ที่ศูนย์อำนวยการร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์ฯ กล่าวถึง ความกังวลใจกรณีฝ่ายกัมพูชาจะมีการเสริมกำลังอาวุธ จากการเผยแพร่ภาพเครื่องบินขนส่งจากประเทศเบลารุส บินไปยังกรุงพนมเปญหลังมีการลงนามในแถลงการณ์หยุดยิงว่า
ในกรณีที่เป็นข่าวที่มีการวิเคราะห์ไปต่างๆ นานา ขอให้เชื่อมั่นในกองทัพอากาศ ซึ่งเราทราบว่าจุดเริ่มต้นมาจากไหน ปลายทางไปถึงจุดไหน ผ่านประเทศอะไรบ้าง และเครื่องบินลำนี้สามารถบรรทุกได้เท่าไหร่ มีพิสัยบินเท่าไหร่และควรมีอะไรบรรทุกอยู่ในนั้นบ้าง ซึ่งเราดำเนินการต่อในแง่ของข่าวกรอง
ขอให้มั่นใจว่าแม้จะมีอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเติมกำลัง หรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้ามีการใช้ขึ้นมา เรามีมาตรการป้องกัน ดูแลพี่น้องประชาชน บางครั้งมันอาจจะเป็นข่าวที่เป็นข้อสงสัย ก็ส่งมาหลังไมค์สอบถามได้ ซึ่งเราพร้อมจะตอบ ยืนยันว่าไม่ได้มีภัยคุกคามอะไร บางทีลือหรือวิพากษ์วิจารณ์กันไป อาจจะเกิดการวิตกกังวลใจ
ตอนนี้เราต้องการสร้างบรรยากาศในเรื่องของการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ซึ่งประชาชนสองประเทศได้รับผลกระทบ พร้อมเดินหน้าไปตามแถลงการณ์ดังกล่าว เพื่อนำไปสู่สันติสุขอย่างยั่งยืน
นาวาอากาศโท ณัฐนัย จันทร์เปล่ง ผู้ช่วยโฆษกกองทัพอากาศ กล่าวว่า สำหรับเครื่องบินขนส่งสินค้า IL62M ที่เดินทางไปที่กรุงพนมเปญนั้น ทางกองทัพอากาศติดตามความเคลื่อนไหวของเที่ยวบินนี้อย่างใกล้ชิด นอกจากนั้นยังต้องติดตามดูความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอแสดงความเชื่อมั่นกับพี่น้องประชาชนว่า กองทัพอากาศยังเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง หากมีเหตุการณ์ขึ้น กองทัพอากาศก็ยังมีความพร้อม

ต่อมา ทางเพจ Army military force ระบุว่า เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 28 ธันวาคม 2568 เครื่องบินขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ (Cargo) Boeing 747-4FTF (400F) ไฟล์ท CAO10903 ทะเบียน B-2475 ของสายการบิน Air China ได้ลงจอด ณ สนามบินนานาชาติเตโช จังหวัดกันดาล โดยมีรายงานว่าเที่ยวบินดังกล่าวบินตรงมาจากนครเซี่ยงไฮ้ มุ่งหน้าสู่พนมเปญ
ในเวลาต่อมา รัฐบาลจีนได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า ได้จัดส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฉุกเฉิน ให้แก่รัฐบาลกัมพูชา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก
เหนือกว่าทุกขีดจำกัด: 5 สุดยอด Hypercar ทะยานสู่โลกแห่งความเร็วปี 2025
ในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์ก้าวล้ำไปอย่างไม่หยุดยั้ง คำว่า “Hypercar” ไม่ได้เป็นเพียงนิยามของรถยนต์สมรรถนะสูงอีกต่อไป แต่หมายถึงสัญลักษณ์แห่งความปราดเปรียวสูงสุด การออกแบบที่ล้ำสมัย และวิศวกรรมที่ไร้ที่ติ สำหรับผู้ที่หลงใหลในความเร็วและกำลังมหาศาล การได้สัมผัสประสบการณ์เหนือขีดจำกัดของ Hypercar คือความฝันที่เป็นจริง ในบทความนี้ เราจะพาคุณดำดิ่งสู่โลกอันน่าตื่นเต้นของ รถยนต์ที่เร็วที่สุดในโลกประจำปี 2025 เจาะลึกเบื้องหลังของสุดยอดเครื่องจักรที่ท้าทายทุกกฎเกณฑ์แห่งฟิสิกส์ ด้วยมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในวงการยานยนต์กว่าทศวรรษ
ตลาด Hypercar ในปัจจุบันมีการแข่งขันที่เข้มข้นกว่าที่เคย ผู้ผลิตชั้นนำต่างงัดกลยุทธ์และเทคโนโลยีล่าสุดออกมาประชันกัน เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถทะยานไปสู่ความเร็วสูงสุดได้อย่างน่าทึ่ง โดยไม่ทิ้งการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์และความหรูหราที่บ่งบอกถึงสถานะของผู้ครอบครอง แต่ละคันที่ปรากฏสู่สายตา ไม่ใช่แค่ยานพาหนะ แต่เป็นผลงานศิลปะทางวิศวกรรมที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันขีดจำกัดของมนุษย์
เมื่อพูดถึง ความเร็วสูงสุดของรถยนต์ เราไม่ได้มองแค่ตัวเลขบนมาตรวัด แต่คือการพิสูจน์ความอัจฉริยะทางวิศวกรรมที่หล่อหลอมรวมกับจิตวิญญาณแห่งการแข่งขัน Hypercar ในปี 2025 ยังคงรักษามาตรฐานอันสูงลิ่วจากการประชันในปีที่ผ่านๆ มา โดยมีการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ วันนี้เราจะมาเปิดเผย 5 อันดับ Hypercar ที่ทรงพลังและเร็วที่สุดในโลก ที่พร้อมจะเปลี่ยนนิยามของคำว่า “ความเร็ว” ให้กับคุณ
SSC Tuatara: ครองบัลลังก์แห่งความเร็วที่เหนือจินตนาการ
เริ่มต้นการเดินทางด้วย SSC Tuatara จาก SSC North America ผู้ผลิตจากสหรัฐอเมริกา ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนา Hypercar สู่ระดับสูงสุด Tuatara ไม่ได้เป็นเพียงชื่อ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการก้าวข้ามขีดจำกัดทางวิศวกรรม โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อท้าทายสถิติความเร็วโลกอย่างจริงจัง และในปี 2025 นี้ มันยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง
SSC Tuatara เปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 และสร้างความฮือฮาด้วยดีไซน์ที่ผสมผสานระหว่างความดุดันและความสง่างาม เส้นสายของตัวรถถูกออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ขั้นสูง เพื่อลดแรงต้านอากาศให้ได้มากที่สุด ทำให้มันทะยานไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สัดส่วนของรถถูกคำนวณมาอย่างแม่นยำ เพื่อสร้างแรงกด (downforce) ที่เหมาะสมในยามที่ต้องเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง ไฟหน้า LED รูปทรงเหลี่ยมที่เฉียบคม กระจังหน้าที่ดูแข็งแกร่ง และช่องรับอากาศขนาดใหญ่ที่อยู่รอบคัน ล้วนสะท้อนถึงสมรรถนะที่ซ่อนอยู่ภายใน
ภายใต้เปลือกอันล้ำสมัยนี้ คือหัวใจที่เต้นแรงไม่หยุดหย่อน SSC Tuatara ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V8 ขนาด 5.9 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบทวินเทอร์โบชาร์จ ที่รีดกำลังออกมาได้ถึง 1,750 แรงม้า เมื่อใช้น้ำมัน E85 แรงบิดสูงสุดก็ทะยานไปถึง 1,617 นิวตัน-เมตร การจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด แบบคลัตช์คู่ (dual-clutch transmission) ที่ตอบสนองฉับไว ทำให้การส่งกำลังเป็นไปอย่างต่อเนื่องและราบรื่น อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เวลาเพียง 2.5 วินาทีเท่านั้น แต่ที่น่าประทับใจที่สุดคือ ความเร็วสูงสุดที่ SSC Tuatara ทำได้ถึง 532.6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงสถิติ แต่คือบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการเป็น “รถที่เร็วที่สุดในโลก” อย่างแท้จริง ด้วยการผลิตที่จำกัดเพียง 125 คัน ทำให้ SSC Tuatara กลายเป็น Hypercar ที่ทั้งทรงพลัง หายาก และเป็นที่ต้องการของนักสะสมทั่วโลก
Bugatti Chiron Super Sport 300+: ตำนานแห่งความเร็วจาก Molsheim
Bugatti Chiron Super Sport 300+ คืออีกหนึ่ง Hypercar ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการยานยนต์ ด้วยการเป็นรถยนต์โปรดักชันคันแรกที่สามารถทำความเร็วเกิน 300 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 483 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ซึ่งในเวอร์ชันล่าสุดปี 2025 นี้ Bugatti ยังคงพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันด้านความเร็วสูงสุด
Chiron Super Sport 300+ ไม่ได้มีดีแค่สมรรถนะ แต่ยังรวมถึงการออกแบบที่สง่างามและดุดันตามแบบฉบับของ Bugatti ตัวถังที่ถูกปรับปรุงตามหลักอากาศพลศาสตร์เพื่อรองรับความเร็วสูงเป็นพิเศษ การใช้สีดำเงาตัดกับสีส้มอันเป็นเอกลักษณ์ และการตกแต่งภายในที่หรูหราด้วยวัสดุคุณภาพสูงอย่างหนังแท้และคาร์บอนไฟเบอร์ แสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียดทุกอณู
หัวใจของ Chiron Super Sport 300+ คือเครื่องยนต์ W16 ขนาด 8.0 ลิตร ที่มาพร้อมเทอร์โบชาร์จ 4 ตัว อันเลื่องชื่อของ Bugatti ซึ่งในรุ่นนี้สามารถรีดพละกำลังได้ถึง 1,600 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 1,600 นิวตัน-เมตร การทำงานร่วมกับเกียร์คลัตช์คู่ 7 สปีด ทำให้มันสามารถส่งกำลังไปสู่ล้อทั้งสี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ภายใน 2.4 วินาที และ ความเร็วสูงสุดที่บันทึกได้ถึง 509.3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การผลิตที่จำกัดเพียง 30 คันทั่วโลก ทำให้ Bugatti Chiron Super Sport 300+ เป็น Hypercar ที่ไม่เพียงแต่เร็ว แต่ยังเป็นมรดกแห่งวิศวกรรมยานยนต์ที่ประเมินค่ามิได้
Hennessey Venom F5: พลังดิบจาก Texas
Hennessey Venom F5 คือ Hypercar จากผู้ผลิตอิสระอย่าง Hennessey Special Vehicles ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ที่สุดของความเร็ว” ด้วยการพัฒนาที่เน้นสมรรถนะดิบๆ และการออกแบบที่เน้นประโยชน์ใช้สอยตามหลักอากาศพลศาสตร์ Venom F5 โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่ดุดัน โฉบเฉี่ยว และมีความเป็นรถแข่งฟอร์มูล่าวันผสมผสานอยู่
การออกแบบภายนอกของ Venom F5 สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างรถที่สามารถทำความเร็วได้สูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ช่องรับอากาศขนาดใหญ่ ตัวถังที่เน้นความลู่ลม และสปอยเลอร์หลังที่สามารถปรับระดับได้ ล้วนมีส่วนช่วยในการควบคุมรถที่ความเร็วสูง การตกแต่งภายในเน้นความเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความหรูหรา วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ที่ใช้ทั่วทั้งคันช่วยลดน้ำหนัก ส่วนเบาะนั่งแบบ Bucket Seat ที่ทำจากหนัง Alcantara ช่วยโอบกระชับผู้ขับขี่ในทุกสภาวะการขับขี่
ภายใต้ฝากระโปรง Hennessey Venom F5 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8 ขนาด 6.6 ลิตร พร้อมระบบอัดอากาศแบบทวินเทอร์โบชาร์จ ที่สามารถผลิตพละกำลังได้มากถึง 1,817 แรงม้า ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ที่มีกำลังสูงสุดในโลกยานยนต์ การจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่ ทำให้การส่งกำลังเป็นไปอย่างราบรื่นและทรงพลัง อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ใน 2.6 วินาที และ ความเร็วสูงสุดที่ Hennessey Venom F5 ถูกออกแบบมาให้ทำได้ถึง 484 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แม้ตัวเลขอาจจะยังไม่เท่ากับผู้นำ แต่ Venom F5 ก็เป็น Hypercar ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ด้วยศักยภาพที่อาจจะทะลุขีดจำกัดได้อีกในอนาคต
Bugatti Bolide: สู่สนามแข่งอย่างแท้จริง
Bugatti Bolide คือ Hypercar ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างจิตวิญญาณแห่งรถแข่งฟอร์มูล่าวันกับสุดยอดวิศวกรรมของ Bugatti Bolide ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์เดียวคือ “ประสิทธิภาพการขับขี่ในสนามแข่ง” ด้วยน้ำหนักที่เบาอย่างไม่น่าเชื่อและการออกแบบที่เน้นหลักอากาศพลศาสตร์อย่างถึงที่สุด
การออกแบบภายนอกของ Bolide นั้นฉีกออกไปจาก Chiron อย่างชัดเจน ด้วยรูปทรงที่เฉียบคม ดุดัน และเน้นประโยชน์ใช้สอยตามหลัก Aerodynamics อย่างเต็มที่ ไฟหน้า LED ทรงกลมที่ดูแปลกตา ช่องรับอากาศขนาดใหญ่ที่กระจายอยู่ทั่วคัน รวมถึงปีกหลังแบบ GT ที่ให้แรงกดสูง ล้วนสะท้อนถึงความตั้งใจที่จะสร้างรถที่สามารถบังคับควบคุมได้ง่ายที่ความเร็วสูง ตัวถังที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา ทำให้รถมีน้ำหนักรวมเพียง 1,240 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเบามากสำหรับ Hypercar
หัวใจของ Bugatti Bolide คือเครื่องยนต์ W16 ขนาด 8.0 ลิตร อันเป็นเอกลักษณ์ของ Bugatti ที่ได้รับการปรับปรุงให้สามารถผลิตพละกำลังได้ถึง 1,850 แรงม้า และแรงบิด 1,850 นิวตัน-เมตร เมื่อใช้เชื้อเพลิงออกเทนสูง การผสมผสานระหว่างพละกำลังมหาศาลกับน้ำหนักที่เบา ทำให้ Bolide มีอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่น่าทึ่งเพียง 2.17 วินาที และ ความเร็วสูงสุดที่คาดการณ์ไว้สูงถึง 490.4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง Bugatti Bolide เป็น Hypercar ที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถแข่งและต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ใกล้เคียงกับรถ Formula 1 ที่สุด
Devel Sixteen: จรวดทางเรียบจากตะวันออกกลาง
Devel Sixteen คือ Hypercar ที่มาพร้อมความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่จาก Devel Motors ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถูกออกแบบมาเพื่อท้าทายทุกสถิติความเร็ว และเป็นตัวแทนของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจากภูมิภาคตะวันออกกลาง
รูปลักษณ์ภายนอกของ Devel Sixteen นั้นมีความดุดัน โฉบเฉี่ยว และดึงดูดทุกสายตา เส้นสายของตัวรถดูราวกับพายุที่กำลังก่อตัว ไฟหน้าทรงกลมที่ดูโดดเด่น กระจังหน้าและช่องดักอากาศขนาดใหญ่ รวมถึงสปอยเลอร์หลังที่ทรงพลัง ล้วนบ่งบอกถึงสมรรถนะอันไร้ขีดจำกัด การตกแต่งภายในที่หรูหราด้วยวัสดุระดับพรีเมียมอย่างหนังชั้นดี คาร์บอนไฟเบอร์ และโลหะ พร้อมด้วยเบาะนั่งสปอร์ตที่รองรับสรีระผู้ขับขี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
สำหรับขุมพลัง Devel Sixteen มาพร้อมกับเครื่องยนต์ V16 ขนาด 12.3 ลิตร ที่ได้รับการโมดิฟายพิเศษ พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบชาร์จ 4 ตัว ซึ่งสามารถผลิตพละกำลังได้มหาศาลถึง 5,007 แรงม้า (ในรุ่นพิเศษที่ใช้เชื้อเพลิงพิเศษ) และรุ่นที่ใช้งานทั่วไปก็มีกำลังสูงถึง 3,000 แรงม้า ตัวเลขเหล่านี้ทำให้ Devel Sixteen กลายเป็น Hypercar ที่มีกำลังเครื่องยนต์มากที่สุดในโลกอย่างไม่ต้องสงสัย แม้ว่าตัวเลข ความเร็วสูงสุดที่ถูกประกาศไว้จะสูงถึง 560 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ก็ยังคงต้องรอการทดสอบยืนยันอย่างเป็นทางการในสภาพแวดล้อมจริง Devel Sixteen คือ Hypercar ที่แสดงถึงความกล้าที่จะฝันให้ใหญ่และผลักดันเทคโนโลยีให้ไปถึงขีดสุด
อนาคตแห่งความเร็ว: การแข่งขันที่ไม่มีที่สิ้นสุด
การจัดอันดับ Hypercar ที่เร็วที่สุดในโลกประจำปี 2025 นี้ เป็นเพียงภาพสะท้อนส่วนหนึ่งของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวิศวกรรมยานยนต์ที่น่าทึ่ง โลกแห่ง Hypercar ยังคงมีการแข่งขันที่เข้มข้น ผู้ผลิตแต่ละรายต่างทุ่มเททรัพยากรเพื่อพัฒนาขีดจำกัดของความเร็ว ความแรง และประสิทธิภาพให้ก้าวล้ำไปเรื่อยๆ
เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า สมรรถนะสูง (Electric Performance Vehicles – EPVs) และการใช้ประโยชน์จากวัสดุศาสตร์ขั้นสูง จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของ Hypercar ในอนาคต การพัฒนา Aerodynamics ที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการปรับปรุงการขับขี่ และการออกแบบที่ผสานรวมความเป็นศิลปะและวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน จะทำให้ Hypercar ในยุคถัดไปมีความน่าตื่นเต้นและเหนือชั้นยิ่งกว่าเดิม
สำหรับผู้ที่หลงใหลในความเร็วและความสง่างามของ Hypercar โลกใบนี้ยังคงมีสิ่งใหม่ๆ ให้ค้นพบอยู่เสมอ การได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ยานยนต์แห่งความเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการได้ยลโฉม หรือการได้ครอบครอง คือประสบการณ์อันล้ำค่า
คุณพร้อมที่จะสัมผัสกับสุดยอดแห่งวิศวกรรมและความเร็วแล้วหรือยัง? หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่ฝันถึงการขับเคลื่อนเหนือขีดจำกัด หรือต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโลกอันน่าตื่นเต้นของ Hypercar อย่ารอช้า! เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนคนรักรถสมรรถนะสูง และค้นพบโลกใบใหม่ที่ไร้ขีดจำกัดไปกับเราวันนี้

