
Lotus Carlton และ Lotus Omega: สปอร์ตซีดานสุดแรงที่แทบต้องกลายเป็นตำนาน ก่อนจะกลับมาทวงบัลลังก์ปี 2026
ปี 1993 ประเทศอังกฤษต้องตกอยู่ในความตื่นตระหนก เมื่อรายงานข่าวการโจรกรรมรถยนต์จากบ้านหรูแห่งหนึ่งในมณฑล West Midlands ได้เปิดเผยถึงเบาะแสของรถยนต์คันหนึ่งที่น่าจับตา “Lotus Carlton” รถซีดานขนาดใหญ่สีดำที่ใครเห็นต้องสะท้อนใจ หากมองย้อนไปในวันนี้ ราคามันก็สามารถหยิบเอา Porsche Taycan GTS ในยุคปัจจุบันไปแลกได้สบายๆ
แต่เรื่องราวความระทึกขวัญไม่ได้หยุดอยู่แค่รถหาย มันกลับถูกเชื่อมโยงเข้ากับการก่ออาชญากรรมข้ามเขตในยามวิกาล โดยแก๊งโจรได้ใช้รถยนต์ Lotus Carlton ทะเบียน 40 RA คันดังกล่าวเป็นเครื่องมือหลักในการบุกปล้นร้านค้าต่างๆ ราวกับเป็นรถจากโลกอนาคตที่ไม่มีรถตำรวจรุ่นไหนตามทัน
สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจอังกฤษในยุคนั้น นี่คือสถานการณ์ที่น่าปวดหัวอย่างยิ่ง แม้ Lotus Carlton จะเป็นเพียงรถซีดานขนาดใหญ่ 4 ประตู ที่ดูเผินๆ เหมือนรถยนต์บ้านทั่วไป แต่ภายใต้ความสง่างามนั้นซ่อนเร้นสมรรถนะระดับซูเปอร์คาร์ไว้ โรงงานเคลมอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไว้ที่ 5.2 วินาที และยังคาดการณ์ความเร็วสูงสุดไว้ที่ 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง! รถตำรวจความเร็วสูงอย่าง Vauxhall Senator 3.0 24v มีแรงม้าน้อยกว่าเกือบครึ่ง แถมยังยากที่จะไล่ตามรถคันนี้ได้ทัน ไม่ว่าจะต้องขับด้วยความเร็วสูงสุดพร้อมกัน หรือต้องเจอสถานการณ์ที่รถคันนี้บรรทุกโจร 4 คน พร้อมสัมภาระมากมายก็ตาม
แม้กระทั่งการใช้เฮลิคอปเตอร์ติดตาม ก็ยังคงไม่มีประโยชน์ รถคันนี้ยังคงหนีพ้นการตรวจจับไปได้อย่างง่ายดาย สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้สื่อหลายสำนักในยุคนั้น เริ่มออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมที่รถยนต์ธรรมดาคันหนึ่ง จะสามารถทำความเร็วได้สูงถึง 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยพวกเขาร้องขอให้รัฐบาลอังกฤษออกคำสั่งแบนรถยนต์รุ่นนี้ออกไปจากตลาดให้เร็วที่สุด
ถึงแม้คำขอของสื่อจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชน แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ไม่อาจบรรลุเป้าหมายนั้นได้ เพราะทาง General Motors Europe หัวเรือใหญ่ที่ตัดสินใจผลิตรถรุ่นนี้ภายใต้ชื่อแบรนด์ Lotus และเวอร์ชันสำหรับตลาดยุโรปแผ่นดินใหญ่ในชื่อ “Lotus Omega” นั้น ได้ยุติการผลิตรถยนต์รุ่นนี้ไปตั้งแต่ปี 1992 แล้ว
อย่างไรก็ตาม ตำนานของ Lotus Carlton ทะเบียน 40 RA ยังคงตราตรึงใจกลุ่มคนรักรถในอังกฤษมาอย่างยาวนาน และแม้ว่าเจ้าของรถคันจริงจะเคยออกมาเปิดเผยว่ารถคันดังกล่าวได้ถูกทำลายทิ้งไปนานแล้ว แต่ก็ยังมีเจ้าของรถ Lotus Carlton คันอื่นที่พยายามสืบค้นหาหมายเลขทะเบียนนี้ เพื่อนำมาติดตั้งในรถของตัวเอง เพื่อเป็นเครื่องรำลึกถึงรถสปอร์ตซีดานที่เร็วที่สุด ที่ไม่มีรถรุ่นอื่นใดมาทำลายสถิติได้เป็นระยะเวลายาวนานเกินกว่า 10 ปี และเป็นรถที่มีความเร็วสูงเสียจนหลายฝ่ายพยายามแบนรถรุ่นนี้ออกไปจากท้องถนน แม้ว่ารถรุ่นนี้จะเลิกทำตลาดไปนานแล้วก็ตาม
ในวันนี้ เราจะมาลงรายละเอียดเรื่องราวของ Lotus Carlton และ Lotus Omega ความร่วมมืออันยิ่งใหญ่ระหว่าง Opel/Vauxhall และ Lotus Cars เพื่อสร้างสุดยอดรถยนต์ซีดานความเร็วสูงที่สุดในยุค!
ก่อนจะเข้าสู่เรื่องราวหลัก เราขอพาทุกท่านย้อนดูประวัติของ Lotus Cars กันสั้นๆ
อย่างที่หลายท่านคงจะทราบกันดีอยู่แล้ว Lotus Cars เป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สปอร์ตจากประเทศอังกฤษ ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน Hethel เมือง Norfolk ปัจจุบันรถยนต์ Lotus อยู่ภายใต้การดูแลของ Geely ซึ่งได้เข้ามาถือครองหุ้นสูงสุดต่อจาก Proton ของมาเลเซีย ที่เคยถือหุ้นสูงสุดมานานหลายปี แต่ก่อนที่ Lotus จะตกเป็นของ Proton ด้วยซ้ำ บริษัทแห่งนี้ก็เคยผ่านการถือครองหุ้นโดยผู้ถือหุ้นมาหลายรายเช่นกัน
Colin Chapman คือผู้ก่อตั้งบริษัท Lotus โดยแต่เดิมเขาเป็นนักออกแบบอากาศยาน ก่อนที่จะผันตัวมาออกแบบรถยนต์เป็นครั้งแรกในปี 1948 เพื่อที่จะนำไปใช้ลงสนามแข่งขันในรายการต่างๆ ที่ผุดขึ้นมามากมายในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง Lotus Cars เติบโตอย่างรวดเร็วจากการออกแบบรถแข่ง จนกระทั่งสามารถส่งรถเข้าแข่งขันในรายการ Formula 1 ได้ตั้งแต่ปี 1958
นอกเหนือจากการผลิตรถแข่งแล้ว Lotus Cars ยังคงออกแบบรถสำหรับ “กลุ่มคนรักการขับขี่แบบเข้มข้น” อีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีการแยกแยะรถยนต์ในยุคแรกเริ่มของ Lotus ออกจากรถสปอร์ตสำเร็จรูปอื่นๆ เพราะรถอย่าง Lotus 6 และ Lotus 7 นั้น ถูกเรียกว่า Kit Car หรือรถที่มาในรูปแบบชุดอุปกรณ์ต่างๆ ให้ลูกค้าสามารถติดตั้งเครื่องยนต์ที่หลากหลาย เพื่อให้เป็นไปตามกฎการแข่งขัน หรือประสิทธิภาพที่ต้องการใช้ แม้กระทั่งในปัจจุบัน Lotus 7 ก็ยังคงถูกผลิตโดยบริษัท Caterham โดยงานออกแบบแทบจะไม่แตกต่างจากรถที่ Colin Chapman เคยออกแบบเอาไว้เลย
ต่อเนื่องมาจนถึงช่วงทศวรรษที่ 1960 และ 1970 Lotus ยังคงเดินหน้ารผลิต Lotus 7 ออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่เพื่อขยายฐานลูกค้าสำหรับตลาดที่กว้างขวางมากขึ้น Lotus Cars จึงได้ออกแบบรถยนต์รุ่นใหม่ๆ เพิ่มเติม เช่น Lotus Elan, Lotus Europa รวมถึง Lotus Esprit รถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางที่โด่งดังเป็นอย่างยิ่งเมื่อถูกนำไปใช้เป็นรถของพระเอกในภาพยนตร์ชุด James Bond ตอน The Spy Who Loved Me ในปี 1977
แต่นั่นก็ไม่ใช่ทั้งหมด งานเสริมของ Lotus Cars อีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก คือการเป็นที่ปรึกษาในการออกแบบรถยนต์ให้กับบริษัทอื่นๆ ที่เข้ามาจ้าง ซึ่งความน่าสนใจของเรื่องนี้ก็คือ Porsche เอง ก็เป็นบริษัทที่เคยให้บริการเช่นนี้ในอดีตเช่นกัน บริษัทที่ผลิตรถยนต์สปอร์ตซึ่งมีจำนวนจำกัด มักจะมีเงินทุนไม่มากนัก และไม่สามารถออกแบบชิ้นส่วนขนาดใหญ่ หรือชิ้นส่วนที่ต้องการการผลิตจำนวนมากเพื่อให้ได้ Economy of Scale ที่ดีที่สุดได้
ดังนั้น Lotus จึงรับจ้างบริษัทอื่น ๆ ในการช่วยพัฒนารถยนต์ หรือเครื่องยนต์ด้วย ในช่วงแรกที่ Lotus เริ่มผลิตรถของตัวเองแบบสำเร็จรูป บริษัทก็ได้ไปซื้อเครื่องยนต์ของ Ford มาติดตั้งฝาสูบแบบ Double Overhead Camshaft ซึ่งความสัมพันธ์นี้ก็นำมาสู่การร่วมมือครั้งแรกระหว่าง Lotus กับบริษัทรถยนต์ขนาดใหญ่
Ford และ Lotus ได้จับมือร่วมมือกันสร้างรถยนต์ โดยใช้พื้นฐานจากรถยนต์ครอบครัว Ford Cortina และติดตั้งเครื่องยนต์ของ Lotus-Ford ขนาด 1.6 ลิตร โดยมีเป้าหมายในการใช้ลงสนามแข่งขันทั้งทางเรียบ Touring Car และทางฝุ่น Rally Car ซึ่งรถรุ่นนี้ก็สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับทั้ง Ford และ Lotus ได้เป็นอย่างมาก
Lotus ซึ่งขยับขยายขนาดของธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง กลับต้องประสบปัญหาทางการเงินในช่วงยุค 1980 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังตกต่ำ ส่งผลให้รถยนต์สปอร์ตราคาแพง ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ได้รับความนิยมน้อยลงอย่างรวดเร็ว ในช่วงนี้เองที่ Lotus เริ่มกลับมาให้ความสนใจในการร่วมมือกับบริษัทอื่นๆ มากขึ้น ตัวอย่างเช่น การร่วมมือกับ Toyota ในปี 1982 เพื่อช่วยในการออกแบบรถยนต์สปอร์ตอย่าง Toyota Celica XX และยังให้แนวคิดในการสร้าง Toyota MR2 AW11 รุ่นแรกอีกด้วย โดยที่ Lotus สามารถใช้ระบบเกียร์ และชิ้นส่วนอื่นๆ ของ Toyota ในการผลิตรถสปอร์ตของตัวเองได้เช่นกัน เช่น สวิตช์ปุ่มต่างๆ, ระบบเกียร์, ไฟท้าย ฯลฯ ซึ่งชิ้นส่วนเหล่านี้อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว มักจะต้องมีการผลิตในปริมาณมากเพื่อให้ได้ Economy of Scale ที่ทำให้มีราคาถูกลง
นอกจากนี้ Colin Chapman ยังได้ไปร่วมมือกับ John Z. Delorean ซึ่งหลายท่านน่าจะนึกชื่อออกจากรถยนต์ DMC Delorean ที่ใช้แชสซีของ Lotus Esprit เป็นพื้นฐาน
แต่สุดท้าย ความร่วมมือกับ Delorean นี้เอง ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้ Colin Chapman ต้องปิดฉากชีวิตในฐานะผู้ถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินทุนของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งถูกนำมาสนับสนุนให้เกิดโรงงานผลิตรถยนต์ในไอร์แลนด์เหนือ ไปเป็นจำนวนหลายสิบล้านปอนด์ Colin Chapman เสียชีวิตลงในวันที่ 16 ธันวาคม 1982 ด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน
แม้ว่า Colin Chapman ผู้ก่อตั้งบริษัทจะจากไปแล้ว แต่บริษัทยังคงต้องเดินหน้าต่อไป กลุ่มทุนใหม่ๆ ก็ได้เข้ามาซื้อหุ้นเพื่อพยุงกิจการของบริษัทให้ดำเนินต่อไปได้
ในเดือนมกราคม ปี 1986 Lotus Cars ถูกขายกิจการไปให้กับ