![[ครบชุด] T1607309_(จบ) ฉ นอยากม ช ว_part 2](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/07/fb_natural_20260716_163734.jpg)
Lotus คัมแบ็ก! เวิร์นส์ ออโตโมทีฟ รุกตลาดไทย ประเดิม Lotus Evija ไฮเปอร์คาร์ EV มูลค่าทะลุ 100 ล้านบาท
โลตัส คัมแบ็ก! เวิร์นส์ ออโตโมทีฟ รุกตลาดไทย ประเดิม Lotus Evija ไฮเปอร์คาร์ EV มูลค่าทะลุ 100 ล้านบาท
ตั้งแต่ปี 2564 กลุ่มผู้ที่หลงใหลในรถสปอร์ตสมรรถนะสูงในไทยก็ได้จับตามองการกลับมาของแบรนด์ Lotus แบรนด์ดังสัญชาติอังกฤษ ที่มีเจ้าของเป็น Geely (บริษัทแม่ของโปรตอน) และได้เซ็นสัญญากับบริษัท เวิร์นส์ ออโตโมทีฟ (Wurth Automotive) ในฐานะผู้จำหน่ายและตัวแทนบริการอย่างเป็นทางการในประเทศไทย
การกลับมาอย่างยิ่งใหญ่: โชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่
เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2564 ได้มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า เวิร์นส์ ออโตโมทีฟ ประเทศไทย ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จำหน่ายและตัวแทนบริการรถยนต์แบรนด์โลตัสอย่างเป็นทางการ โดยได้วางแผนที่จะเปิดตัวโชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ที่อยู่ชั้นสองของโชว์รูม Volvo หัวหมากในปัจจุบัน โดยมีกำหนดการเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนสิงหาคม 2564
นายธีรพงศ์ รอดลอย ผู้จัดการทั่วไปของเวิร์นส์ ออโตโมทีฟ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “โชว์รูมโลตัสมีกำหนดการแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม และคาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนสิงหาคม 2564 ซึ่งการเปิดตัวนี้ถือเป็นการกลับมาของแบรนด์ Lotus ในประเทศไทยอีกครั้งหลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้จัดจำหน่ายหลายครั้ง”
การเปิดตัวผลิตภัณฑ์แรก: Lotus Exige และ Elise เจเนอเรชันสุดท้าย
สำหรับผลิตภัณฑ์แรกที่จะนำเข้ามาทำตลาดในช่วงเริ่มต้น ได้แก่ Lotus Exige และ Lotus Elise ซึ่งเป็นรุ่น Final Edition หรือโฉมสุดท้ายก่อนที่แบรนด์โลตัสจะเปลี่ยนไปใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด โดยแผนงานระดับโลกระบุว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างเต็มรูปแบบภายในปี พ.ศ. 2571
“เรายังต้องยอมรับในการขายรถรุ่นปัจจุบันอย่าง Lotus Exige และ Lotus Elise ที่เป็นโฉม Final Edition ซึ่งมีจำหน่ายในจำนวนจำกัด และเราจะไม่ทำตลาดรถรุ่นเหล่านี้อีกแล้ว เพราะแผนงานในอนาคตของโลตัส จะเปลี่ยนเป็นรถพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดในปี 2571 เป็นต้นไป” นายธีรพงศ์กล่าว
การเดิมพันครั้งใหญ่: Lotus Evija ไฮเปอร์คาร์ EV
นอกจากผลิตภัณฑ์ในรุ่นปัจจุบันแล้ว เวิร์นส์ ออโตโมทีฟ ยังเตรียมนำ Lotus Evija ซึ่งเป็นไฮเปอร์คาร์พลังงานไฟฟ้าเข้ามาจัดแสดงและเปิดรับจองสำหรับกลุ่มลูกค้าที่สนใจ โดยคาดว่า Lotus Evija ราคา จะมีมูลค่าสูงกว่า 100 ล้านบาท
Lotus Evija ถือเป็นไฮเปอร์คาร์พลังงานไฟฟ้า (EV) รุ่นแรกของแบรนด์ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าโลตัสพร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของยานยนต์ไฟฟ้า และ Evija ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของแบรนด์อีกด้วย หากนำเข้ามาขายในไทย คาดว่า Lotus Evija ราคาเกิน 100 ล้านบาทอย่างแน่นอน
รายละเอียดทางเทคนิคของ Lotus Evija
การออกแบบ: รูปทรงแบบซูเปอร์คาร์ที่โฉบเฉี่ยว ประตูซิสเซอร์เปิดเฉียงขึ้นด้านบน
ระบบขับเคลื่อน: มอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัวแยกการควบคุมแต่ละล้อ
กำลัง: ให้กำลังรวมสูงสุด 2,000 แรงม้า (PS)
แรงบิด: 1,700 นิวตัน-เมตร
อัตราเร่ง: 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต่ำกว่า 3.0 วินาที
ความเร็วสูงสุด: 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
แบตเตอรี่: ลิเธียมไอออน 70 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh)
ระยะทางวิ่งสูงสุด: 346 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟเต็ม
“สำหรับไฮเปอร์คาร์ EV รุ่น Lotus Evija มีแผนนำเข้ามาจัดแสดง หากลูกค้าท่านไหนสนใจสามารถสั่งจองได้” นายธีรพงศ์ กล่าวเสริมถึงโอกาสในการลงทุนในรถยนต์ระดับซูเปอร์คาร์
Lotus Emira: ทายาทขุมพลังเบนซิน
อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกันนั้นเอง กลุ่มตลาดระดับกลาง-บน ก็จะได้ตื่นเต้นไปกับรถยนต์รุ่นใหม่ที่วางเครื่องยนต์เบนซิน (ไม่ใช่ไฮบริด) โดยมีการเผยโฉมครั้งแรกในโลกวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 นั่นก็คือ Lotus Emira ซึ่งคาดว่าจะถูกวางตำแหน่งทางการตลาดให้เป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Porsche 911 ในตลาดรถสปอร์ตหรู
แผนธุรกิจและกลุ่มเป้าหมาย
เป้าหมายสำคัญของการกลับมาของโลตัสในประเทศไทยคือการขยับสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า โดยเน้นการขายรถยนต์ EV สมรรถนะสูงระดับเดียวกับ Porsche Taycan หรือ Tesla Model S ซึ่งถือเป็นกลุ่มตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและให้ผลกำไรดี
เวิร์นส์ ออโตโมทีฟ เชื่อว่าการทำตลาดจะไม่ชนกับ Volvo ซึ่งเป็นดีลเลอร์รถยนต์อีกแบรนด์ของบริษัท เนื่องจาก Volvo ยังไม่มีแผนนำเข้า Polestar มาทำตลาดในประเทศไทย
ความมั่นคงทางธุรกิจ: ดีลเลอร์ Volvo และบทเรียนจากในอดีต
ปัจจุบัน เวิร์นส์ ออโตโมทีฟ เป็นดีลเลอร์ Volvo รายใหญ่ในประเทศไทย มีโชว์รูม-ศูนย์บริการที่หัวหมาก (ติดสถานีแอร์พอร์ตลิงค์รามคำแหง) โดยบริษัทได้ยุติการเป็นดีลเลอร์ Mazda ในประเทศไทยแล้ว ส่วนธุรกิจใหม่ โลตัสเคยดูแลตลาดในไทยโดย บริษัท นิชคาร์ ซึ่งปัจจุบันยังคงดูแลตลาดรถยนต์ McLaren และเพิ่งเปิดตัวซูเปอร์คาร์ปลั๊ก-อินไฮบริด McLaren Artura ราคา 16.7 ล้านบาท ไป
กลยุทธ์ทางการเงิน: การวิเคราะห์การลงทุนใน Lotus
การตัดสินใจลงทุนในรถยนต์ Lotus ในปี 2564 และหลังจากนั้น ถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญสำหรับนักลงทุนและนักสะสมรถหรู การกลับมาของ Lotus คราวนี้ไม่เหมือนกับอดีต เพราะแบรนด์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ
การพิจารณาความคุ้มค่า Lotus Evija
สำหรับผู้ที่สนใจ Lotus Evija ราคา สูงกว่า 100 ล้านบาท ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงคุณค่าในระยะยาว โดยข้อมูลจากแบรนด์ระบุว่า มีการผลิตออกมาเพียง 8 คันเท่านั้น ซึ่งถือเป็นรุ่นลิมิเต็ดที่หาได้ยาก การเป็นเจ้าของอาจไม่ใช่แค่การใช้รถยนต์ แต่เป็นการถือครองสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง
กรณีศึกษา: นักสะสมชาวเอเชียบางรายได้แสดงความสนใจในการสั่งจอง Lotus Evija เนื่องจากมองเห็นถึงศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าเมื่อเวลาผ่านไป โดยเปรียบเทียบกับ ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้าลิมิเต็ด อื่นๆ ที่มีมูลค่าพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Lotus Emira: ตัวเลือกที่คุ้มค่าในตลาดปัจจุบัน
หากงบประมาณที่จำกัด Lotus Emira เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากกว่า โดยถูกออกแบบมาเพื่อแข่งขันกับ Porsche 911 ซึ่งถือเป็นมาตรฐานของตลาดรถสปอร์ต การลงทุนใน Lotus Emira อาจให้ความคุ้มค่ามากกว่าในระยะยาว เนื่องจากมีราคาเริ่มต้นที่ต่ำกว่า Lotus Evija และยังคงรักษา DNA ของความเป็นรถสปอร์ตบริสุทธิ์ของ Lotus ไว้ได้
การรับประกันและการให้บริการหลังการขาย
การกลับมาของเวิร์นส์ ออโตโมทีฟ ทำให้ผู้ซื้อคลายความกังวลเรื่องการให้บริการและการรับประกัน เนื่องจากบริษัทเป็นดีลเลอร์ Volvo ซึ่งมีประสบการณ์ในการให้บริการรถยนต์แบรนด์ยุโรปที่มีความซับซ้อนสูง อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจควรตรวจสอบเงื่อนไขการรับประกัน Lotus Evija และ Lotus Emira ให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจซื้อ
ข้อควรระวังสำหรับนักลงทุน
การเปลี่ยนผ่านสู่ EV: เนื่องจาก Lotus จะเปลี่ยนไปใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2571 อาจต้องพิจารณาว่ารถยนต์รุ่นใหม่ที่วางเครื่องยนต์เบนซินจะยังคงมี “ความนิยม” ในตลาดในอีก 5-10 ปีข้างหน้าหรือไม่
ราคาขายต่อ: ตลาดรถไฮเปอร์คาร์มีมูลค่าสูง แต่ราคาขายต่อก็ผันผวนได้ตามสภาพตลาดและเทคโนโลยีใหม่ๆ
ความแตกต่างจากคู่แข่ง: ผู้ซื้อควรเปรียบเทียบราคาและสมรรถนะกับรถสป