวเหยียดข้ามปี สะท้อนถึงความต้องการที่ไม่ลดลงของผู้บริโภคกลุ่มบนสุด ในทางกลับกัน แบรนด์ EV ชั้นนำอย่าง Tesla และแบรนด์รถยนต์สมรรถนะสูงอย่าง Porsche กลับต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ บทวิเคราะห์นี้จะเจาะลึกถึงพลวัตของตลาดในปี 2025 และคาดการณ์ทิศทางที่น่าสนใจในปี 2026 โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเข้ามาของยักษ์ใหญ่ในวงการมอเตอร์สปอร์ต
ซูเปอร์คาร์: ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง คือผู้ชนะที่แท้จริง
หากย้อนกลับไปไม่กี่ปีที่ผ่านมา การคาดการณ์ถึงจุดอิ่มตัวของตลาดรถยนต์ซูเปอร์คาร์ดูเหมือนจะเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ทว่า ปี 2025 ได้พิสูจน์แล้วว่าสมมติฐานดังกล่าวไม่เป็นความจริง แบรนด์รถยนต์สมรรถนะสูงที่เน้นความหรูหราและเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น Bugatti, Pagani, Koenigsegg, Ferrari และ Lamborghini ไม่เพียงแต่รักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้ แต่ยังสามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง ความต้องการรถยนต์ที่มอบประสบการณ์การขับขี่อันเร้าใจและงานฝีมือระดับสูงสุดยังคงมีอยู่มาก จนยอดจองรถรุ่นใหม่ๆ ล้นทะลัก ส่งผลให้ระยะเวลาในการรอรับรถยาวนานกว่าปกติ
ในขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่กำลังเผชิญกับความผันผวนจากปัจจัยรอบด้าน ทั้งการแข่งขันที่ดุเดือดของแบรนด์รถยนต์จีนในตลาด EV, การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนของภาครัฐ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค แบรนด์ซูเปอร์คาร์กลับสามารถทำกำไรได้อย่างงดงาม เหตุผลสำคัญประการหนึ่งคือการที่แบรนด์เหล่านี้ไม่พึ่งพาตลาดจีนเป็นหลักเหมือนผู้ผลิตรถยนต์บางราย ทำให้ได้รับผลกระทบน้อยกว่าจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในภูมิภาคดังกล่าว นอกจากนี้ การตัดสินใจอย่างรอบคอบในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของแบรนด์เหล่านี้ ยังช่วยรักษามูลค่าของรถยนต์รุ่นปัจจุบันและรถยนต์มือสองไม่ให้ตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว
ตลาดรถหรู: เติบโตสวนกระแส พร้อมดีมานด์ “เกียร์กระปุก” และการสั่งผลิตพิเศษ
ภาพรวมของตลาดรถยนต์ระดับหรู (Luxury Cars) ในปี 2025 สะท้อนการเติบโตที่แข็งแกร่ง ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในเซกเมนต์นี้ในตลาดสหรัฐอเมริกา พุ่งสูงขึ้นจนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) ซึ่งบ่งชี้ถึงกำลังซื้อที่สูงของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ การกลับมาเป็นที่ต้องการอย่างสูงของ “รถยนต์เกียร์ธรรมดา” (Manual Transmission) ในหมู่ลูกค้ากระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิม สัมผัสแห่งการควบคุมรถยนต์ด้วยตนเองอย่างแท้จริง การสั่งผลิตรถยนต์แบบคัสตอม (Customization) ที่สะท้อนถึงรสนิยมและตัวตนของเจ้าของ ก็มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับความพิเศษ ความเป็นเอกลักษณ์ และประสบการณ์ที่เหนือกว่าเพียงแค่การเดินทาง
EV: ชะลอตัว ยุติธรรม หรือเผชิญมรสุม?
แม้ว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกจะยังคงมีการเติบโต แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าอัตราการเติบโตได้ชะลอตัวลงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่หลายค่าย เช่น Audi, Ford, GM และ Volvo ต่างได้รับแรงกดดันจากการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น จากแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีน ที่สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ EV ที่มีคุณภาพดี เทคโนโลยีล้ำสมัย และราคาที่เข้าถึงได้ง่ายอย่างน่าประทับใจ
ปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อตลาด EV ได้แก่ การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในหลายประเทศ ซึ่งทำให้ราคาขายปลีกของรถ EV สูงขึ้น และประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อนในหลายสังคม ทำให้การตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อถกเถียงภายในครอบครัว ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
Tesla และ Porsche: ปี 2025 คือบททดสอบครั้งสำคัญ
ปี 2025 ถือเป็นปีที่ Tesla ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในหลายมิติ ทั้งยอดขายและกำไรที่ลดลงทั่วโลก ส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกาที่หดหายอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ Tesla ยังต้องรับมือกับปัญหาทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากการรายงานข่าวเกี่ยวกับระบบประตูที่ขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
ที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้น คือกระแสต่อต้านผู้นำอย่าง Elon Musk ที่ทวีความรุนแรงขึ้น จนมีรายงานว่าลูกค้าบางรายต้องติดสติกเกอร์เตือนใจบนรถยนต์ของตนเอง เพื่อแสดงออกถึงความผิดหวังกับทัศนคติและการกระทำของผู้บริหาร
สำหรับ Porsche ซึ่งเป็นแบรนด์รถยนต์สมรรถนะสูงระดับตำนาน ปี 2025 ถือเป็นปีที่ประสบปัญหาหนักที่สุด ปัญหาทางการเงินเป็นปัจจัยหลัก ประกอบกับการที่รถยนต์ EV รุ่นใหม่ๆ อย่าง Taycan และ Macan ไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้าที่วางไว้ แม้จะมีการทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อการตลาดและการจ้างดาราฮอลลีวูดชื่อดังมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม
ผลกระทบที่ตามมาคือ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากที่บริษัทต้องปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการถึง 3 ครั้ง ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงกว่า 33% และต้องเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกในรอบหลายปีถึง 3.1 พันล้านยูโร สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อฐานลูกค้าประจำเริ่มแสดงความไม่พอใจต่อราคาขายที่สูงเกินไป ประกอบกับการที่ระบบดิจิทัลในห้องโดยสารถูกติดตั้งมากเกินไป จนอาจบดบัง “จิตวิญญาณ” แห่งความเป็น Porsche ไป นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงครั้งใหญ่ โดย Michael Leiters ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง CEO คนใหม่ของ Porsche มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026
Ferrari: ความแกร่งเหนือคู่แข่ง คือนิยามแห่งปี 2025
ในขณะที่แบรนด์คู่แข่งกำลังเผชิญกับปัญหา Ferrari กลับผงาดขึ้นอย่างโดดเด่น ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไร (Profit Margin) ไว้ได้อย่างมหาศาล และมียอดจองรถยนต์รุ่นใหม่ๆ เต็มยาวไปจนถึงปี 2027 ซึ่งถือเป็นการทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งอย่าง Aston Martin อย่างไม่เห็นฝุ่น
กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของ Ferrari คือการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะการพึ่งพาตลาดจีนในสัดส่วนที่น้อยกว่า 10% ทำให้ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวน้อยกว่า อีกทั้งการตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า โดยปรับเป้าหมายการขาย EV ให้มีสัดส่วนเพียง 20% ภายในปี 2030 ยังช่วยรักษามูลค่าแบรนด์และราคาขายของรถยนต์มือสองไม่ให้ตกต่ำเหมือนกับกรณีของ Porsche Taycan
แม้ว่าราคาเฉลี่ยของรถยนต์ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงตัดสินใจกลับมาซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง และด้วยการมาถึงของรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองอย่าง “Amalfi” ทำให้บัลลังก์ของม้าลำพองยังคงแข็งแกร่งและมีแนวโน้มจะครองตลาดรถยนต์ซูเปอร์คาร์ต่อไปในระยะยาว
จับตาปี 2026: การแข่งขันบนสนาม Formula 1 คือเดิมพันครั้งใหม่
สำหรับปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์ทั่วโลกจะจับจ้องไปที่การก้าวเข้าสู่สังเวียน Formula 1 ของสองยักษ์ใหญ่คือ Audi และ Cadillac ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่จะพลิกโฉมภาพลักษณ์และศักยภาพของแบรนด์
Cadillac: การเข้าสู่ F1 ในฐานะทีมที่ 11 คือยุทธศาสตร์สำคัญในการลบภาพลักษณ์ “รถสำหรับผู้สูงอายุ” โดยการเลือกนักแข่งชื่อดังระดับโลกอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาเป็นส่วนหนึ่งของทีม เพื่อดึงดูดความสนใจและใช้ประโยชน์จากกระแสความนิยมของ F1 ที่กำลังพุ่งสูงขึ้นในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับแบรนด์ Cadillac ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งระดับพรีเมียมอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: เตรียมเข้าซื้อกิจการทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสให้กับแบรนด์ที่อาจจะเงียบเหงาไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ตกว่าศตวรรษ และมีแนวโน้มที่จะสามารถสร้างผลงานที่น่าประทับใจได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน F1
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” รถต้นแบบที่มีดีไซน์ล้ำสมัย ซึ่งได้จัดแสดงไปในงาน Milan Design Week เพื่อเป็นต้นแบบและทิศทางของ Audi ยุคใหม่ โดยจะผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายแห่งตำนานของ Audi TT และ R8
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ ตลาดรถยนต์สปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์จึงมีแนวโน้มที่จะยังคงร้อนแรงและเติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไป เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ความปรารถนาในสมรรถนะสูงสุด ความหรูหรา และประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นเอกลักษณ์ ยังคงเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคกลุ่มบนสุดของโลกให้คุณค่า
บทสรุปและทิศทางสู่อนาคต:
ปี 2025 ได้เปิดเผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ ตลาดซูเปอร์คาร์คือผู้ชนะที่แท้จริง ท่ามกลางความท้าทายของตลาด EV ที่กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้น การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และนโยบายที่ปรับเปลี่ยน การที่แบรนด์อย่าง Ferrari สามารถรักษาความแข็งแกร่งและเติบโตได้ แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและการบริหารจัดการที่ชาญฉลาด
สำหรับปี 2026 การเข้ามาของ Audi และ Cadillac ใน Formula 1 ไม่เพียงแต่จะเป็นการแข่งขันบนสนามแข่ง แต่ยังเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญเพื่อยกระดับแบรนด์และดึงดูดฐานลูกค้าใหม่ ซึ่งจะส่งผลต่อพลวัตของตลาดรถยนต์หรูในระยะยาว
หากคุณเป็นผู้หลงใหลในสมรรถนะอันไร้ขีดจำกัด ความหรูหราเหนือกาลเวลา และประสบการณ์การขับขี่ที่ตราตรึงใจ ปี 2026 คือช่วงเวลาที่คุณไม่ควรพลาดที่จะจับตาดูการพัฒนาและการแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้นในโลกยานยนต์ระดับพรีเมียม เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับความตื่นเต้นเร้าใจครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึง!

