![[ครบชุด] T2704084 เจ าของโ ครงการแกล งแต งต วคนงานเพ อด นเก ดไรข คนงานถ งลาออกท กเด อน](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/04/fb_natural_20260429_104305.jpg)
Xpeng สั่นสะเทือนตลาดไทย: เปิดศึก EV ราคาพระจันทร์ ด้วยต้นทุนต่ำกว่า 5 แสนบาท ฟาดคู่แข่งแกร่งอย่าง Tesla และ BYD พร้อมกลยุทธ์รุกคืบอย่างมีนัยยะสำคัญ
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญอย่างแท้จริง นับตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา การเข้ามาของผู้เล่นรายใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะจากประเทศจีน ได้สร้างปรากฏการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่เข้มข้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น BYD, SAIC (MG), Great Wall Motor, NIO, Geely, Chery, DFSK และ GAC AION ต่างทยอยตบเท้าเข้ามารุกตลาด และหลายค่ายก็เริ่มลงทุนตั้งฐานการผลิตภายในประเทศไทย เพื่อรับมือกับการแข่งขันด้านต้นทุนที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ล่าสุด พลังงานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. ซึ่งเดิมทีเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในอุตสาหกรรมพลังงาน ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าผ่านการขยายการลงทุนของ ARUN PLUS บริษัทลูกของ ปตท. โดยได้แต่งตั้งบริษัท X Mobility Plus ขึ้นเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของแบรนด์ ‘XPENG’ ด้วยทุนจดทะเบียนสูงถึง 10 ล้านบาท ภายใต้โครงสร้างการถือหุ้นร้อยละ 100 ผ่านบริษัทย่อย คือ บริษัทนีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด (Neo Mobility Asia) และยังได้เดินหน้ารุกตลาดด้วยแบรนด์ ZEEKR ในชื่อ Ze Mobility Plus ควบคู่กันไป
XPENG: ปฏิวัติสมการราคารถยนต์ไฟฟ้าให้เป็นของทุกคน
ในขณะที่ผู้บริโภคกำลังจับตาดูการเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างใกล้ชิด ข่าวคราวล่าสุดจากค่าย XPENG (เสี่ยวเผิง) ได้สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วอุตสาหกรรมยานยนต์ เมื่อมีการประกาศเปิดตัวแบรนด์ลูกใหม่ ที่มีเป้าหมายทางการตลาดที่ชัดเจน นั่นคือการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในตลาดแมสด้วย รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ราคาประหยัด
Xiaopeng He ประธานและซีอีโอของ XPENG กล่าวอย่างตรงไปตรงมาถึงแผนการดำเนินงานนี้ว่า บริษัทกำลังเตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ที่เน้นเจาะตลาดรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด โดยใช้คอนเซปต์ของแบรนด์คือ “รถยนต์ไฟฟ้าคันแรกที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI สำหรับคนรุ่นใหม่” ซึ่งถือเป็นการก้าวลงมาในตลาดที่ท้าทายที่สุดของจีน ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มี ราคาต่ำลงเกือบ 50% เมื่อเทียบกับรุ่นมาตรฐาน
เหตุผลเบื้องหลังสงครามราคา EV ในจีน
การตัดสินใจของ XPENG ในครั้งนี้มีรากฐานมาจากการวิเคราะห์สภาพตลาดอย่างละเอียด แม้ว่า XPENG จะมีชื่อเสียงจากการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมระดับกลาง-บน ที่มีราคาสูงกว่า 2 แสนหยวนต่อคัน แต่ภายใต้แรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงภายในประเทศจีน XPENG ต้องปรับกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดและความยั่งยืน
รายงานจากสำนักข่าวชั้นนำระบุว่า XPENG ไม่ได้เพียงแค่ต้องการเพิ่มส่วนแบ่งตลาด แต่ต้องการ “แซงหน้า BYD” ยักษ์ใหญ่แห่งวงการ ด้วยการรุกตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีอัตราการแข่งขันที่สูงที่สุด
ในขณะนี้ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีนกำลังเผชิญกับภาวะที่เรียกว่า “สงครามราคา” ซึ่งถูกผลักดันจากผู้เล่นทุกรายที่ต้องการเพิ่มยอดขายให้สูงที่สุดเพื่อรับมือกับอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด
จากการวิเคราะห์ข้อมูลยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในจีนในช่วงสองเดือนแรกของปี 2567 พบว่า อัตราการเติบโตลดลงเหลือเพียง 18.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ “ต่ำลงอย่างมาก” ความกังวลนี้ผลักดันให้ผู้ผลิต EV ทุกค่ายต้องเร่งหาทางขยายตลาดไปยังภูมิภาคอื่น ๆ และเพิ่มจำนวนยอดขายผ่านกลยุทธ์ด้านราคา
ข้อดีของการลดราคา: ชิงตลาดและป้องกันการถูกแทนที่
ทำไมแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จอย่าง XPENG จึงต้องหันมาทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ราคาถูก?
การคงส่วนแบ่งตลาด (Market Share Retention): เมื่อตลาดโตช้าลง การแข่งขันจะรุนแรงขึ้น หากผู้ผลิตไม่สามารถรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ได้ หรือไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ที่มีกำลังซื้อต่ำกว่า ก็จะถูกคู่แข่งแย่งส่วนแบ่งไปอย่างรวดเร็ว การเปิดตัวแบรนด์ลูกราคาถูกทำให้ XPENG สามารถตอบสนองความต้องการของตลาดแมสได้
การป้องกันภัยคุกคามจาก BYD: BYD ได้ครองตลาดรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคลในจีนอย่างแข็งแกร่งด้วยราคาที่เข้าถึงได้ การที่ XPENG เข้ามาในตลาดราคาเดียวกันคือการประกาศศึกอย่างเป็นทางการ เพื่อลดอำนาจการผูกขาดตลาดของ BYD
แรงกระตุ้นการเติบโต: การขยายฐานลูกค้าไปสู่กลุ่มที่มีกำลังซื้อปานกลาง จะช่วยเพิ่มปริมาณการขายรวมของบริษัทได้ แม้จะมีอัตรากำไรต่อคันลดลง แต่ปริมาณที่มากขึ้นก็จะเพิ่มรายได้รวมของบริษัทได้
การเข้ามาของ XPENG ในประเทศไทย: ชิงโอกาสจากตลาด EV ที่กำลังเติบโต
การตัดสินใจของ XPENG ในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ที่เฉียบคม
ประเทศไทยกำลังกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าแห่งใหม่ของอาเซียน โดยมีแรงหนุนจากนโยบายภาครัฐที่มุ่งมั่นผลักดันให้ประเทศเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)
ภูมิทัศน์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
เพื่อทำความเข้าใจกลยุทธ์ของ XPENG เราต้องมองภาพรวมของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยเสียก่อน จากข้อมูลยอดจดทะเบียนใหม่ของรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2566 พบว่ามีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีจำนวนทั้งสิ้น 76,000 คัน เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 695.9 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
กลุ่มผู้เล่นที่เข้ามาตีตลาดส่วนใหญ่คือแบรนด์จากประเทศจีน ซึ่งประกอบไปด้วย:
BYD: ครองตลาดด้วยยอดจดทะเบียนสูงสุดถึง 30,467 คัน
NETA: ยึดส่วนแบ่งตลาดด้วยยอด 12,777 คัน
MG: แบรนด์สัญชาติจีนภายใต้การบริหารของ SAIC ที่ทำยอดได้ 12,462 คัน
Tesla: แบรนด์ยักษ์ใหญ่จากอเมริกา ที่มียอดจดทะเบียน 8,206 คัน
GWM (ORA): ผู้ผลิตจากจีนที่ยังคงได้รับความนิยมในตลาด 6,746 คัน
ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ภายในปี 2567 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยจะสูงถึง 100,000 คัน เนื่องจากได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากมาตรการของรัฐบาลไทย เช่น นโยบาย EV3.0 และ EV3.5
นโยบายภาครัฐ: ฟันเฟืองขับเคลื่อนการเติบโต
ภายใต้แผนการพัฒนาประเทศ สภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบของไทยถูกออกแบบมาเพื่อส่งเสริมการลงทุนของต่างชาติ โดยเน้นนโยบายการผลิตตามสัดส่วนการนำเข้า (Import-to-Production Ratio)
อัตราส่วน 1:1 (ปี 2567): กำหนดให้แบรนด์ที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ามาจำหน่าย ต้องผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศในสัดส่วนที่เท่ากัน (นำเข้า 1 คัน ต้องผลิต 1 คัน)
อัตราส่วน 1:1.5 (ปี 2568): แนวโน้มการผลิตต้องสูงขึ้น โดยนำเข้า 1 คัน จะต้องผลิต 1.5 คัน
หากผู้ผลิตสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้ได้ จะช่วยให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญระดับโลก
โอกาสทางการเงินสำหรับผู้ซื้อ: ประเมินความคุ้มค่าและการลงทุนใหม่
สำหรับผู้บริโภคที่สนใจรถยนต์ไฟฟ้า การเข้ามาของแบรนด์ใหม่เช่น XPENG ถือเป็นโอกาสสำคัญในการ เปรียบเทียบตัวเลือก และ ประหยัดเงิน
เปรียบเทียบรถยนต์ไฟฟ้า: ตัวเลือกในตลาดไทย
หากมองหา รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ราคาประหยัด ในไทย ตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้อาจไม่จำเป็นต้องเป็นแบรนด์ที่ใหญ่ที่สุด แต่เป็นแบรนด์ที่ให้ ความคุ้มค่าสูงสุด และมี ตัวเลือกการเงินที่ยืดหยุ่นที่สุด
ในขณะที่ BYD และ NETA ยังคงเป็นผู้นำตลาด XPENG ได้นำเสนอแนวคิดใหม่ที่อาจทำให้ผู้บริโภคต้องคิดทบทวนใหม่
การคำ