
Lotus Carlton/Omega ปี 1990: เมื่อ Supercar กลายเป็นเป้าหมายหมายปองของอาชญากรและเสียงเรียกร้องให้แบน!
ในวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ. 1993 ข่าวอาชญากรรมสุดเหลือเชื่อได้เขย่าวงการความเร็วในสหราชอาณาจักร เมื่อเกิดเหตุการณ์ปล้นร้านค้าแห่งหนึ่งในเมืองเวสต์มิดแลนด์ส โดยกลุ่มโจรได้ใช้ “รถสปอร์ตซีดาน” สีเข้มราวรัตติกาล เป็นยานพาหนะในการหลบหนี แต่ที่ทำให้ตำรวจต้องปวดหัวที่สุดคือ รถคันดังกล่าวเป็น Lotus Carlton ซึ่งเป็นรถที่มีประสิทธิภาพสูงมากจนเหนือกว่ารถตำรวจความเร็วสูงแห่งยุคนั้นอย่างเทียบไม่ติด
นับจากวันที่เกิดเหตุ Lotus Carlton ทะเบียน 40 RA ก็กลายเป็นตำนานของเหล่าคนรักรถไปโดยปริยาย แม้เวลาจะล่วงเลยมานานหลายปี แต่เรื่องราวความแรงที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ของรถซีดานขนาดใหญ่จากฝั่งอังกฤษ ก็ยังคงถูกเล่าขานและเป็นแรงบันดาลใจให้คนอีกหลายรุ่นจนถึงปัจจุบัน
วันนี้เราจะพาคุณดำดิ่งสู่ประวัติศาสตร์ของ Lotus Carlton และ Lotus Omega การร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง Opel, Vauxhall และ Lotus Cars เพื่อสร้างสุดยอดสปอร์ตซีดานความเร็วสูง ที่สร้างปรากฏการณ์ “ผิดที่ผิดเวลา” จนกลายเป็นตำนานที่ถูกกล่าวขานอย่างไม่เสื่อมคลาย!
จุดเริ่มต้นของ Lotus Cars: ศาสตร์แห่งความเบา และความหลงใหลในตัวเลข
ก่อนที่เราจะเจาะลึกเข้าไปในตำนาน Lotus Carlton เราขอพาทุกท่านย้อนกลับไปทำความรู้จักกับรากเหง้าของแบรนด์ที่ยืนหยัดอยู่บนมาตรฐานแห่งความเร็วและความถูกต้องอย่าง Lotus Cars บริษัทสัญชาติอังกฤษที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกด้านรถแข่งฟอร์มูลา 1 ก่อตั้งโดยผู้บุกเบิกวงการรถยนต์อย่าง คอลิน แชปแมน (Colin Chapman) ณ หมู่บ้านเฮเธล (Hethel) เมืองนอร์ฟอล์ก ประเทศอังกฤษ
เรื่องราวของ Lotus Cars เริ่มต้นจากการแข่งขันหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ความต้องการรถยนต์น้ำหนักเบาและมีประสิทธิภาพสูงเพื่อการแข่งขันกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แชปแมน ผู้มีพื้นฐานด้านวิศวกรรมการบิน ได้นำแนวคิดด้านอากาศพลศาสตร์และการรีดน้ำหนักรถมาใช้กับรถยนต์อย่างเต็มรูปแบบ ทำให้รถของ Lotus กลายเป็นที่รู้จักในฐานะรถสปอร์ตน้ำหนักเบาที่มีความแม่นยำสูง
ในยุคแรก ๆ ของ Lotus บริษัทไม่ได้เน้นผลิตรถสปอร์ตพร้อมขาย แต่เน้นผลิตในรูปแบบชุดประกอบ หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่า “Kit Car” รถเช่น Lotus 6 และ Lotus 7 ถูกออกแบบมาให้ลูกค้าสามารถเลือกประกอบเครื่องยนต์และชิ้นส่วนที่หลากหลาย เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการด้านการแข่งขัน หรือสมรรถนะที่สูงขึ้นได้ ซึ่งรถต้นแบบอย่าง Lotus 7 ก็ยังคงถูกผลิตต่อโดยบริษัท Caterham จนถึงปัจจุบัน โดยที่มีการปรับปรุงรายละเอียดให้ทันสมัยตามยุคสมัย
การขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ และการก้าวเข้าสู่โลกของรถสปอร์ตสำเร็จรูป
เมื่อตลาดรถสปอร์ตสำเร็จรูปเริ่มได้รับความนิยมในช่วงปี ค.ศ. 1960 และ 1970 ทาง Lotus จึงเริ่มผลิตรถสปอร์ตพร้อมจำหน่ายเพื่อตอบรับความต้องการของตลาด กลุ่มรถสปอร์ตที่ประสบความสำเร็จในยุคนั้น ได้แก่ Lotus Elan, Lotus Europa และ Lotus Esprit รถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางที่โด่งดังระดับโลก ซึ่งยังคงเป็นที่จดจำจากการปรากฏตัวในภาพยนตร์ James Bond ตอน The Spy Who Loved Me ในปี ค.ศ. 1977
นอกจากงานด้านการผลิตรถของตัวเองแล้ว Lotus ยังมีอีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือการให้บริการด้านวิศวกรรมและการออกแบบแก่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์อื่น ๆ ซึ่งในอดีต Porsche เองก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่เคยใช้บริการเช่นนี้ เนื่องจากผู้ผลิตรถสปอร์ตที่มีกำลังการผลิตน้อย มักจะมีข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ในการออกแบบและผลิตชิ้นส่วนที่ซับซ้อน หรือต้องอาศัย Economies of Scale อย่างเครื่องยนต์ Lotus จึงเข้ามารับหน้าที่ดังกล่าว เพื่อช่วยบริษัทอื่น ๆ ในการพัฒนารถยนต์หรือเครื่องยนต์
ความร่วมมือครั้งแรกที่สำคัญของ Lotus เกิดขึ้นกับ Ford โดยการนำเอาพื้นฐานของรถครอบครัวอย่าง Ford Cortina มาติดตั้งเครื่องยนต์ของ Lotus-Ford ขนาด 1.6 ลิตร ซึ่งรถรุ่นนี้ได้รับความนิยมอย่างสูง และสร้างชื่อให้กับทั้งสองแบรนด์เป็นอย่างมาก
ปัญหาทางการเงิน และความจำเป็นในการหาพันธมิตร
ในช่วงทศวรรษ 1980 เศรษฐกิจโลกประสบปัญหาถดถอย ทำให้รถสปอร์ตที่มีราคาค่อนข้างสูงกลายเป็นสิ่งที่ไม่น่าสนใจในชั่วข้ามคืน Lotus จึงต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตทางการเงินอย่างหนัก บริษัทจึงเริ่มหันไปจับมือกับบริษัทอื่น ๆ มากขึ้น เพื่อพยุงบริษัทให้เดินหน้าต่อไปได้ ตัวอย่างความร่วมมือที่โดดเด่น คือ การร่วมงานกับ Toyota ในปี ค.ศ. 1982 เพื่อช่วยในการออกแบบรถสปอร์ตอย่าง Toyota Celica XX รวมถึงการให้แนวคิดในการสร้าง Toyota MR2 AW11 รุ่นแรกด้วย
นอกจากนี้ Colin Chapman ยังได้ร่วมมือกับ จอห์น ซี เดอลอเรน (John Z. DeLorean) ผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ DMC ซึ่งหลายคนอาจจะคุ้นเคยกับรถ DMC-12 ที่ใช้แชสซีของ Lotus Esprit เป็นพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือกับ DeLorean ในที่สุดกลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ Colin Chapman ถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินของรัฐบาลอังกฤษ ส่งผลให้เขาต้องปิดฉากชีวิตอย่างน่าเศร้าในวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1982 ด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน
หลังจากที่ผู้ก่อตั้งได้จากไป Lotus ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป บริษัทได้ถูกขายให้กับ General Motors (GM) ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1986 เพื่อนำเงินทุนเข้ามาพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ต่อไป เช่น Lotus Esprit รุ่นปรับโฉมที่ได้รับการออกแบบโดย Peter Stevens ซึ่งได้รับการปรับปรุงให้มีความสปอร์ตและลู่ลมมากขึ้น
การก้าวเข้าสู่ยุคของรถขับเคลื่อนล้อหน้า (Front-Wheel Drive)
การจะระบุช่วงเวลาที่ Vauxhall และ Opel ถูกควบรวมเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก เนื่องจากรถของทั้งสองค่ายมีความคล้ายคลึงและแตกต่างกันในแต่ละยุคสมัย และชื่อรุ่นของรถหลายรุ่นก็คาบเกี่ยวกันจนทำให้น่าสับสน อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ยุคของรถขับเคลื่อนล้อหน้าในปี ค.ศ. 1979 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่รถของทั้งสองค่ายได้รับการรวมเป็นรถที่มีตัวถังเหมือนกันอย่างแท้จริงครั้งแรกตามกระแสการลดต้นทุนของบริษัทรถ ด้วยการผลิตรถแบบเดียวในจำนวนที่มากขึ้น
ก่อนที่ในปี ค.ศ. 1992 Opel จะเปลี่ยนชื่อรถเล็กไปเป็น Opel Astra ตาม Vauxhall ในขณะเดียวกันรถขนาดกลางอย่าง Vauxhall Cavalier และ Opel Ascona ก็เป็นอีกหนึ่งกรณีที่คล้ายคลึงกัน Opel Ascona ถือกำเนิดขึ้นมาก่อน โดยคั่นกลางระหว่าง Opel Kadett และ Opel Rekord ในขณะที่ Vauxhall Cavalier ถือกำเนิดขึ้นจากการนำเอา Opel Ascona มาปรับปรุงโฉม ก่อนที่ในปี ค.ศ. 1988 Opel Ascona จะถูกเปลี่ยนเป็น Opel Vectra และ Vauxhall Cavalier เข้าสู่รถเจเนอเรชั่นที่ 3 ก่อนที่ Vauxhall ในเซกเมนต์นี้เจเนอเรชั่นถัดมาจะเปลี่ยนชื่อไปเป็น Vauxhall Vectra ตาม Opel
Opel Omega และ Vauxhall Carlton ก็เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์เช่นนี้เช่นกัน โดยถ้าย้อนกลับไปดู Opel Omega A ถือเป็นรถรุ่นใหม่ที่มาแทนที่ Opel Rekord E ซึ่งเป็นรถซีดานขนาดใหญ่ของค่าย แต่ก็ยังไม่ใหญ่เท่า Opel Senator อันเป็นรถรุ่นสูงสุด และเปิดตัวในปี ค.ศ. 1986 โดยที่เวอร์ชั่นของ Vauxhall เปิดตัวพร้อมกันในชื่อ Vauxhall Carlton Mk.2 ซึ่งมาแทนที่ Vauxhall Carlton Mk.1 อันเป็น Opel Rekord E เวอร์ชั่นของ Vauxhall นั่นเอง
การมาถึงของ Opel Omega A: ความล้ำสมัยด้วยดีไซน์และความปลอดภัย
Opel Omega A เปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน ค.ศ. 1986 ถือเป็นรถ Opel ขนาดใหญ่รุ่นแรกที่มีดีไซน์โค้งมน เน้นความลู่ลมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และมีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานเพียง 0.28 เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมากในยุคนั้น นอกจากนี้ Opel Omega