วันที่ 21 มกราคม 2569 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะประธานศูนย์ KPI Poll เปิดเผยว่า สถาบันพระปกเกล้า ได้จัดทำการสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง เลือกตั้ง 69 ใครเหมาะสมเป็นนายกคนใหม่ในสายตาของประชาชน ผ่านการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 05 Special เพื่อสะท้อนมุมมอง ความรู้สึก และความคาดหวังของประชาชนต่อผู้นำทางการเมือง ก่อนการเลือกตั้งปี 2569
การสำรวจดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-11 มกราคม 2569 จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง
ผลสำรวจที่น่าสนใจพบว่า ประชาชนร้อยละ 26.2 ระบุว่ายังไม่มีบุคคลที่เหมาะสม จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ สะท้อนว่าประชาชนจำนวนมากยังไม่พบผู้นำที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างชัดเจน
ขณะที่บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อรองลงมา ได้แก่
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พรรคประชาชน ร้อยละ 18.8
นายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 16.9
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พรรคเพื่อไทย ร้อยละ 10.9
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 10.2
ผลโพลครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ตัวเลขยังไม่มีบุคคลที่เหมาะสม ไม่ได้สะท้อนเพียงความลังเลของประชาชนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง ช่องว่างความเชื่อมั่นระหว่างประชาชนกับผู้นำทางการเมืองในปัจจุบัน v เมื่อพิจารณาตามช่วงอายุ พบว่าสัดส่วนประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกผู้นำอยู่ในระดับสูงทุกเจเนอเรชัน โดย
– กลุ่ม Gen Y อายุ 28-43 ปี มีสัดส่วนยังไม่ตัดสินใจสูงสุด ร้อยละ 29.5
– รองลงมาคือ Gen X อายุ 44-59 ปี ร้อยละ 25.9
– ขณะที่ Gen Z อายุ 18-27 ปี และ Baby Boomer อายุ 60 ปีขึ้นไป อยู่ที่ร้อยละ 24.5 เท่ากัน
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า ความไม่แน่ใจในการเลือกผู้นำไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะคนรุ่นใหม่ แต่กระจายอยู่ในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มวัยทำงานหลักของประเทศ
นอกจากนี้ ผลโพลยังแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างด้านมุมมองของแต่ละเจเนอเรชัน โดย Gen Z และ Gen Y ให้คะแนนสูงสุดแก่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ขณะที่ Gen X และ Baby Boomer เลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล มากที่สุด สะท้อนความแตกต่างระหว่างคนรุ่นใหม่ที่มองหาความเปลี่ยนแปลง ความจริงใจ และความโปร่งใส กับคนวัยทำงานและผู้สูงวัยที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ ความมั่นคง และศักยภาพในการบริหารประเทศ
บทสรุปของ KPI Poll ครั้งที่ 05 Special ระบุว่า การเลือกตั้งปี 2569 ยังเป็น สนามเปิด และชัยชนะจะไม่เกิดจากกระแสเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของพรรคการเมืองและผู้นำในการสร้างความเชื่อมั่นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการสื่อสารกับกลุ่มประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจ ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้ขาดผลการเลือกตั้งครั้งนี้
สรุปภาพรวมตลาดรถยนต์ปี 2568: ซูเปอร์คาร์ยืนหนึ่ง ตลาด EV และแบรนด์จีนยังคงเป็นบททดสอบ
ปี 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งปีแห่งการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เข้มข้น ท่ามกลางสมรภูมิที่ดุเดือดของเทคโนโลยี ขั้วอำนาจที่เปลี่ยนไป และความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย บทวิเคราะห์จากผู้คร่ำหวอดในวงการเผยให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนว่า ในขณะที่บางแบรนด์กำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ แบรนด์หรูระดับซูเปอร์คาร์กลับยืนหยัดได้อย่างสง่างาม พิสูจน์ว่าความหลงใหลในสมรรถนะและความเป็นเอกลักษณ์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่เสื่อมคลาย
เมื่อย้อนกลับไปในช่วงปี 2562 ใครจะคาดคิดว่าตลาด “ซูเปอร์คาร์” จะยังคงร้อนแรงถึงขั้นนี้? ทว่า ภาพรวมของปี 2568 ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สมมติฐานดังกล่าวผิดไปอย่างสิ้นเชิง ปีนี้สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็น “ปีทองของซูเปอร์คาร์” อย่างแท้จริง อุปสงค์สำหรับรถยนต์สมรรถนะสูงจากแบรนด์อย่าง Bugatti, Pagani, Koenigsegg, Ferrari และ Lamborghini ดูเหมือนจะไม่มีขีดจำกัดใดๆ มาฉุดรั้งได้
ในขณะที่ค่ายรถยนต์แบบดั้งเดิมกำลังเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากกำแพงภาษีที่ซับซ้อน การชะลอตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และการรุกคืบอย่างรวดเร็วของแบรนด์รถยนต์จากประเทศจีน แบรนด์หรูเหล่านี้กลับสามารถกอบโกยผลกำไรมหาศาล พร้อมด้วยยอดจองที่ยาวเหยียดจนลูกค้าต้องรอรับรถข้ามปี แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความสามารถในการปรับตัวของพวกเขาในสภาวะตลาดที่ไม่แน่นอน
ตลาดรถหรู: เติบโตสวนกระแส ท่ามกลางความต้องการเฉพาะตัวที่เพิ่มสูงขึ้น
ภาพรวมตลาดรถยนต์หรูในปี 2568 เติบโตอย่างโดดเด่นเหนือความคาดหมาย ราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในเซกเมนต์นี้ในตลาดสหรัฐอเมริกา พุ่งทะยานแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เกินกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) ซึ่งสะท้อนถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่งของผู้บริโภคกลุ่มนี้
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ การกลับมาของ “เกียร์ธรรมดา” หรือ “เกียร์กระปุก” ที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างสูงในหมู่ลูกค้ากระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิม อันเป็นเอกลักษณ์ของรถสปอร์ตสมรรถนะสูง นอกจากนี้ กระแสการสั่งผลิตรถยนต์แบบ Customization หรือการปรับแต่งรถยนต์ให้สะท้อนตัวตนของเจ้าของ ก็มีแนวโน้มเติบโตอย่างชัดเจน ผู้บริโภคในกลุ่มนี้ไม่ได้มองหารถยนต์เพียงแค่ยานพาหนะ แต่ต้องการผลงานศิลปะที่บ่งบอกถึงรสนิยมและสถานะของตนเอง
ในทางกลับกัน แม้ว่ายอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลกจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ชะลอตัวลงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ระดับโลกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น Audi, Ford, GM และ Volvo ต่างได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากการแข่งขันของ “รถยนต์ EV จากประเทศจีน” ที่มีคุณภาพทัดเทียมในราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการชะลอตัวของตลาด EV ได้แก่ การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในหลายประเทศ และประเด็นทางการเมืองที่ละเอียดอ่อน ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อถกเถียงที่ละเอียดอ่อนในหลายครัวเรือน
ปี 2568: มรสุมครั้งใหญ่ของ Tesla และ Porsche
สำหรับปี 2568 ถือเป็นปีที่ Tesla ต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ยอดขายและกำไรทั่วโลกลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่วนแบ่งทางการตลาดในสหรัฐฯ หดหายอย่างต่อเนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น Tesla ยังต้องเผชิญกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับระบบประตูขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
นอกจากนี้ กระแสต่อต้าน CEO อย่าง Elon Musk ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นที่ลูกค้าบางรายต้องติดสติกเกอร์ระบุว่า “ซื้อรถก่อนที่จะรู้ว่า Elon เป็นแบบนี้” แสดงให้เห็นถึงความท้าทายด้านภาพลักษณ์และแบรนด์ที่ Tesla จำเป็นต้องเร่งแก้ไข
ในขณะที่ Porsche แบรนด์หรูสัญชาติเยอรมัน ถือเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก สาเหตุหลักมาจากปัญหาด้านการเงิน และความไม่เปรี้ยงปร้างของรถยนต์ EV รุ่นใหม่อย่าง Taycan และ Macan ที่ไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้า แม้จะทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการตลาดและดึงตัวดาราฮอลลีวูดระดับแถวหน้ามาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม
ผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของประเทศเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากที่บริษัทได้ปรับลดคาดการณ์ผลประกอบการถึง 3 ครั้งติดต่อกัน หุ้นของบริษัทร่วงลงกว่า 33% และบริษัทเผชิญกับการขาดทุนรายไตรมาสเป็นครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร สถานการณ์ยิ่งทวีความเลวร้ายเมื่อลูกค้าประจำเริ่มส่งเสียงบ่นเกี่ยวกับราคาที่สูงเกินจริง และการยัดเยียดระบบดิจิทัลในห้องโดยสารมากเกินไป จนทำให้ขาด “จิตวิญญาณ” แห่งความเป็น Porsche ไป สิ่งนี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับผู้บริหาร โดย Michael Leiters ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง CEO คนใหม่ของ Porsche โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
Ferrari ผงาดเหนือคู่แข่ง: ยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งในตลาด Luxury
ในขณะที่คู่แข่งกำลังเผชิญกับอุปสรรค Ferrari กลับสามารถรักษาผลงานที่โดดเด่นได้อย่างต่อเนื่อง บริษัทสามารถรักษาระดับอัตรากำไร (Profit Margin) ได้อย่างมหาศาล และมียอดจองที่เต็มยาวไปจนถึงปี 2570 ทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งอย่าง Aston Martin อย่างไม่เห็นฝุ่น
กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของ Ferrari คือการพึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว นอกจากนี้ การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า (ปรับลดเป้าหมายยอดขาย EV เหลือเพียง 20% ภายในปี 2573) ถือเป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด ช่วยรักษา “มูลค่าแบรนด์” และ “ราคารถยนต์มือสอง” ไม่ให้ตกต่ำลงเหมือนกับสถานการณ์ที่ Porsche Taycan กำลังเผชิญ
แม้ว่าราคาเฉลี่ยของรถยนต์ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่สิ่งที่น่าประทับใจคือ ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงเลือกที่จะกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งสะท้อนถึงความภักดีต่อแบรนด์และความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์ และเมื่อพิจารณาถึงรุ่นใหม่ที่กำลังเป็นที่จับตามองอย่าง “Amalfi” ก็ยิ่งตอกย้ำว่า บัลลังก์ของม้าลำพองจะยังคงแข็งแกร่งต่อไปในระยะยาว
ปี 2569: เดิมพันครั้งใหม่บนสังเวียน Formula 1
สำหรับปี 2569 สายตาของวงการยานยนต์ทั่วโลกจะจับจ้องไปที่การเข้าร่วมการแข่งขัน Formula 1 ของ Audi และ Cadillac ซึ่งถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญของทั้งสองแบรนด์
Cadillac: การก้าวเข้าสู่ Formula 1 ในฐานะทีมที่ 11 ถือเป็นก้าวสำคัญที่แบรนด์ตั้งใจจะลบภาพลักษณ์ “รถสำหรับผู้สูงวัย” ออกไป โดยการเลือกนักแข่งชื่อดังอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาเป็นส่วนหนึ่งของทีม เพื่อเรียกกระแสและความสนใจจากแฟนมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก Cadillac หวังที่จะใช้ความนิยมที่พุ่งสูงขึ้นของ Formula 1 ในสหรัฐอเมริกา เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งระดับพรีเมียมอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: เตรียมแผนการเข้าซื้อทีม Sauber เพื่อปลุกกระแสแบรนด์ที่อาจจะดูเงียบเหงาไปบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและประสบความสำเร็จในวงการมอเตอร์สปอร์ตมานานกว่าศตวรรษ และมีแนวโน้มที่น่าจะทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” รถต้นแบบดีไซน์ล้ำยุค ที่ได้จัดแสดงไปในงาน Milan Design Week ซึ่งรถคันนี้จะทำหน้าที่เป็น “พิมพ์เขียว” สำหรับ Audi ยุคใหม่ ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของตำนานอย่าง Audi TT และ R8
ด้วยทิศทางอันน่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของตลาดรถสปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ ดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน
สำหรับผู้ที่กำลังมองหาสุดยอดสมรรถนะและสุนทรียภาพแห่งการขับขี่ อย่าพลาดที่จะติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดรถยนต์หรูและซูเปอร์คาร์ในปี 2569 ที่กำลังจะมาถึง การลงทุนในรถยนต์เหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการครอบครองยานพาหนะ แต่คือการลงทุนในมรดกทางวิศวกรรมและศิลปะยานยนต์ที่แท้จริง

