
Lotus Carlton และ Lotus Omega: เมื่อรถซีดานสำหรับครอบครัว ได้รับหัวใจระดับซูเปอร์คาร์
การฟื้นคืนชีพสู่ยุคทองของสมรรถนะสูงสุด: เจาะลึกโปรเจกต์ Type 104
ย้อนกลับไปในช่วงปลายยุค 1980 ถึงต้นทศวรรษ 1990 เป็นช่วงเวลาที่ตลาดรถยนต์สปอร์ตซีดานกำลังดุเดือด BMW M5 และ Mercedes-Benz 500E ได้ยกระดับนิยามของ “ความเร็วพร้อมใช้งานในทุกวัน” ไปสู่จุดสูงสุด แต่ทว่า ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นนี้เอง มีอีกหนึ่งการเดิมพันครั้งสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งทำให้วงการรถยนต์ต้องหยุดทุกกิจกรรมเพื่อจับตามอง โปรเจกต์ลับสุดยอดที่รหัสลับว่า Type 104 ได้พลิกโฉมรถยนต์ครอบครัวธรรมดา ให้กลายเป็น “Supercar Killer” ที่สามารถขโมยตำแหน่ง “ซีดานที่เร็วที่สุดในโลก” ไปได้อย่างงดงาม
ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมเคยเจอรถสปอร์ตซีดานราคาแพงอย่าง BMW M5 ที่ถูกนำเข้ามาในประเทศไทยใหม่ๆ มันดูเป็นเรื่องที่น่าทึ่งและตื่นตาตื่นใจที่สุดแล้ว แต่แล้วผมก็ได้รับข่าวที่ทำเอาหูผึ่งอย่าง Lotus Carlton ในตอนนั้นถ้าเป็นสมัยนี้คงต้องถามราคาว่า “เกือบ 5 ล้านบาท” มันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่รถซีดานสี่ประตูจะมาตั้งราคาสูงขนาดนี้ได้ แต่เมื่อได้เห็นตัวเลขแรงม้า แรงบิด และอัตราเร่งแล้ว ผมก็เริ่มรู้สึกถึงพลังที่กำลังจะมาทุบวงการเข้าอย่างจัง
ความบังเอิญที่นำมาซึ่งตำนาน: จุดเริ่มต้นของ Lotus Carlton
ตำนานของ Lotus Carlton ไม่ได้เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะสร้างรถสปอร์ต แต่มาจากสถานการณ์ที่ไม่น่าเชื่อที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Lotus Cars ความบังเอิญที่พลิกผันนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Lotus ได้เปลี่ยนเจ้าของเป็น General Motors (GM) ในปี 1986
ในช่วงนั้น Lotus กำลังเผชิญกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้การเข้าซื้อกิจการโดย GM เป็นเหมือนการต่อลมหายใจให้กับบริษัท แม้ว่า Lotus จะอยู่ภายใต้ร่มเงาของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของโลกแล้ว แต่ก็ยังคงมีภารกิจหลักคือการสร้างรถยนต์สปอร์ตประสิทธิภาพสูง และการปรับปรุงรถยนต์รุ่นอื่น ๆ ในเครือ GM ซึ่งหลายคนอาจจะเห็นได้จากสัญลักษณ์ “Handling by Lotus” ที่ติดอยู่บนรถ Isuzu Piazza รุ่นที่ปรับปรุงโฉมใหม่ในปี 1987
แน่นอนว่าเมื่อเกิดการควบรวมบริษัท ย่อมเกิดคำถามขึ้นในใจของผู้บริหารหลายคน “เราจะสามารถแข่งขันกับเจ้าตลาดอย่าง BMW M5 และ Mercedes-Benz 500E ได้หรือไม่?” ซึ่งคำตอบที่ผู้บริหารระดับสูงของ Lotus ตัดสินใจเลือกนั่นคือการดัดแปลงรถซีดานครอบครัวขนาดใหญ่ของค่ายอย่าง Opel Senator ให้มีสมรรถนะระดับซูเปอร์คาร์
ในช่วงแรก Mike Kimberley ผู้บริหารระดับสูงของ Lotus และเป็นผู้ริเริ่มโปรเจกต์นี้ ได้เสนอแนวคิดที่จะใช้พื้นฐานจาก Opel Senator มาเป็นตัวถังรถ แต่หลังจากนั้นไม่นาน การตัดสินใจก็ถูกพลิกผัน ให้เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ตัวถังใหม่ที่กำลังจะออกมาอย่าง Opel Omega แทน ซึ่งเป็นรถรุ่นใหม่ที่จะมาแทนที่ Opel Rekord E ซึ่งเป็นรถซีดานขนาดใหญ่ในขณะนั้น
ย้อนรอยความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่าง Opel และ Vauxhall
ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกรายละเอียดของโปรเจกต์ Type 104 นี้ เราต้องขออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างค่ายรถอย่าง Opel และ Vauxhall ที่เป็นต้นกำเนิดของรถสปอร์ตคันนี้เสียก่อน ซึ่งทั้งสองบริษัทนี้เป็นแบรนด์ย่อยของ GM ที่มีประวัติศาสตร์การทำงานที่ซับซ้อนไม่แพ้กัน
Opel ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 1862 โดยการผลิตเครื่องจักรเย็บผ้า ต่อมาจึงได้ขยายตลาดไปสู่รถจักรยานยนต์ ก่อนที่จะเข้าสู่ยุคของการผลิตรถยนต์ในปี 1899 และภายหลังได้ถูกซื้อกิจการโดย GM ในปี 1929
ในทางกลับกัน Vauxhall ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 1857 เช่นเดียวกัน แต่เป็นการผลิตเครื่องจักรไอน้ำ ก่อนที่จะหันมาผลิตรถยนต์ และเข้าสู่การเป็นส่วนหนึ่งของ GM ในปี 1925
การจะบอกว่ารถทั้งสองค่ายนี้มีวิวัฒนาการอย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจความเปลี่ยนแปลง เพราะทั้งสองบริษัทมีชื่อรุ่นรถที่คล้ายคลึงกันและคาบเกี่ยวกันอยู่ตลอดเวลา ตัวอย่างเช่น ในช่วงยุค 1980 Opel และ Vauxhall ยังคงมีรถยนต์ครอบครัวหลายรุ่นที่ผลิตจากตัวถังคนละประเภท แต่มีการใช้เครื่องยนต์และส่วนประกอบที่เหมือนกัน เพื่อลดต้นทุนในการผลิต
อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ยุคของรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าระบบใหม่ในปี 1979 ได้เป็นแรงผลักดันให้รถทั้งสองแบรนด์นี้มาใช้ตัวถังร่วมกันอย่างแท้จริงในรุ่น Opel Kadett D และ Vauxhall Astra รุ่นแรก ต่อมาทั้งคู่ก็ได้เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อีกหลายรุ่นที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน จนกระทั่งในปี 1992 Opel ก็ตัดสินใจเปลี่ยนชื่อรถเล็กของตัวเองไปเป็น Opel Astra ตาม Vauxhall
สำหรับรถซีดานขนาดกลาง รถรุ่น Opel Ascona และ Vauxhall Cavalier ก็มีความสัมพันธ์กันเช่นกัน โดยต้นกำเนิดของ Opel Ascona ถือเป็นรุ่นที่มาก่อน โดยเป็นรถที่มีขนาดอยู่ระหว่าง Opel Kadett และ Opel Rekord ส่วน Vauxhall Cavalier นั้นเป็นการนำเอา Opel Ascona มาปรับปรุงโฉม ก่อนที่ในปี 1988 Opel Ascona จะถูกเปลี่ยนชื่อไปเป็น Opel Vectra และ Vauxhall Cavalier เข้าสู่เจเนอเรชั่นที่ 3 ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อไปเป็น Vauxhall Vectra ตาม Opel ในเจเนอเรชั่นถัดมา
สำหรับรถยนต์ซีดานขนาดใหญ่อย่าง Lotus Carlton และ Lotus Omega ก็เป็นรถที่มีการทำงานร่วมกันเช่นนี้เช่นกัน โดยต้นกำเนิดของ Opel Omega A คือรถที่มาแทนที่ Opel Rekord E ซึ่งเป็นรถซีดานขนาดใหญ่ในขณะนั้น แต่ก็ยังไม่ใหญ่เท่ากับ Opel Senator ที่เป็นรุ่นสูงสุด และเปิดตัวในปี 1986 โดยทาง Vauxhall ก็เปิดตัวรถรุ่นใหม่ในเวลาเดียวกัน ในชื่อ Vauxhall Carlton Mk.2 ซึ่งมาแทนที่ Vauxhall Carlton Mk.1 อันเป็น Opel Rekord E เวอร์ชั่นของ Vauxhall นั่นเอง
รถแห่งยุคที่เต็มเปี่ยมไปด้วยนวัตกรรม
Opel Omega A เปิดตัวสู่ตลาดอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน ปี 1986 ถือเป็นรถ Opel ขนาดใหญ่รุ่นแรกที่มีการออกแบบโค้งมนเน้นความลู่ลม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ Aerodynamics โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (Drag Coefficient) อยู่ที่ 0.28 เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นค่าที่ต่ำมากสำหรับรถยนต์ในยุคนั้น นอกจากนี้ Opel Omega A ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากมาย เช่น ระบบเบรก ABS และระบบ Trip Computer แบบหน้าจอ LCD ที่ใช้แสดงข้อมูลต่าง ๆ ให้กับผู้ขับขี่
ในด้านเครื่องยนต์ Opel Omega A และ Vauxhall Carlton Mk.2 ก็มีให้เลือกหลายรุ่น แบ่งออกเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ และ 6 สูบ โดยเครื่องยนต์ 4 สูบจะมีปริมาตรความจุตั้งแต่ 1.8 ลิตร ไปจนถึง 2.4 ลิตร ในขณะที่รุ่น 6 สูบ จะเริ่มตั้งแต่ 2.6 ลิตร ไปจนถึง 3.0 ลิตร ยกเว้นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตรของรุ่นต่ำสุด เครื่องยนต์ทุกรุ่นใช้ระบบหัวฉีดน้ำมันอิเล็กทรอนิกส์ EFi เป็นมาตรฐาน
นอกจากนี้ Opel Omega A ยังถูกขยายขนาดตัวถังให้มีความยาวและหรูหรากว่าเดิม เพื่อที่จะมาแทนที่ Opel Senator รุ่นแรก กลายมาเป็น Opel Senator B ในที่สุด สำหรับรถรุ่นนี้ก็ยังคงนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใส่ไว้ด้วย เช่น ระบบเบรก ABS
สิ่งที่น่าสนใจเพิ่มเติมสำหรับ Opel Omega A คือ พื้นฐานของตัวรถถูกนำไปใช้สร้าง Holden Commodore VN ซึ่งก็คือ Holden Calais ที่เคยถูกวางจำหน่ายในประเทศไทยนั่นเอง โดยเป็นการนำเอาชิ้นส่วนของ Omega และ Senator มารวมกัน พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องยนต์ V6 จาก Buick หรือเครื่องยนต์ V8 จาก Holden ส่วนในตลาดประเทศไทยนั้น มีรถรุ่นนี้ทั้งแบบเครื่องยนต์ 3.8 ลิตร V6 และแบบเครื่องยนต์ 2.6 ลิตร 6 สูบแถวเรียงจาก Opel เพิ่มความสับสนให้กับผู้ใช้งาน
Opel Omega A ได้รับคำชมจากบรรดานักข่าวและผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์เป็นอย่างมาก ด้วยการผสานเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ากับตัวถังขนาดใหญ่ที่ลู่ลม ในราคาที่คุ้มค่า
ในประเทศไทยเอง รถรุ่นนี้ก็เคยถูกนำเข้ามาจำหน่ายในช่วงปี 1991 หลังจากการเปิดเสรีการนำเข้ารถยนต์ โดยมีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 4 สูบ และ 3.0 ลิตร 6 สูบ รวมถึงตัวถังทั้งแบบ Sedan และ Station Wagon แม้จะเป็นรถพวงมาลัยขวา แต่ก็ถูกจำ