![[ครบชุด] T2705138 เย บผ าส งล กจบด_part 2](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/05/fb_natural_20260527_144844.jpg)
Tokyo Motor Show 2013: 3 สื่อไทยบุกตะลุยดินแดนแห่งยนตรกรรม (อัปเดตปี 2026)
วันที่ 21 และ 22 พฤศจิกายน 2013 (รายงานหลังการจัดงาน อัปเดตสู่ปัจจุบัน)
หลังจากกระแสความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกลดความร้อนแรงลงหลังเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจต่างๆ ในช่วงทศวรรษก่อนหน้า โลกยานยนต์กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งกับ Tokyo Motor Show 2013 ที่จัดขึ้น ณ Tokyo Big Sight ย่าน Odaiba การย้ายสถานที่จัดงานมายังจุดนี้ส่งผลให้การเดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้น เพียงเชื่อมต่อรถไฟจากใจกลางกรุงโตเกียว มาลงที่สถานี Shimbashi ต่อรถราง Yurikamome ข้ามสะพาน Rainbow Bridge มาลงที่สถานี Kokusai-Tenjijo-Seimon ก็ถึงจุดหมายทันที
การเดินทางในครั้งนี้ของคณะสื่อจากประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากค่ายรถยนต์ชั้นนำทั้ง Honda, Toyota และ Nissan นำโดย J!MMY, TOYD จาก The Coup Channel และ HOMY DEMIO จาก Headlightmag.com เพื่อติดตามความก้าวหน้าและเทคโนโลยีล้ำสมัยก่อนที่แต่ละค่ายจะนำรุ่นรถใหม่ ๆ เข้ามาทำตลาดในปีถัดไป
###ภาพรวมงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ 2013 (มุมมองจากปี 2026)
งาน Tokyo Motor Show 2013 ยังคงเป็นงานจัดแสดงที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการวางกลยุทธ์ตลาดของผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น เทรนด์ที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้นคือการผลักดัน รถยนต์พลังงานทางเลือก (Alternative Energy Vehicles) ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ไฮบริด (Hybrid), ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV), รถยนต์ไฟฟ้า (EV), และรถยนต์เซลล์เชื้อเพลิง (FCV) เพื่อรองรับเป้าหมายการลดมลภาวะและลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง
แม้ในปีนั้นผู้ผลิตบางค่ายจะยังไม่นำรถยนต์ต้นแบบ (Concept Cars) ที่ใช้เทคโนโลยีสุดล้ำมาแสดง แต่ผู้ผลิตส่วนใหญ่ก็ได้นำรถยนต์ต้นแบบที่สะท้อนวิสัยทัศน์ไปสู่ อนาคต (Future Vision) มาแสดงความพร้อมให้โลกได้เห็น ซึ่งในปี 2026 เราจะเห็นได้ว่าความฝันเหล่านั้นเริ่มกลายเป็นความจริงแล้ว
###เบื้องหลังความสำเร็จและบทบาทสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่น
การพึ่งพาความสำเร็จจากงาน Tokyo Motor Show เป็นส่วนสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่นหลังปี 2009 ซึ่งเป็นยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นได้รับผลกระทบอย่างหนัก การพัฒนานวัตกรรมในอดีตทำหน้าที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้ประเทศฟื้นตัวและยืนหยัดอยู่ในแถวหน้าของโลกได้
นับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้นมา แม้ขนาดของงานอาจจะดูไม่ใหญ่เท่างานในอดีต แต่ Tokyo Motor Show 2013 ยังคงเต็มไปด้วยความฝันและความมุ่งมั่นที่จะพัฒนายานยนต์แห่งอนาคต ปลอดภัยยิ่งขึ้น เป็นมิตรต่อโลกและสังคมมากขึ้น ฝันที่จะเห็นการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นกลับคืนมาให้ทัดเทียมคู่แข่งชั้นนำอย่างสหรัฐอเมริกาและยุโรปอีกครั้ง ฝันที่ผู้คนรุ่นใหม่อีกหลายล้านคนจะเติบโตและสร้างอนาคตไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
ในอีกสองปีต่อมา (2015) ความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ปรากฏอย่างชัดเจน และนำไปสู่ความก้าวหน้าที่เห็นได้ชัดในปัจจุบัน
Alpine
การพัฒนาสู่รถซูเปอร์คาร์พลังความแรง (Performance Supercar Revolution)
ปีนี้ Alpine นำรถสปอร์ตสมรรถนะสูงรุ่นใหม่ ๆ มาเปิดตัวในงานหลายรุ่น ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำสถานะผู้ผลิตยานยนต์สมรรถนะสูงที่เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความแรงและสมรรถนะการขับขี่สูงสุด
ALPINA B4 BiTurbo Coupe: เปิดตัวครั้งแรกของโลกบนพื้นฐานของ BMW 4 Series พร้อมการปรับปรุงดีไซน์ภายนอกที่ดุดันยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดตั้งล้ออัลลอยลายเอกลักษณ์เฉพาะของ Alpina นอกจากนี้ ยังได้รับการอัปเกรดขุมพลังด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว ขนาด 3.0 ลิตร พร้อมเทอร์โบคู่ ให้กำลังแรงม้าสูงสุดถึง 410 แรงม้า (PS) แรงบิดมหาศาล 600 นิวตัน-เมตร ที่ให้แรงบิดได้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่รอบเครื่องต่ำที่ 3,000 รอบ/นาที ไปจนถึง 4,000 รอบ/นาที ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการตอบสนองที่ฉับไวในทุกสภาวะ
ALPINA D3 BiTurbo: รุ่นที่เปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่น ใช้พื้นฐานจาก BMW 320d มาพร้อมกับขุมพลังดีเซลเทอร์โบคู่ ให้กำลัง 350 แรงม้า (PS) ที่ 4,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูง 700 นิวตัน-เมตร ในช่วงรอบเครื่องต่ำตั้งแต่ 1,500 รอบ/นาที ยาวไปจนถึง 3,000 รอบ/นาที เพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่ดุดันและทรงพลัง
ALPINA B5 BiTurbo Touring: การเปิดตัวบนพื้นฐานของ BMW 5-Series Touring (F11) เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่ต้องการรถยนต์เอนกประสงค์ที่ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะระดับสูง ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน V8 DOHC 32 วาล์ว ขนาด 4.4 ลิตร พร้อมเทอร์โบคู่ ให้กำลังมหาศาล 550 แรงม้า (PS) ที่ 5,200–6,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 730 นิวตัน-เมตร ในช่วง 2,800–5,000 รอบ/นาที
###สิ่งที่ควรรู้สำหรับคนเล่นรถ (Collector Insights)
แม้ Alpina จะมีชื่อเสียงด้านสมรรถนะ แต่ในปีนี้ผู้เข้าชมก็ยังให้ความสนใจมากเป็นพิเศษกับดีไซน์ที่ผสมผสานความเรียบหรูของ BMW เข้ากับความสปอร์ตดุดันของ Alpina การเลือกใช้วัสดุภายในและอุปกรณ์เสริมยังคงเน้นความพรีเมียมตามมาตรฐานของแบรนด์ ซึ่งถือเป็นการยกระดับประสบการณ์ของเจ้าของรถในทุกรายละเอียด
Audi
การก้าวสู่ยุคแห่งรถยนต์ไฟฟ้าและระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ (Electric and Smart Mobility)
ค่ายรถยนต์พรีเมียมจากเยอรมนี แม้จะยังไม่มีรถยนต์เปลี่ยนโฉมทั้งคันมาอวดโฉม แต่ก็ได้นำเทคโนโลยีแห่งอนาคตมาแสดงให้โลกเห็นอย่างชัดเจน
Audi A3 e-tron Concept: เปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่น เป็นเวอร์ชันพลังไฟฟ้าล้วน (Pure Electric) แสดงให้เห็นว่า Audi เริ่มขยายฐานรถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดพรีเมียมขนาดคอมแพคท์ เพื่อเป็นตัวเลือกให้กับกลุ่มลูกค้าในเมืองใหญ่ที่ต้องการความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยในปี 2026 เราจะเห็นว่าเทคโนโลยีนี้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดไปแล้ว
Audi S8 Minorchange: พี่ใหญ่แห่งตระกูล A8 ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ในครั้งนี้ ซึ่งก็ตรงตามความต้องการของตลาดญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับสมรรถนะสูงของรถยนต์ซีดานหรูขนาดใหญ่
Audi S3 Sedan: เป็นไฮไลท์สำคัญของบูธ S3 Sedan ได้รับการพัฒนาให้มีความสปอร์ตและดุดันยิ่งขึ้นบนพื้นฐานของ Audi A3 รุ่นล่าสุด เส้นสายของรถจริงมีความสมมาตรและลงตัวมากกว่าภาพที่เห็นในงาน แต่พื้นที่ห้องโดยสารยังคงความกระชับตามสไตล์ Audi S3 วางเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 2.0 ลิตร พ่วงระบบอัดอากาศด้วยเทอร์โบและอินเตอร์คูลเลอร์ TFSI ให้กำลัง 220 แรงม้า (HP) แรงบิด 380 นิวตัน-เมตร ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุครถยนต์ซีดานสมรรถนะสูงขนาดเล็ก
นอกจากนี้ Audi ยังนำเสนอรถยนต์สมรรถนะสูงตระกูล RS ที่เน้นการตกแต่งด้วยสีสันสดใสอย่างสีแดงเพลิงและสีขาว ไม่ว่าจะเป็น RS4 Avant, RS5 Cabriolet, RS6 Avant, RS7 รวมไปถึงรถแข่งสมรรถนะสูงอย่าง R8 Spyder V10 และรถยนต์ต้นแบบพลังงานไฟฟ้า R18 e-tron Quattro ที่เคยฝากผลงานในสนาม Le Mans ไว้แล้ว
###สิ่งที่ควรรู้สำหรับคนเล่นรถ (Collector Insights)
ความน่าสนใจของ Audi ในปี 2013 คือการก้าวสู่