![[ครบชุด] T2704068 กเจ าของแฝงต วไปเป นพน กงาน เพ ออยากฝ กฝนการทำงาน แต เขาต องเจอก บภายในแบบน](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/04/fb_natural_20260429_103907.jpg)
XPENG: ยักษ์ใหญ่จีนประกาศสงครามราคาในตลาด EV ไทย หั่นราคา 5 แสนบาท ท้าชน Tesla และ BYD
ในขณะที่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าไทยยังคงอยู่ในภาวะแข่งขันที่รุนแรงและเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่ว่าเศรษฐกิจจะซบเซาเพียงใด หรือกำลังซื้อจะลดลงมากน้อยแค่ไหน แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนยังคงเดินหน้าเข้ามาเสริมทัพอย่างต่อเนื่อง ในปี 2026 นี้ เรากำลังจะเห็นการเปิดตัวและขยายตลาดของผู้เล่นรายใหญ่หลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น BYD, SAIC, MG, Great Wall Motor, NIO, Geely, Chery, DFSK, Changan และ GAC AION ซึ่งล้วนมีส่วนแบ่งตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และหลายแบรนด์ก็ได้สร้างฐานการผลิตภายในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว
หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างมากคือการรุกเข้ามาของแบรนด์ XPENG (เสี่ยวเผิง) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยโดย บริษัท X Mobility Plus ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ARUN PLUS ในเครือ ปตท. การเปิดตัวแบรนด์นี้ถือเป็นก้าวที่สำคัญในการขยายตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นและหลากหลายขึ้น ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในตลาดมวลชน (Mass Market) ด้วยการเสนอขายรถยนต์ที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยแต่มีราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น
การมาของ XPENG สู่ประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงการนำเข้ารถยนต์รุ่นใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความจริงจังในการแข่งขันในตลาด EV ที่ร้อนระอุ ซึ่งกำลังจะเข้าสู่ช่วงที่ตลาดเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ ความเคลื่อนไหวนี้อาจทำให้ผู้เล่นรายเก่าต้องปรับกลยุทธ์การขายและราคา เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาด ซึ่งถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้บริโภคชาวไทยที่ต้องการทางเลือกที่หลากหลายและคุ้มค่าในการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า
XPENG: บริษัทสตาร์ทอัพจากจีนที่ต้องการล้มยักษ์ใหญ่
XPENG หรือที่ผู้คนรู้จักกันในชื่อภาษาจีนว่า “เสี่ยวเผิง” ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 เป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้านยานยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดภายใต้การนำของ He Xiaopeng ซีอีโอและประธานบริษัท ผู้ซึ่งไม่ใช่นักอุตสาหกรรมยานยนต์โดยตรง แต่เป็นโปรแกรมเมอร์อัจฉริยะที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เขาเป็นผู้ก่อตั้งและประสบความสำเร็จจากการพัฒนาเว็บเบราว์เซอร์ UC Web ในปี 2004 ก่อนที่จะขายบริษัทให้กับ Alibaba ด้วยมูลค่ามหาศาลถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากความสำเร็จครั้งนั้น He Xiaopeng ก็ไม่หยุดนิ่ง เขาเลือกที่จะนำพาเงินทุนและประสบการณ์จากการเป็นผู้ประกอบการไปสู่การปฏิวัติวงการยานยนต์ในประเทศจีน โดยมีแรงบันดาลใจสำคัญคือ Tesla
เขาให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับงานวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานให้ดีที่สุด XPENG ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับรถยนต์ของตนเองได้อย่างเชี่ยวชาญ และสามารถผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ EV ได้เอง ทำให้ควบคุมคุณภาพและความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้เอง
ในขณะนี้ XPENG กำลังมองหาส่วนแบ่งตลาดที่ใหญ่ขึ้นโดยการขยายสู่ ตลาดมวลชน (Mass Market) โดยเปิดตัวแบรนด์ย่อยที่มีราคาเข้าถึงได้ง่าย เพื่อเพิ่มปริมาณการขายและสู้รบในสมรภูมิรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังดุเดือด โดยมีเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักที่สามารถแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจาก BYD ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้นำในตลาดจีน
กลยุทธ์การตลาดครั้งใหญ่: ชิงตลาดมวลชนด้วยแบรนด์ EV ราคาประหยัด
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ XPENG ตัดสินใจเปิดตัวแบรนด์ลูกที่มีราคาย่อมเยา ก็คือการรับมือกับ สงครามราคา ที่กำลังดุเดือดในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน โดยปกติแล้ว XPENG มักจะเน้นขายรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับตลาดระดับกลางถึงบน ซึ่งเริ่มต้นที่ราคา 2 แสนหยวนขึ้นไป อย่างไรก็ตาม สภาพการณ์ในตลาดจีนที่อิ่มตัวลง ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องเร่งหาทางเพื่อกระตุ้นยอดขาย และหนึ่งในวิธีที่เห็นผลเร็วที่สุดคือการลดราคาอย่างรุนแรง
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า XPENG ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการว่าจะเปิดตัวแบรนด์ใหม่ที่เน้นทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในราคาที่จับต้องได้ง่าย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ยังคงสูงมาก แม้แต่บริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงอย่าง XPENG ก็ยังต้องหันมาพิจารณากลยุทธ์การลดราคาเพื่อรักษาการเติบโตของบริษัท
He Xiaopeng ซีอีโอของ XPENG ได้กล่าวเปิดเผยว่า บริษัทได้เตรียมการสำหรับแบรนด์ย่อยที่เน้นตลาดราคาถูกโดยเฉพาะ โดยมีแนวคิดว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI ซึ่งมุ่งเป้าหมายไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยวางราคาเริ่มต้นไว้ที่ประมาณ 1 แสนหยวน ซึ่งเทียบเป็นเงินไทยแล้วอยู่ที่ราวๆ 5 แสนบาท ซึ่งเป็นการเปิดตัวที่ทำให้ราคาของผลิตภัณฑ์มีความหลากหลายมากขึ้น และอาจทำให้ XPENG สามารถแข่งขันในตลาดระดับเริ่มต้นได้
วิเคราะห์: ทำไม XPENG ถึงต้อง “หั่นราคา” และเล่นตลาดล่าง?
การที่บริษัทเช่น XPENG ซึ่งเน้นสินค้าเทคโนโลยีระดับพรีเมียม ต้องยอมลดราคาลงถึงครึ่งหนึ่ง และเข้ามาแย่งชิงตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรงเช่นนี้ สะท้อนถึงแรงกดดันที่แท้จริงในตลาดจีน เรามาวิเคราะห์ลึกๆ กันว่าอะไรคือสาเหตุหลักที่ทำให้ XPENG เลือกใช้กลยุทธ์นี้
ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจตัวเลขยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในจีนก่อน ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2024 อัตราการเติบโตของตลาด EV จีนชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เหลือเพียง 18.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่ ลดลงอย่างมาก หากเทียบกับการเติบโตในตลาดโลก
ตัวเลขที่ลดลงนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนทุกแบรนด์ แบรนด์ต่างๆ ต้องพยายามหาวิธีเร่งยอดขายให้ได้มากที่สุด เพื่อรักษาการเติบโตของผลประกอบการ ไม่เช่นนั้นก็จะถูกนักลงทุนมองว่าอ่อนแอ และอาจถูกคู่แข่งที่แข็งแกร่งกว่าแซงไปได้ ดังนั้น การลดราคาจึงเป็นเครื่องมือที่รวดเร็วและได้ผลที่สุดในการกระตุ้นกำลังซื้อในระยะสั้น
นอกจากแรงกดดันจากยอดขายที่ชะลอตัวแล้ว สิ่งที่ทำให้ตลาด EV จีนร้อนระอุอย่างต่อเนื่องคือ สงครามราคา ที่บรรดาผู้นำตลาดอย่าง Tesla และ BYD ได้เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปี 2024 การที่ผู้เล่นรายใหญ่หั่นราคาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้บริโภคเริ่มมีการลังเลที่จะตัดสินใจซื้อรถใหม่ เพราะคาดหวังว่าราคาอาจจะลดลงอีก ทำให้ผู้ผลิตต้องลดราคาเพื่อดึงกำลังซื้อกลับคืนมาให้ได้มากที่สุด
XPENG มองเห็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดใหม่ๆ เพื่อไม่ให้ผลประกอบการได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดหลัก แบรนด์ลูกราคาประหยัดนี้จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ XPENG สามารถเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ ที่อาจจะยังไม่พร้อมจ่ายราคาเต็มของรถยนต์รุ่นปกติ และช่วยให้บริษัทสามารถเพิ่มปริมาณยอดขายได้
ประเทศไทย: จุดหมายใหม่สำหรับ EV จีน
ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังจากการสนับสนุนจากภาครัฐ
สำหรับประเทศไทย หากพิจารณาตัวเลขยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ในปี 2023 จะเห็นการเติบโตที่น่าตื่นตาตื่นใจ โดยมียอดจดทะเบียนรวมสูงถึง 76,000 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 695.9 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
หากมองลงไปที่ยี่ห้อรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการจดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้น จะพบว่าล้วนเป็นแบรนด์จีนเสียส่วนใหญ่ ได้แก่ BYD (สัญชาติจีน) 30,467 คัน, NETA (สัญชาติจีน) 12,777 คัน, MG (สัญชาติจีน) 12,462 คัน, Tesla (สัญชาติอเมริกัน) 8,206 คัน และ GWM (Ora) (สัญชาติจีน) 6,746 คัน ซึ่งตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของตลาดต่อเทคโนโลยีและคุณภาพของรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน
ในปี 2024 คาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจะมีการเติบโตต่อเนื่อง และอาจมียอดจดทะเบียนเพิ่มขึ้นเป็น 1 แ