
Lotus Carlton/Omega: สุดยอดสปอร์ตซีดานเยอรมันที่โลกลืม… และเกือบถูกแบน
เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 1993 เหตุการณ์ความวุ่นวายใจได้เกิดขึ้นในเมืองเล็กแห่งหนึ่งในมณฑล West Midlands ประเทศอังกฤษ หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของรถคันหนึ่งตื่นขึ้นมาพบว่ารถสปอร์ตซีดานสีดำเข้มที่จอดอยู่หน้าบ้านได้อันตรธานหายไปเสียแล้ว รายงานจากตำรวจท้องถิ่นระบุว่ารถคันดังกล่าวไม่ได้หายไปไหนไกล แต่กลายเป็น “อาวุธคู่ใจ” ของแก๊งโจรที่ออกอาละวาดปล้นร้านค้ายามวิกาลอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย
รถคันที่เป็นต้นเรื่องนี้คือ Lotus Carlton ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษที่ได้รับการปรับปรุงโดยสำนักแต่งรถชื่อก้องอย่าง Lotus รถยนต์รุ่นนี้มาพร้อมกับสมรรถนะระดับซูเปอร์คาร์ หากเปรียบเทียบในวันนี้ อาจกล่าวได้ว่าราคาของมันสามารถซื้อ Porsche Taycan GTS ในตลาดยุโรปได้อย่างสบาย ๆ ที่สำคัญกว่านั้นคือ มันเป็น “ปีศาจ” ที่ยากจะจับตามทัน แม้แต่หน่วยตำรวจที่ไล่ตามก็ไม่สามารถเทียบความเร็วอันมหาศาลของมันได้
เหตุการณ์ในคืนนั้นสร้างความตื่นตระหนกให้กับสื่อหลายแขนงในประเทศอังกฤษเป็นอย่างมาก นักข่าวต่างพากันรายงานถึงขีดความสามารถของรถซีดานคันยักษ์คันนี้ และเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษสั่งแบนรถยนต์ดังกล่าวออกจากท้องตลาดอย่างเด็ดขาด เนื่องจากสมรรถนะของมันนั้นถือเป็นอันตรายต่อสังคมและเกินกว่าความจำเป็นสำหรับรถยนต์ขนาดครอบครัว
อย่างไรก็ตาม แผนการแบนรถยนต์รุ่นนี้ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้ เพราะในขณะนั้นเอง รถรุ่นดังกล่าวได้สิ้นสุดสายการผลิตไปตั้งแต่ปี 1992 แล้ว ทำให้มันกลายเป็นตำนานแห่งความแรงและความเป็นอมตะที่ไม่มีใครสามารถโค่นล้มได้
รากฐานจากตำนาน: ประวัติศาสตร์ของ Lotus Cars
ก่อนจะไปเจาะลึกเรื่องราวของ Lotus Carlton/Omega สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำความเข้าใจจุดเริ่มต้นของสำนักแต่งรถสัญชาติอังกฤษแห่งนี้ Lotus Cars ก่อตั้งขึ้นในหมู่บ้าน Hethel เมือง Norfolk ประเทศอังกฤษ โดย Colin Chapman ผู้เป็นวิศวกรอัจฉริยะผู้เริ่มต้นจากเครื่องบินก่อนที่จะหันมาทุ่มเทให้กับวงการยานยนต์ ความมุ่งมั่นในการสร้างรถแข่งและการออกแบบรถยนต์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ ทำให้ Lotus กลายเป็นชื่อที่รู้จักในวงกว้าง
ในช่วงยุคแรก Lotus ได้ผลิตรถสปอร์ตสำเร็จรูปหลายรุ่น เช่น Lotus 6 และ Lotus 7 ที่กลายเป็นต้นแบบของรถแข่งสำหรับมืออาชีพและนักพัฒนา ต่อมา Lotus ยังคงพัฒนาไลน์การผลิตให้หลากหลายยิ่งขึ้น โดยมีการผลิตรถสปอร์ตสำเร็จรูปอย่าง Lotus Elan, Lotus Europa และ Lotus Esprit รถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางที่โด่งดังไปทั่วโลก
นอกจากนี้ Lotus ยังมีบทบาทสำคัญในการเป็น “ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรม” ให้กับบริษัทรถยนต์ชั้นนำทั่วโลก เพื่อให้พวกเขาสามารถสร้างรถที่มีประสิทธิภาพสูงสุดได้ ความร่วมมือกับบริษัทอย่าง Porsche ในยุคแรก และการพัฒนารถแข่งสำหรับ Ford ทำให้ Lotus กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการผลิตเครื่องยนต์ และการออกแบบชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์
แต่แล้ว ความสำเร็จของบริษัทก็ต้องหยุดชะงักลงในช่วงยุค 1980 เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำ ทำให้รถสปอร์ตราคาแพงกลายเป็นสิ่งที่ไม่เป็นที่สนใจอีกต่อไป Lotus จึงต้องหันไปร่วมมือกับบริษัทอื่น ๆ มากขึ้น เช่น Toyota ในการออกแบบรถสปอร์ตอย่าง Toyota Celica XX รวมไปถึงการให้แนวคิดในการสร้าง Toyota MR2 AW11 รุ่นแรก นอกจากนี้ Colin Chapman ยังได้ร่วมมือกับ John Z. Delorean เพื่อสร้างรถยนต์ DMC Delorean ที่ใช้แชสซีของ Lotus Esprit เป็นพื้นฐาน ซึ่งความร่วมมือนี้เองที่นำมาสู่จุดจบทางการเงินของ Colin Chapman และการปิดฉากชีวิตของเขาอย่างน่าเสียดาย
การเข้าสู่ยุคใหม่ของ Lotus กับการควบรวมกิจการ
ในปี 1986 Lotus ได้ถูกขายกิจการให้กับ General Motors (GM) ซึ่งเป็นบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากอเมริกา การเข้ามาซื้อกิจการของ GM ทำให้ Lotus ได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีและรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ เช่น Lotus Esprit รุ่นปรับปรุงโฉมที่ออกแบบโดย Peter Stevens
ภายใต้การดูแลของ GM Lotus ยังคงทำหน้าที่เป็น “หน่วยกลยุทธ์” ในการปรับปรุงและพัฒนาสมรรถนะให้กับรถในเครือหลากหลายรุ่น ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ Isuzu Piazza ที่ได้รับการปรับปรุงช่วงล่างโดยสิ้นเชิงเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ทำให้รถรุ่นนี้มีตราสัญลักษณ์เล็ก ๆ ติดไว้ว่า “Handling by Lotus”
สัมผัสแห่งความแรง: Opel Omega และ Vauxhall Carlton
ในการทำความเข้าใจเรื่องราวของ Lotus Carlton/Omega เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจถึง “ต้นทาง” ของรถยนต์คันนี้เสียก่อน เพราะ Opel และ Vauxhall คือสองบริษัทที่แยกกันภายใต้ General Motors ซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนได้
Opel ก่อตั้งขึ้นในปี 1862 โดยเริ่มต้นจากการผลิตเครื่องเย็บผ้า และต่อมาได้ถูกซื้อกิจการโดย GM ในปี 1929 ส่วน Vauxhall ซึ่งเป็นบริษัทรถยนต์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของอังกฤษ ก่อตั้งในปี 1857 และถูกซื้อกิจการโดย GM ในปี 1925
การจะบอกว่าสองบริษัทนี้ควบรวมเป็นหนึ่งเดียวเมื่อไหร่นั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อน แต่ถ้าจะพิจารณาจากยุคสมัย จะเห็นได้ว่ารถของทั้งสองบริษัทมีการปรับเปลี่ยนและใช้พื้นฐานร่วมกันอย่างชัดเจนในช่วงที่ GM พยายามลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
Opel Omega A เปิดตัวในปี 1986 โดยเป็นรถ Opel ขนาดใหญ่ที่มีการออกแบบที่ลู่ลมมากที่สุดในยุคนั้น ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่ต่ำถึง 0.28 นอกจากนี้ Omega A ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างระบบเบรก ABS และ Trip Computer ที่ใช้หน้าจอ LCD นอกจากขนาดและสมรรถนะที่โดดเด่นแล้ว Opel Omega A ยังถูกนำไปใช้เป็นพื้นฐานในการสร้าง Holden Commodore VN ซึ่งก็คือ Holden Calais ที่เคยถูกจำหน่ายในประเทศไทยนั่นเอง!
Lotus Carlton/Omega: จากรถครอบครัวสู่ Supercar Killer
โปรเจกต์ Lotus Carlton/Omega ถือกำเนิดขึ้นมาได้เพราะการเข้ามาของ General Motors ในต้นปี 1986 โดยผู้คิดริเริ่มโปรเจกต์นี้คือทาง Lotus ในปี 1987 ซึ่งนำโดย Mike Kimberley ผู้ซึ่งทำงานกับ Lotus มาตั้งแต่ปี 1969 แนวคิดเริ่มต้นคือการนำเอารถซีดานของ GM มาปรับแต่งให้มีประสิทธิภาพสูง เพื่อมาต่อกรกับรถอย่าง BMW M5 และ Mercedes-Benz 500E
เดิมที Lotus ตั้งเป้าหมายว่าจะใช้พื้นฐานจากรถรุ่นใหญ่ Opel Senator B แต่สุดท้ายก็ได้ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ Opel Omega แทน ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นโปรเจกต์อย่างเต็มตัวในปี 1988
ในปี 1989 รถยนต์ Prototype จำนวน 3 คันแรก ได้ถูกสร้างขึ้นมาเสร็จสิ้น โดยใช้การนำเอา Opel Omega 3000 24V สีเงินมาดัดแปลงทุกส่วน ต่อมามีการสร้างรถสำหรับจัดแสดงในงาน 1989 Geneva Motor Show อีก 2 คัน ซึ่งเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มเกือบดำแบบรถจำหน่ายจริง
หลังจากนั้น Lotus ได้สร้างรถ Pre-Production ขึ้นมาอีกจำนวน 17 คัน โดยแบ่งออกเป็น 2 ล็อต จำนวน 9 คันซึ่งยังมีความแตกต่างกับรถจำหน่ายจริง และ 8 คันสุดท้ายที่เป็นรถ Pre-Production ที่เหมือนกับรถจำหน่ายจริงเกือบทุกประการ ในที่สุด Lotus Carlton และ Lotus Omega ก็ถูกส่งมอบถึงมือลูกค้าในปี 1990
รายละเอียดภายนอกและภายใน: เมื่อความหรูหราพบกับความดิบเถื่อน
Lotus Carlton และ Lotus Omega ทุกคัน เริ่มต้นชีวิตการเป็นรถในฐานะ Opel Omega 3000 หรือ Vauxhall Carlton GSi 24V ในรูปแบบ “Complete Car” หรือรถที่ผลิตเสร็จแล้วจากโรงงานในเมือง Rüsselsheim ของ Opel ในเยอรมนี ก่อนที่จะถูกส่งตรงไปยังโรงงานของ Lotus ใน Hethal, Norfolk สหราชอาณาจักร
ที่โรงงานของ Lotus ในอังกฤษ รถเหล่านี้จะถูกแยกชิ้นส่วนออกอย่างรวดเร็ว โดยที่ทาง General Motors อาจจะคำนวณมาแล้วว่าวิธีนี้ถูกกว่าการส่งรถซึ่งประกอบไปได้ครึ่งหนึ่งมาทำต่อ หลังจากนั้น ตัวถังของรถบริเวณซุ้มล้อจะถูกตัด และเชื่อมชิ้นส่วนใหม่เข้าไปเพื่อติดตั้งโป่งขยายซุ้มล้อเพื่อรองรับล้อที่กว้างขึ้น โดยเฉพาะ ยางหลังที่กว้างถึง 265 มิลลิเมตร ซึ่งแตกต่างจาก Opel Omega ธรรมดาที่ใช้เพียง 195