Mercedes-AMG ONE: สุดยอดไฮเปอร์คาร์ที่ปลดปล่อยจิตวิญญาณ Formula 1 สู่ท้องถนน
ในยุคที่เทคโนโลยีมอเตอร์สปอร์ตก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการ Formula 1 ที่มีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ด้านขุมพลังอย่างต่อเนื่องในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แนวคิดและเทคโนโลยีที่เคยจำกัดอยู่เพียงในสนามแข่ง เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่รถยนต์สตรีทคาร์มากขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีตัวอย่างใดที่จะสะท้อนการผสานรวมอันน่าทึ่งนี้ได้ดีไปกว่า Mercedes-AMG ONE ไฮเปอร์คาร์สุดล้ำที่นำสมรรถนะระดับ Formula 1 มาสู่โลกแห่งความเป็นจริง
จากประสบการณ์กว่า 10 ปีในวงการยานยนต์ระดับสูง ผมได้เห็นวิวัฒนาการของเทคโนโลยีจากสนามแข่งสู่รถยนต์ทั่วไปมากมาย แต่ Mercedes-AMG ONE ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าจดจำ มันไม่ใช่เพียงแค่การนำเครื่องยนต์ F1 มายัดใส่ในรถกระบะแต่ง แต่เป็นการยกระดับนิยามของ “ซูเปอร์คาร์ F1” ไปสู่อีกระดับ ที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมวิศวกรรมอันซับซ้อน และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าขีดจำกัดของยานยนต์นั้นไม่มีวันสิ้นสุด
การออกแบบที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณแห่งความเร็วและอากาศพลศาสตร์ขั้นสูง
Mercedes-AMG ONE ถือกำเนิดขึ้นจากปรัชญาการออกแบบที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพสูงสุดในทุกอณู ด้วยสัดส่วนที่ดุดัน ทรงพลัง และเต็มไปด้วยเส้นสายที่เฉียบคม สะท้อนถึงการสืบทอด DNA จากรถแข่ง Formula 1 โดยตรง การวางตำแหน่งเครื่องยนต์ไว้กลางลำตัว (Mid-engine) พร้อมห้องโดยสารแบบ 2 ที่นั่งที่มีขนาดกะทัดรัด ทำให้สามารถจัดสรรพื้นที่ได้อย่างลงตัว ส่งผลให้มีสัดส่วนที่สมดุลและเกาะถนนได้อย่างยอดเยี่ยม ซุ้มล้อที่ใหญ่โต บึกบึน สะท้อนถึงพละกำลังที่ซ่อนอยู่ภายใน พร้อมด้วยสปอยเลอร์หน้าขนาดใหญ่ที่ผนวกเข้ากับช่องดักอากาศขนาดมหึมาตลอดความกว้างของรถ เพื่อเพิ่มแรงกดและประสิทธิภาพในการระบายความร้อน
การออกแบบด้านหน้าของ Mercedes-AMG ONE โดดเด่นด้วยไฟหน้า LED ดีไซน์บางเฉียบที่กลมกลืนไปกับรูปทรงของรถได้อย่างลงตัว แนวหลังคาแบบไดนามิกได้รับการออกแบบอย่างชาญฉลาด พร้อมช่องรับอากาศที่คอยหล่อเลี้ยงระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ท่อดักอากาศถูกหล่อหลอมรวมเข้ากับครีบฉลามแนวตั้งอย่างสง่างาม สร้างเอกลักษณ์ที่สะกดทุกสายตา ท่อไอเสียดีไซน์พิเศษที่มาพร้อมปากท่อทรงกลมขนาดใหญ่ประกบด้วยช่องเปิดเล็กๆ อีกสองช่องนั้น ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถยนต์ Formula 1 โดยตรง การผสมผสานองค์ประกอบเหล่านี้ ทำให้ Mercedes-AMG ONE กลายเป็นไฮเปอร์คาร์ที่มีบุคลิกโดดเด่น ยากจะหาใครเทียบเคียงได้ในตระกูล AMG
หัวใจ F1 ที่เต้นแรง: พลัง V6 Hybrid ที่เหนือกว่าทุกความคาดหมาย
ในอดีต เครื่องยนต์ V8 แบบไร้ระบบอัดอากาศในรถ F1 สามารถรีดรอบได้สูงถึง 20,000 รอบต่อนาที แต่ด้วยข้อจำกัดด้านมลพิษและกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้นจาก FIA ทำให้เครื่องยนต์ต้องมีการปรับลดขนาดความจุลง การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้เกิดการปฏิวัติวงการมอเตอร์สปอร์ตครั้งใหญ่ ระบบไฮบริดเข้ามามีบทบาทสำคัญในการชดเชยพละกำลังที่สูญเสียไปจากการลดขนาดเครื่องยนต์ จากนั้น สู่การพัฒนาระบบส่งกำลัง V6 ขนาดเล็กลง พร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบ, e-Turbo, การนำพลังงานจลน์กลับมาใช้ใหม่ (Regenerative Braking) และการนำความร้อนเหลือทิ้งมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ
แน่นอนว่า มอเตอร์ไฟฟ้าได้ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มพละกำลังอย่างมหาศาล แม้ว่าเสียงเครื่องยนต์ V6 ที่หลายคนโหยหาจะขาดหายไปเมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ V8 ในอดีต แต่ประสิทธิภาพการใช้พลังงานของระบบสันดาปภายในกลับเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ด้วยเทคโนโลยีเทอร์โบและมอเตอร์ไฟฟ้า ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา ประสิทธิภาพเชิงความร้อนของเครื่องยนต์เบนซินได้ก้าวกระโดดจาก 20% เป็น 35% และภายในเวลาไม่ถึงห้าปีหลังจากการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของ Formula 1 การลงทุนมหาศาลในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบส่งกำลังใหม่ๆ ได้ส่งผลให้ประสิทธิภาพเชิงความร้อนก้าวกระโดดไปถึง 50%
กฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้เทคโนโลยี Formula 1 สามารถเข้าถึงผู้บริโภคในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น บริษัทรถยนต์หลายราย โดยเฉพาะค่ายรถจากเยอรมนี ได้นำเทคโนโลยีเหล่านี้มาปรับปรุงเครื่องยนต์สันดาปภายใน ทำให้รถยนต์รุ่นใหม่ที่ยังคงใช้เครื่องยนต์สันดาป มีประสิทธิภาพที่น่าทึ่ง เทอร์โบไฟฟ้า (e-turbos) ที่ใช้ใน F1 ได้กลายเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ปรากฏในรถยนต์ราคาแพงสำหรับกลุ่มคนร่ำรวย ซึ่งสามารถสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่ปราศจากอาการรอรอบ (Turbo Lag) ที่เป็นปัญหาคลาสสิกของเทอร์โบในอดีต
วิศวกรรมอากาศพลศาสตร์ชั้นเลิศ: การจัดการอากาศเพื่อสมรรถนะสูงสุด
การจัดการอากาศใน Mercedes-AMG ONE ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อรีดประสิทธิภาพสูงสุด โดยได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่ง Le Mans ในส่วนของการรับอากาศเข้าสู่ระบบ ผู้ขับจะสังเกตเห็นสกู๊ปบนหลังคาที่ทำหน้าที่ดูดอากาศเย็นเข้าสู่ช่องแอร์ เพื่อป้อนให้กับคอมเพรสเซอร์เทอร์โบชาร์จเจอร์ การเพิ่มแรงดันอากาศเข้าสู่คอมเพรสเซอร์ ช่วยให้สามารถทำงานที่อัตราส่วนแรงดันต่ำลง แต่ยังคงสร้างแรงดันที่สมบูรณ์ในท่อร่วมไอดี ทำให้อากาศที่ออกจากเทอร์โบเย็นลง และลดแรงดันย้อนกลับของเครื่องยนต์
ท่อ NACA ขนาดใหญ่บริเวณด้านหน้าของกระจก Lexan และท่อคาร์บอนไฟเบอร์ขนาดใหญ่ ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์และระบบไฮบริด ระบบส่งกำลังไฮบริดขั้นสูงนี้ จำเป็นต้องมีการระบายความร้อนเพิ่มเติมอย่างมหาศาล นอกเหนือจากระบบหล่อเย็นเครื่องยนต์และน้ำมันสำหรับระบบอัดอากาศและแบตเตอรี่แล้ว ยังมีอินเตอร์คูลเลอร์สำหรับเทอร์โบ และที่สำคัญอย่างยิ่งคือการระบายความร้อนให้กับมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แรงสูง Mercedes-AMG ONE ถูกออกแบบให้มีช่องระบายอากาศจำนวนมาก เพื่อนำความร้อนออกจากส่วนภายในของระบบส่งกำลัง
ที่ด้านหน้ารถ จะพบอุปกรณ์ถ่ายเทความร้อนจำนวนมาก ซึ่งสังเกตได้จากช่องระบายอากาศขนาดใหญ่บริเวณฝากระโปรงหน้าและบังโคลนหน้า ส่วนประกอบเหล่านี้ทำงานคล้ายกับบานเกล็ดอากาศแบบแปรผัน โดยจะปิดในช่วงความเร็วต่ำ เพื่อลดแรงต้านอากาศ และจะเปิดออกเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูง เพื่อเพิ่มแรงกด (Downforce)
ก้านกระจกมองข้างของ Mercedes-AMG ONE มีการออกแบบที่น่าสนใจ โดยใช้วัสดุน้ำหนักเบา ซึ่งอาจดูไม่แข็งแรงนักในตอนแรก แต่ด้วยรูปทรงที่คำนึงถึงการลดแรงต้านอากาศ วิศวกรสามารถออกแบบให้มีประสิทธิภาพตามหลักอากาศพลศาสตร์ได้ดียิ่งขึ้น ซุ้มล้อหลังได้รับการปรับปรุงเพื่อให้อากาศไหลออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแผงที่บริเวณด้านหลังล้อหน้า ช่วยควบคุมการไหลเวียนของอากาศที่ออกจากบริเวณซุ้มล้อ แนวคิดการไหลเวียนอากาศใน Project ONE คล้ายคลึงกับรถต้นแบบของรถแข่ง Le Mans ที่อากาศจะถูกส่งผ่านจากด้านหน้า ไปยังด้านข้างของล้อหน้า เพื่อเสริมประสิทธิภาพตามหลักอากาศพลศาสตร์
ด้านท้ายของรถ มีการออกแบบที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ดิฟฟิวเซอร์ขนาดใหญ่ ยางหลังที่กว้างพิเศษราวกับรถแข่ง และตาข่ายขนาดใหญ่ที่ปิดช่องระบายอากาศบริเวณด้านหลังรถ ช่วยให้อากาศร้อนสามารถระบายออกได้อย่างรวดเร็ว ท่อไอเสียแบบเดี่ยวขนาดใหญ่ที่ประกบด้วยท่อขนาดเล็กอีกสองท่อ สะท้อนถึงความดิบเถื่อนและสมรรถนะที่ซ่อนอยู่
Hyperperformance: หัวใจ V6 1.6 ลิตร ผสานเทคโนโลยี F1 และระบบไฟฟ้า
ขุมพลังหลักของ Mercedes-AMG ONE คือเครื่องยนต์เบนซิน V6 ขนาด 1.6 ลิตร พร้อมระบบฉีดตรง (Direct Injection) ที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยตรงจากรถแข่ง Formula 1 ผสานกับการทำงานของระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์และระบบไฟฟ้า e-Turbo ทำให้ Mercedes-AMG ONE เป็นต้นแบบของการออกแบบรถยนต์ AMG รุ่นใหม่ๆ ในอนาคต มันไม่ใช่เพียงแค่การเฉลิมฉลองความสำเร็จในสนามมอเตอร์สปอร์ต แต่เป็นการตอกย้ำจุดยืนของ Mercedes-Benz ในฐานะ “ผู้นำแห่งการขับเคลื่อนแห่งอนาคต”
ส่วนประกอบของระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริดประสิทธิภาพสูง EQ Power+ ใน Mercedes-AMG ONE มีพื้นฐานมาจาก Formula 1 โดยตรง และได้รับการพัฒนาอย่างใกล้ชิดร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านมอเตอร์สปอร์ตที่ Mercedes-AMG High Performance Powertrains ใน Brixworth เครื่องยนต์เบนซิน V6 ขนาด 1.6 ลิตร พร้อมระบบไฮบริด ผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้าถึง 4 ตัว:
มอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว: เชื่อมต่อกับเทอร์โบชาร์จเจอร์ (Electric Turbocharger) เพื่อขจัดอาการรอรอบและเพิ่มประสิทธิภาพการอัดอากาศ
มอเตอร์ไฟฟ้า 1 ตัว: ติดตั้งโดยตรงบนเครื่องยนต์สันดาป และเชื่อมต่อกับเพลาข้อเหวี่ยง (Crankshaft) เพื่อเสริมกำลังเครื่องยนต์
มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว: ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อหน้าทั้งสองข้างอย่างอิสระ
การผสมผสานระหว่างสมรรถนะและความสะดวกสบายในการใช้งาน ทำให้การตกแต่งภายในให้ความรู้สึกราวกับนั่งอยู่ในรถ Formula 1 อย่างแท้จริง สีสันและวัสดุภายในห้องโดยสาร ได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่ง Formula 1 การตกแต่งภายในที่โค้งมนตามหลักสรีรศาสตร์ พร้อมเบาะนั่งแบบ Bucket Seat 2 ตัว โดดเด่นด้วยสไตล์มินิมอลที่ทันสมัยและใช้งานง่าย ใช้วัสดุนวัตกรรม พวงมาลัยและแป้นเหยียบที่สามารถปรับได้ตามต้องการตามแบบรถแข่ง F1 อุโมงค์กลางที่แยกพื้นที่คนขับและผู้โดยสารออกจากกันตามลักษณะของยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ต เป็นส่วนประกอบที่ใช้งานได้จริง สร้างจากโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ ผสมผสานเข้ากับแพลตฟอร์มโมโนค็อก เบาะนั่งสไตล์รถแข่งสร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกับการแข่งขันอย่างลึกซึ้ง โดยใช้วัสดุหนัง Nappa สีเทาแมกมา การตัดเย็บสีเหลืองตัดกันก็เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ AMG
สุดยอดอากาศพลศาสตร์และการควบคุม: เทคโนโลยีสู่ความเหนือกว่า
จุดขายที่สำคัญซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของเหล่ามหาเศรษฐีที่ยอมควักเงินจำนวนมหาศาลถึง 91 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีนำเข้า) คือการผลิตที่จำกัดจำนวนเพียงไม่ถึง 300 คันทั่วโลก ควบคู่ไปกับการนำเทคโนโลยี Formula 1 มาใช้ในทุกมิติ รวมถึงบานประตูแบบปีกนก (Dihedral Doors) ตัวถังที่เพียบพร้อมด้วยระบบ Active Aero ที่ปรับแต่งการไหลเวียนของอากาศรอบคัน สปอยเลอร์หลังแบบพิเศษที่ทำงานร่วมกับครีบหลังคาร์บอนไฟเบอร์อันเป็นเอกลักษณ์ และท่อระบายความร้อนบริเวณท้ายรถ ทำให้เจ้าปีศาจสีเงินคันนี้ดูราวกับยานรบจากต่างดาว
ระบบอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamic) ของรถคันนี้ เกิดจากการทำงานของชิ้นส่วนคาร์บอนที่ทำหน้าที่ 4 รูปแบบหลัก:
โหมด DRS: ปรับเพื่อความลู่ลมสูงสุดสำหรับการวิ่งด้วยความเร็วสูง
โหมดสร้างแรงยึดเกาะ: ใช้ Air Blades ทั้งสองข้างเพื่อสร้างแรงกดลงสู่ถนน
โหมดปรับสมดุล: ปรับองศาของครีบเพื่อสร้างแรงกดและรักษาสมดุลระหว่างหน้าและท้ายรถ
โหมดสร้างแรงต้าน: ปรับเพื่อสร้างแรงต้านอากาศสูงสุดสำหรับการเบรก
ระบบช่วงล่างแบบ Active Suspension และเฟืองทดกำลังระบบ Torque Vectoring ที่สามารถกระจายแรงบิดไปยังล้อข้างใดข้างหนึ่งได้อย่างอิสระ ไม่ว่าล้อนั้นจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนทางวิศวกรรมที่เหนือชั้น
ระบบเสริมพลังงานแบบ Hybrid: สมดุลแห่งพลังและความทนทาน
ระบบแบตเตอรี่ Lithium-ion ที่ใช้ใน Mercedes-AMG ONE ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษให้มีความแตกต่างจากรถ Mercedes F1 เพื่อความทนทานและเหมาะกับการใช้งานทั้งบนถนนปกติและในสนามแข่ง แบตเตอรี่ถูกจัดวางไว้บริเวณด้านหน้า หลังแรคพวงมาลัยและช่วงล่าง เพื่อให้เกิดการกระจายน้ำหนักที่สมมาตร ชุดระบายความร้อนแบตเตอรี่มีพื้นฐานเดียวกันกับรถแข่ง Formula 1
มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวที่ใช้ขับเคลื่อนล้อหน้า ถูกแยกการทำงานออกจากกัน เพื่อป้องกันการสูญเสียกำลังระหว่างการขับเคลื่อน มอเตอร์ไฟฟ้าที่ล้อหน้าแต่ละข้าง ให้กำลัง 120 กิโลวัตต์ (ประมาณ 163 แรงม้า) เมื่อทำงานพร้อมกันทั้งสองตัว จะสร้างพละกำลังรวมถึง 326 แรงม้า และสามารถหมุนได้ด้วยรอบที่สูงมากถึง 50,000 รอบต่อนาที เมื่อผู้ขับเลือกใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว พลังงานจากแบตเตอรี่สามารถผลักดันให้ Project ONE วิ่งได้ระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร โดยปราศจากมลพิษ ระบบสะสมพลังงานแบบพิเศษยังช่วยชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่ขณะขับเคลื่อนได้ถึง 80%
มอเตอร์ไฟฟ้าเสริมแรงตัวที่ 3 มีกำลัง 90 กิโลวัตต์ (ประมาณ 122 แรงม้า) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบเทอร์โบชาร์จ ในรอบเครื่องยนต์ต่ำ มอเตอร์นี้จะทำหน้าที่ปั่นใบพัดไอดีเพื่ออัดอากาศ และช่วยขจัดอาการรอรอบ เมื่อผู้ขับใช้รอบเครื่องยนต์สูงขึ้น ระบบควบคุมจะตัดการทำงานของมอเตอร์ตัวนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกังหันเทอร์ไบน์ในการปั่นใบพัดไอดี และในขณะเดียวกัน มอเตอร์ตัวนี้ก็จะชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่ หรือ ส่งกำลังไฟไปยังมอเตอร์ตัวอื่นๆ
มอเตอร์ตัวที่ 4 มีกำลัง 120 กิโลวัตต์ (ประมาณ 163 แรงม้า) ติดตั้งอยู่ระหว่างเครื่องยนต์และชุดเกียร์ ทำหน้าที่เสริมแรงบิด และส่งกำลังไปยังเกียร์ 8 สปีดไฮดรอลิก ควบคุมการทำงานด้วยระบบ Spur Gear ช่วยในการตัดต่อกำลัง พร้อมระบบ ERS (Energy Recovery System) ที่สะสมพลังงานเพื่อเพิ่มแรงบิดในช่วงสั้นๆ อันมหาศาล สำหรับการเร่งแซงอย่างฉับพลัน
เมื่อเครื่องยนต์ V6 ของรถแข่ง F1 W07 ทำงานผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 3 ตัว Mercedes-AMG Project ONE จะปลดปล่อยกำลังรวมกว่า 1,000 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำได้ใน 2.9 วินาที และ 0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลาเพียง 5.9 วินาที ด้วยความเร็วสูงสุดทะลุ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ชิ้นส่วนที่ต้องรับแรงมหาศาลอย่างยาง คือ Michelin Pilot Sport Cup 2 ยางล้อหน้าขนาด 285/35ZR-19s และยางหลังขนาดใหญ่พิเศษแบบรถแข่ง 335/30ZR-20s ยางสปอร์ตประสิทธิภาพสูงรุ่นนี้ ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับไฮเปอร์คาร์ เพื่อให้การยึดเกาะ การรีดน้ำ และสมรรถนะการเบรกที่เหนือชั้น
กำลังจากเครื่องยนต์ V6 จะส่งแรงบิดไปยังล้อหลังผ่านชุดเกียร์ Automated AMG Speedshift 8-speed ซึ่งถูกควบคุมด้วยสมองกลไฟฟ้าที่ปรับตั้งค่ามาอย่างเหมาะสมกับโหมดการขับขี่ที่ผู้ขับเลือก ระบบเกียร์ไฮดรอลิกช่วยเพิ่มความทนทานและการตอบสนองที่รวดเร็ว ผู้ขับสามารถเลือกโหมดการทำงานของเกียร์ได้อย่างหลากหลาย เมื่อมอเตอร์ทั้งสามตัวทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อนของ Project ONE จะกลายเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อตลอดเวลา ซึ่ง Mercedes-AMG เรียกขานระบบนี้ว่า AMG Performance 4MATIC+ อันเป็นสุดยอดเทคโนโลยีการขับเคลื่อน
ข้อมูลทางเทคนิคสรุป:
ระบบขับเคลื่อน: ล้อหลัง (Rear-wheel drive)
เครื่องยนต์: 1.6 ลิตร V6 พร้อมระบบฉีดตรง, 4 วาล์วต่อสูบ, 4 เพลาลูกเบี้ยวเหนือฝาสูบ, เทอร์โบชาร์จเจอร์ไฟฟ้าเดี่ยว, มอเตอร์ไฟฟ้าเชื่อมต่อกับเพลาข้อเหวี่ยง (Displacement 1,600 cc)
กำลังขับเคลื่อนล้อหลัง: > 500 kW
กำลังขับเคลื่อนล้อหน้า: 2 x 120 kW
กำลังระบบรวม: > 740 kW (> 1,000 hp)
ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้า: 25 กม.
ระบบขับเคลื่อน: Variable AMG Performance 4MATIC+ all-wheel drive พร้อมเพลาขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริดด้านหลัง, เพลาขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าด้านหน้า และ Torque Vectoring
ระบบส่งกำลัง: Automated AMG SPEEDSHIFT 8-speed manual transmission
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม.: < 6 วินาที ความเร็วสูงสุด: > 350 กม./ชม.
Mercedes-AMG ONE ไม่ใช่เพียงแค่ยานพาหนะ แต่คือการผสานสุดยอดเทคโนโลยี Formula 1 เข้ากับความหรูหราและสมรรถนะอันไร้ขีดจำกัด หากคุณคือหนึ่งในผู้ที่หลงใหลในสุดยอดวิศวกรรมยานยนต์ และต้องการสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับอย่างแท้จริง ถึงเวลาแล้วที่จะก้าวเข้าสู่โลกแห่ง “ซูเปอร์คาร์ F1” อย่าง Mercedes-AMG ONE และสัมผัสอนาคตของการขับเคลื่อนที่อยู่ตรงหน้าคุณ.

