![[ครบชุด] T2704096 แต งงานก บผ หญ งต างจ งหว เหม อนจ างแม านท ไม นลาออก](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/04/fb_natural_20260429_104500.jpg)
Xpeng เปิดตัวแบรนด์ย่อยใหม่ในจีน “หั่นราคารถยนต์ไฟฟ้าลงครึ่งหนึ่ง” แข่งเดือดกับ Tesla และ BYD พร้อมเดินหน้ารุกตลาดไทยในปี 2026
เมื่อกระแสรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับเริ่มส่งอิทธิพลเหนือตลาดผู้บริโภค และสงครามราคาในกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่จีนทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้ผู้เล่นรายใหญ่ต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อรักษาฐานลูกค้าเดิมและขยายส่วนแบ่งตลาดใหม่ บริษัท Xpeng Inc. หรือที่เรียกขานกันในชื่อ “เสี่ยวเผิง” ได้สร้างความฮือฮาไปทั่ววงการด้วยการประกาศเปิดตัวแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่ในประเทศจีน ที่มีการหั่นราคาลงอย่างมหาศาลถึง 50% สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญในตลาด EV ที่กำลังอิ่มตัว และแสดงถึงความมุ่งมั่นของ Xpeng ในการก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นระดับแนวหน้าในอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต
ในขณะที่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด มีแบรนด์ชั้นนำจากจีนหลายรายเข้ามาปักหลักสร้างฐานการผลิตและขยายเครือข่ายการจำหน่าย เช่น BYD, SAIC, MG, Great Wall Motor, NIO, Geely, Chery, DFSK, Changan และ GAC AION ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคในประเทศ ล่าสุด PT Global Power Public Company Limited (PTT) ได้เข้ามารุกตลาดอย่างจริงจังผ่านบริษัทลูก ARUN PLUS โดยทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการให้กับ Xpeng และแบรนด์ ZEEKR ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับตลาด EV ไทยในปี 2026 ที่กำลังจะมาถึง
บทบาทของ Xpeng ในการปฏิวัติวงการยานยนต์
Xpeng ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 โดย He Xiaopeng ซึ่งมีประสบการณ์ที่น่าประทับใจจากการเป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ฝีมือดี ก่อนจะประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากการสร้างเว็บเบราว์เซอร์ UC Web ในปี 2004 และขายให้กับ Alibaba ในอีก 10 ปีถัดมา ด้วยมูลค่ามหาศาลถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ประสบการณ์นี้ได้จุดประกายความฝันใหม่ให้แก่ He Xiaopeng นั่นคือการปฏิวัติวงการยานยนต์ในประเทศจีน โดยมี Tesla เป็นต้นแบบ เขาให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา (R&D) เป็นอย่างยิ่ง เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ขับขี่ ไม่เพียงเท่านั้น Xpeng ยังไม่หยุดอยู่แค่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แต่ยังพัฒนาซอฟต์แวร์และชิ้นส่วนของตัวเองได้อย่างครบวงจร
กลยุทธ์การเข้าถึงตลาดกลุ่ม Mass Market
ปัจจุบัน Xpeng กำลังมุ่งเป้าไปที่ตลาดกลุ่ม Mass Market โดยการเปิดตัวแบรนด์ EV ที่มีราคาเข้าถึงง่าย ท่ามกลางสงครามราคาที่ดุเดือดในตลาดจีน โดยมีเป้าหมายชัดเจนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักในการแข่งขันกับยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมอย่าง BYD และ Tesla
ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา Xpeng ได้ประกาศเปิดตัวแบรนด์ลูกใหม่ที่เน้นการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดโดยเฉพาะ โดยมีคอนเซปต์ของแบรนด์คือ “รถยนต์ไฟฟ้าคันแรกที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ AI สำหรับคนรุ่นใหม่” ซึ่งเป็นการปรับกลยุทธ์เพื่อลดช่องว่างราคาลงกว่าครึ่งหนึ่ง และเป็นการตอบโต้การแข่งขันที่รุนแรงและการชะลอตัวของอุปสงค์ในตลาดจีน
สำนักข่าว Reuters ได้รายงานว่า Xpeng เตรียมเปิดตัวแบรนด์ย่อยใหม่ที่เน้นตลาดรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูก ซึ่งบ่งชี้ถึงความรุนแรงในการแข่งขันที่ยังคงสูงในตลาดจีน He Xiaopeng ได้ให้ข้อมูลว่า บริษัทได้เตรียมเปิดตัวแบรนด์ใหม่ที่เน้นการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัดโดยเฉพาะ โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 100,000 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 500,000 บาท ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ที่สำคัญ
สาเหตุของการหั่นราคารถยนต์ไฟฟ้าลง
สาเหตุหลักที่ทำให้ Xpeng ต้องเลือกใช้กลยุทธ์ในการออกแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าราคาประหยัด มาจากการที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง BYD และ Tesla ได้เริ่มทำสงครามราคาอีกครั้งในช่วงเวลานี้ นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ผู้ผลิต EV จากจีนต้องเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดเพื่อกระตุ้นยอดขาย ส่งผลให้เห็นการลดราคากันอย่างต่อเนื่อง
เมื่อพิจารณาจากตัวเลขยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในจีนในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2024 พบว่า อัตราการเติบโตลดลงเหลือเพียง 18.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2023 ซึ่งถือเป็นการ “ลดลง” อย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้แบรนด์ EV จีนต้องเร่งหาวิธีที่จะทำให้ยอดขายเติบโตให้ได้มากที่สุด และหลายแบรนด์กำลังมองหาตลาดใหม่ๆ เพื่อขยายโอกาส
ตลาด EV ไทย ยังคงเป็นหมุดหมายสำคัญของจีน
สำหรับตลาดประเทศไทย ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ในปี 2023 อยู่ที่ 76,000 คัน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 695.9 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า หากพิจารณาแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่จดทะเบียนใหม่ จะพบว่าล้วนเป็นแบรนด์สัญชาติจีน ได้แก่ BYD (30,467 คัน), NETA (12,777 คัน), MG (12,462 คัน), Tesla (8,206 คัน) และ GWM (Ora) (6,746 คัน)
มีการคาดการณ์ว่ายอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2024 จะเพิ่มขึ้นเป็น 100,000 คัน จากมาตรการกระตุ้นอุปสงค์การใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศภายใต้มาตรการ EV3.0 และ EV3.5 อย่างไรก็ตาม นอกจากปัจจัยด้านการนำเข้าแล้ว ปัจจัยหลักๆ ยังมาจากการกำหนดสัดส่วนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อชดเชยการนำเข้า ได้แก่ อัตราส่วน 1:1 ในปี 2024 (นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน ต่อการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ 1 คัน) และอัตราส่วน 1:1.5 ในปี 2025 (นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน ต่อการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศ 1.5 คัน) ซึ่งหากกำลังการผลิตของโรงงานรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติต่างๆ สามารถผลิตได้ตามเงื่อนไข จะช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนไฟฟ้าที่สำคัญของโลกได้
สิ่งที่ต้องจับตามอง: สัญญาณของวิกฤตกำลังซื้อในจีน?
นักวิเคราะห์หลายรายมองว่า การเปิดตัวแบรนด์ย่อยราคาประหยัดของ Xpeng อาจเป็นสัญญาณสะท้อนถึง “วิกฤตกำลังซื้อ” ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ความพยายามในการดึงดูดกลุ่มลูกค้าใหม่ด้วยราคาที่ลดลงอย่างมาก สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มมีความลังเลในการใช้จ่ายมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลด้านเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมบางส่วนมองว่า การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ครั้งนี้ไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ แต่เป็นกลยุทธ์การขยายตลาดอย่างชาญฉลาด เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองไปถึงตลาด EV ในอนาคต ซึ่งคาดการณ์ว่าจะยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้จะเผชิญกับความผันผวนในระยะสั้นก็ตาม
กลยุทธ์การลงทุนสำหรับตลาด EV ปี 2026
สำหรับนักลงทุนในตลาดไทย การเข้ามารุกของ Xpeng เป็นโอกาสที่ดีในการขยายทางเลือกในการลงทุนและเพิ่มความหลากหลายในพอร์ตโฟลิโอ
การลงทุนในหุ้น: นักลงทุนสามารถพิจารณาลงทุนในหุ้น Xpeng (XPENG) ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) และตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) แม้ว่าหุ้นจะมีความผันผวนสูง แต่ศักยภาพในการเติบโตในระยะยาวก็สูงเช่นกัน นอกจากนี้ ยังสามารถพิจารณาหุ้นของบริษัทไทยที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับ EV เช่น PT Energy Solutions Company Limited (PTESG) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ PTT ที่ให้บริการเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้า
การลงทุนในหุ้นกู้/กองทุน: หากต้องการความเสี่ยงต่ำกว่า นักลงทุนสามารถพิจารณาลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทพลังงานที่มีการลงทุนในธุรกิจ EV หรือกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
การลงทุนในรถยนต์ไฟฟ้า: สำหรับผู้บริโภคที่ต้องการรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล ในปี 2026 นี้ การแข่งขันที่รุนแรงจาก X