จากกรณี น.ส.บัว หรือ จูน สีหาวง อายุ 25 ปี แม่บ้านสาวชาวลาว ผู้ต้องสงสัยฆ่าปาดคอ น.ส.สมสวาท ส่งสัมพันธ์ หรือ ป้าหมู อายุ 79 ปี อดีตครูเกษียณ ภายในบ้านพักย่านนวมินทร์ ก่อนหลบหนีไป เบื้องต้นคาดว่าไม่พอใจถูกไล่ออก และปัญหาเรื่องเงิน เหตุเกิดพื้นที่ สน.บึงกุ่ม วันที่ 21 ม.ค. ที่ผ่านมา ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้
ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.ท.พิเชษฐ์ ก้อนแพง สว.(สอบสวน) สน.บึงกุ่ม เดินทางไปยังศาลอาญารัชดา เพื่อขออำนาจศาลอนุมัติหมายจับ น.ส.บัว หรือ จูน ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับศาลอาญาที่ 382/2569 ลงวันที่ 22 ม.ค. 69 ข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
ส่วนด้านการสืบสวนติดตามตัวคนร้าย พ.ต.อ.ธัญญพัทธ์ บุญสุข ผกก.สส.บก.น.4 พร้อมชุดสืบสวน บก.สส.บชน.และ สน.บึงกุ่ม กำลังติดตามตัวอย่างใกล้ชิด ขณะนี้หลบซ่อนตัวอยู่แนวชายแดนไทย-ลาว แต่ยังไม่ออกนอกประเทศ
จากการสอบถามพยานแวดล้อมทำให้ทราบว่า น.ส.บัว มีอาการทางจิตที่หมกมุ่นไปในทางไสยศาสตร์ โดยลงมือกระหน่ำฟันที่ใบหน้าจนจำหน้าไม่ได้ เหมือนกับว่าเป็นการสะกดวิญญาณ และได้เตรียมการมาเป็นอย่างดี ส่วนทรัพย์สินในบ้านยังอยู่ครบ จึงสรุปได้ว่าที่ลงมือก่อเหตุ เนื่องจากความแค้นส่วนตัว
อุตสาหกรรมยานยนต์: ยุคทองของซูเปอร์คาร์ สู่สมรภูมิ F1 ในปี 2025-2026
บทนำ
ปี 2025 ถือเป็นปีแห่งการพลิกผันและท้าทายในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก ในขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และรถยนต์ทั่วไปกำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงจากแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีนที่มีผลิตภัณฑ์คุณภาพและราคาที่เข้าถึงง่าย ประกอบกับการสิ้นสุดมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ และปัจจัยด้านการเมืองที่ส่งผลให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนในการตัดสินใจของผู้บริโภคหลายกลุ่ม ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ ตลาดซูเปอร์คาร์กลับเจิดจรัส กลายเป็น “ปีทอง” ที่แท้จริงของแบรนด์ระดับพรีเมียมอย่าง Bugatti, Pagani, Koenigsegg และ Ferrari ที่มียอดจองล้นหลามจนส่งมอบรถได้ยาวข้ามปี แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่ไม่เคยมีเพดานสำหรับยานยนต์สมรรถนะสูง
ในทางกลับกัน แบรนด์ที่เคยแข็งแกร่งอย่าง Porsche และ Tesla กลับประสบกับปีที่ยากลำบาก Porsche เผชิญปัญหาทางการเงินอย่างหนักจนหลุดจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนี ขณะที่ Tesla สูญเสียส่วนแบ่งการตลาดและต้องรับมือกับกระแสต่อต้านที่พุ่งสูงต่อ Elon Musk ซีอีโอของบริษัท
เมื่อมองไปข้างหน้าสู่ปี 2026 การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์จะทวีความเข้มข้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสนามมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกอย่าง Formula 1 ซึ่ง Audi และ Cadillac ได้ประกาศเข้าร่วมอย่างเป็นทางการ โดยหวังใช้เวทีนี้ในการพลิกฟื้นภาพลักษณ์ สร้างความน่าสนใจ และดึงดูดฐานลูกค้าใหม่ๆ ที่ชื่นชอบความเร็วและเทคโนโลยีล้ำสมัย
ภาพรวมตลาดรถยนต์หรู: ความต้องการที่ไม่มีวันสิ้นสุด
หากย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน หลายคนอาจตั้งคำถามถึงจุดอิ่มตัวของตลาดซูเปอร์คาร์ แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมของปี 2025 สมมติฐานดังกล่าวกลับถูกหักล้างอย่างสิ้นเชิง ปีนี้ได้รับการบันทึกว่าเป็น “ปีแห่งซูเปอร์คาร์” อย่างแท้จริง โดยไม่ปรากฏสัญญาณการชะลอตัวของความต้องการยานยนต์สมรรถนะสูงจากแบรนด์ชั้นนำอย่าง Bugatti, Pagani, Koenigsegg, Ferrari หรือ Lamborghini
ในขณะที่ค่ายรถยนต์ดั้งเดิมกำลังเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นกำแพงภาษีที่ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่ชะลอตัว และการรุกคืบอย่างไม่หยุดยั้งของแบรนด์รถยนต์สัญชาติจีน ซึ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงในราคาที่แข่งขันได้ กลุ่มซูเปอร์คาร์กลับสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล พร้อมกับยอดจองที่ยาวเหยียด ทำให้ลูกค้าต้องรอรับรถเป็นเวลานานข้ามปี
ข้อมูลเชิงลึกจากตลาดสหรัฐอเมริกาชี้ให้เห็นถึงการเติบโตที่โดดเด่นของตลาดรถยนต์ Luxury โดยราคาเฉลี่ยของรถยนต์ใหม่ในเซกเมนต์นี้ได้พุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เกินกว่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.7 ล้านบาท) ซึ่งบ่งชี้ถึงกำลังซื้อที่แข็งแกร่งและทัศนคติของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสมรรถนะ ความหรูหรา และความเป็นเอกลักษณ์
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ “เกียร์ธรรมดา” (Manual Transmission) กลับมาเป็นที่ต้องการอย่างสูงอีกครั้งในหมู่กลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนักที่โหยหาประสบการณ์การขับขี่แบบดั้งเดิม ควบคู่ไปกับกระแสการสั่งผลิตรถยนต์แบบ Custom-made ที่เปิดโอกาสให้เจ้าของรถสามารถสะท้อนตัวตนและรสนิยมเฉพาะตัวได้อย่างเต็มที่ แนวโน้มนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปเพียงใด ประสบการณ์และความรู้สึกในการขับขี่แบบคลาสสิกยังคงมีคุณค่าอย่างมากในสายตาของนักเลงรถตัวจริง
การชะลอตัวของตลาด EV และความท้าทายของแบรนด์ดั้งเดิม
ตรงกันข้ามกับภาพของซูเปอร์คาร์ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั่วโลก แม้จะยังคงมีการเติบโต แต่กลับมีอัตราที่แผ่วลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนต่อค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่หลายราย ไม่ว่าจะเป็น Audi, Ford, GM และ Volvo ที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดจาก “รถ EV จีน” ซึ่งสามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีเยี่ยม ควบคู่ไปกับราคาที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลายและน่าสนใจมากขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการชะลอตัวนี้ ได้แก่ การสิ้นสุดมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐในหลายประเทศ ซึ่งส่งผลให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ประเด็นทางการเมืองที่ซับซ้อนและความกังวลเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ ตลอดจนอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นหัวข้อถกเถียงที่ละเอียดอ่อนในหลายครัวเรือน
Tesla และ Porsche: ปีแห่งมรสุมและบทเรียนราคาแพง
สำหรับปี 2025 ถือเป็นปีที่ Tesla ต้องเผชิญกับความท้าทายรอบด้านอย่างแท้จริง ทั้งยอดขายและกำไรทั่วโลกที่ลดลงอย่างน่าใจหาย ส่วนแบ่งการตลาดในสหรัฐอเมริกาที่หดหายไปอย่างต่อเนื่อง ซ้ำยังต้องเผชิญกับคดีความที่เกี่ยวข้องกับระบบประตูรถยนต์ที่ขัดข้องขณะเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
ยิ่งไปกว่านั้น กระแสต่อต้าน Elon Musk ซีอีโอของ Tesla ได้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก จนมีรายงานว่าลูกค้าบางรายต้องติดสติกเกอร์ที่ด้านท้ายรถของตนเอง เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมหรือคำพูดของ Musk ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่เริ่มสั่นคลอน
ในส่วนของ Porsche แบรนด์รถสปอร์ตหรูจากเยอรมนี ถือเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดในปีนี้ สาเหตุหลักมาจากปัญหาทางการเงินและการที่รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่อย่าง Taycan และ Macan ไม่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แม้จะมีการทุ่มงบประมาณมหาศาลกับการตลาด โดยการดึงตัวดาราฮอลลีวูดระดับแม่เหล็กมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็ตาม
ผลกระทบดังกล่าวทำให้ Porsche ถูกถอดออกจากดัชนีหุ้นหลักของเยอรมนีในเดือนกันยายน หลังจากที่บริษัทต้องปรับลดประมาณการผลประกอบการถึง 3 ครั้ง ส่งผลให้ราคาหุ้นร่วงลงกว่า 33% และประสบกับการขาดทุนรายไตรมาสครั้งแรกถึง 3.1 พันล้านยูโร สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง เมื่อลูกค้าประจำเริ่มออกมาแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับราคาที่สูงเกินจริง และการนำเสนอระบบดิจิทัลที่มากเกินไปในห้องโดยสาร ซึ่งบั่นทอน “จิตวิญญาณ” แห่งความเป็น Porsche อันเป็นเอกลักษณ์
ด้วยเหตุนี้ จึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระดับผู้บริหาร โดย Michael Leiters ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ของ Porsche โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 เป็นต้นไป ซึ่งภารกิจหลักของเขาคือการนำพาแบรนด์กลับคืนสู่ความรุ่งเรืองอีกครั้ง
Ferrari: ม้าลำพองผงาดเหนือคู่แข่ง
ท่ามกลางคู่แข่งที่กำลังประสบปัญหา Ferrari กลับยืนหยัดอย่างสง่างาม และทำผลงานได้อย่างโดดเด่นที่สุด โดยสามารถรักษาระดับอัตรากำไร (Profit Margin) ได้อย่างมหาศาล และมียอดจองรถยนต์ที่เต็มยาวไปจนถึงปี 2027 ทิ้งห่างแบรนด์คู่แข่งอย่าง Aston Martin แบบไม่เห็นฝุ่น
กุญแจสำคัญของความสำเร็จนี้ คือการที่ Ferrari พึ่งพาตลาดจีนน้อยกว่า 10% ทำให้บริษัทไม่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีน นอกจากนี้ การตัดสินใจ “ชะลอ” แผนการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า โดยปรับลดเป้าหมายยอดขาย EV เหลือเพียง 20% ภายในปี 2030 ช่วยรักษาคุณค่าของแบรนด์ และมูลค่ารถยนต์มือสองไม่ให้ตกต่ำเหมือนที่เกิดขึ้นกับ Porsche Taycan
แม้ราคาเฉลี่ยของรถ Ferrari จะสูงกว่า Porsche ถึง 4 เท่า แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อคือ ลูกค้าเก่ากว่า 80% ยังคงกลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งสะท้อนถึงความภักดีและความพึงพอใจในผลิตภัณฑ์และแบรนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง “Amalfi” กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก ทำให้บัลลังก์ของม้าลำพองยังคงแข็งแกร่งและมั่นคงในระยะยาว
จับตาปี 2026: เดิมพันครั้งใหม่ในสนาม Formula 1
สำหรับปี 2026 สายตาของวงการยานยนต์ทั่วโลกจะจับจ้องไปยังสังเวียน Formula 1 อีกครั้ง เมื่อสองยักษ์ใหญ่ Audi และ Cadillac ประกาศเข้าร่วมการแข่งขันอย่างเป็นทางการ โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการใช้กีฬามอเตอร์สปอร์ตระดับสูงสุดนี้เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และขยายฐานลูกค้า
Cadillac: การเข้าสู่ F1 ในฐานะทีมที่ 11 ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของ Cadillac จากแบรนด์ที่มักถูกมองว่าเป็น “รถสำหรับผู้สูงวัย” ให้กลายเป็นแบรนด์ที่ทันสมัยและน่าตื่นเต้น การเลือกนักแข่งชื่อดังอย่าง Valtteri Bottas และ Sergio Perez มาร่วมทีม เป็นการดึงดูดความสนใจของแฟนมอเตอร์สปอร์ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกาที่ความนิยมของ Formula 1 กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน Cadillac หวังว่าการปรากฏตัวในสนาม F1 จะช่วยยกระดับแบรนด์ให้ทัดเทียมกับคู่แข่งระดับโลกอย่าง BMW และ Mercedes-Benz
Audi: เตรียมเข้าสู่สมรภูมิ F1 ด้วยการเข้าซื้อทีม Sauber ซึ่งเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการปลุกกระแสแบรนด์ Audi ที่อาจเงียบเหงาไปบ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Audi มีประวัติศาสตร์อันยาวนานในวงการมอเตอร์สปอร์ตกว่าศตวรรษ และมีแนวโน้มที่จะทำผลงานได้ดีกว่าคู่แข่งจากอเมริกาในช่วงเริ่มต้นของการแข่งขัน
นอกจากนี้ Audi ยังเตรียมเปิดตัว “Concept C” ซึ่งเป็นรถต้นแบบดีไซน์ล้ำสมัยที่ได้เผยโฉมไปในงาน Milan Design Week แนวคิดการออกแบบของ Concept C จะเป็นพิมพ์เขียวสำคัญสำหรับ Audi ยุคใหม่ โดยผสานความล้ำสมัยเข้ากับกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของรุ่นคลาสสิกอย่าง Audi TT และ R8 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงทิศทางของแบรนด์ในอนาคต
ด้วยทิศทางที่น่าตื่นเต้นเหล่านี้ แนวโน้มของรถสปอร์ตหรูระดับไฮเอนด์ดูเหมือนจะยังคงร้อนแรงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2026 และปีต่อๆ ไปอย่างแน่นอน การแข่งขันในสนาม F1 จะเป็นเวทีสำคัญในการพิสูจน์สมรรถนะและเทคโนโลยีของแต่ละแบรนด์ พร้อมทั้งสร้างแรงบันดาลใจและดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ ที่มีความหลงใหลในนวัตกรรมและความเร็ว
บทสรุปและคำเชิญชวน
ปี 2025 ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ตลาดซูเปอร์คาร์ยังคงมีศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัด และสามารถเติบโตได้อย่างสวนกระแสกับสภาวะตลาดโดยรวม ในขณะที่ความท้าทายสำหรับแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าและแบรนด์ดั้งเดิมก็เป็นบทเรียนสำคัญที่ต้องนำไปปรับใช้
การแข่งขันที่กำลังจะเกิดขึ้นในสนาม Formula 1 ในปี 2026 ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงเต็มไปด้วยนวัตกรรมและความตื่นเต้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้บริโภคในระยะยาว
หากคุณคือผู้ที่หลงใหลในสมรรถนะ ความหรูหรา และเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ไม่ว่าจะเป็นซูเปอร์คาร์สุดหรู หรือเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตที่กำลังจะปรากฏบนสนามแข่ง Formula 1 นี่คือช่วงเวลาที่คุณไม่ควรพลาดที่จะติดตามความเคลื่อนไหว และพิจารณาถึงการลงทุนในยานยนต์ที่จะสร้างประสบการณ์อันน่าประทับใจและทรงคุณค่าให้กับชีวิตของคุณ!

