![[ครบชุด] T1607314_Ep1 ส นดานหน าเง น_part 2](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/07/fb_natural_20260716_163758.jpg)
Lotus Carlton & Omega: สุดยอดซีดานจอมพลังที่สร้างความหวั่นไหวให้รัฐบาลอังกฤษ
บทนำ: เมื่อปิศาจจากมิดแลนด์ไล่ตามรถตำรวจด้วยความเร็ว 280 กม./ชม.
เมื่อต้นเดือนธันวาคม 1993 ภาพลักษณ์ของแบรนด์รถซีดานขนาดใหญ่ที่หรูหราและนุ่มนวลอย่าง Opel และ Vauxhall ได้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในมณฑล West Midlands ประเทศอังกฤษ ได้รับรายงานการโจรกรรมรถยนต์จากบ้านหลังหนึ่ง รถที่หายไปไม่ใช่รถครอบครัวทั่วไป แต่เป็น Lotus Carlton สีเขียวเข้มเกือบดำ ซึ่งในช่วงนั้นถือเป็นรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงที่สุดในตลาด
การสืบสวนนำไปสู่เหตุการณ์ต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ที่กลุ่มโจรได้ใช้รถคันนี้เป็นเครื่องมือในการบุกปล้นร้านค้าในยามวิกาล โดยพวกเขาเลือกใช้ “แรงม้า” ที่ซ่อนอยู่ในตัวถังซีดานขนาดใหญ่ได้อย่างชาญฉลาด ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ Lotus Carlton คันนั้น แม้จะเป็นรถซีดาน 4 ประตูที่มีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก แต่กลับมีสมรรถนะที่เหนือกว่ารถสปอร์ตทั่วไป อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ที่โรงงานเคลมไว้เพียง 5.2 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ประเมินไว้ไม่ต่ำกว่า 280 กม./ชม. ทำให้รถตำรวจไล่ตามไม่ทัน แม้ว่าจะพยายามใช้เฮลิคอปเตอร์สอดแนมก็ตาม
เหตุการณ์นี้ทำให้สื่อหลายสำนักในขณะนั้น ออกมาประณามความไม่เหมาะสมที่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลคันหนึ่งจะทำความเร็วได้สูงถึง 280 กม./ชม. จนถึงขั้นเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษสั่ง แบนรถ รุ่นดังกล่าวออกจากท้องตลาด
อย่างไรก็ตาม แผนการดังกล่าวไม่สำเร็จ เนื่องจาก Lotus Carlton ที่ได้รับการพัฒนาร่วมกันระหว่าง Opel/Vauxhall และ Lotus Cars ได้ยุติการผลิตไปตั้งแต่ปี 1992 แล้ว และแม้ว่าอดีตเจ้าของรถคันที่ถูกโจรกรรมจะระบุว่าได้ทำลายรถคันนั้นทิ้งไปนานแล้ว แต่ตำนานของ Lotus Carlton หมายเลขทะเบียน 40 RA ยังคงอยู่ในใจของเหล่าคนรักรถทั่วโลก เจ้าของ Lotus Carlton คันอื่น ๆ จึงพยายามสรรหาหมายเลขทะเบียนดังกล่าวมาใส่รถของตน เพื่อรำลึกถึงสุดยอดซีดานที่เร็วจนน่ากลัว ที่ใช้เวลามากกว่าทศวรรษจึงจะมีรถรุ่นอื่นมาโค่นสถิติได้
ในวันนี้ เราจะมาเจาะลึกถึงเรื่องราวเบื้องหลังของการพัฒนารถยนต์รุ่นนี้ และทำความเข้าใจความร่วมมือที่ลงตัวระหว่าง Opel/Vauxhall และ Lotus Cars ในการสร้าง Lotus Carlton/Omega สุดยอดสปอร์ตซีดานแห่งยุคที่พลิกวงการ
ประวัติศาสตร์ของ Lotus Cars: จากโรงงานรถแข่งสู่ขุมกำลังแห่งความเร็ว
ก่อนที่เราจะเจาะลึกถึงโปรเจคของ Lotus Carlton/Omega เรามาทำความเข้าใจรากฐานทางวิศวกรรมอันน่าทึ่งของ Lotus Cars กันก่อน
Lotus Cars ก่อตั้งโดย Colin Chapman นักออกแบบอัจฉริยะที่มีพื้นฐานจากวิศวกรรมการบิน เขาเริ่มต้นจากการผลิตรถยนต์สำหรับการแข่งขันในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเกิดการแข่งขันขึ้นมากมายในอังกฤษ Lotus เติบโตอย่างรวดเร็วจนสามารถส่งรถเข้าสู่การแข่งขันระดับโลกอย่าง Formula 1 ได้ในปี 1958
นอกจากรถแข่งแล้ว Lotus Cars ยังมีชื่อเสียงในด้านการออกแบบรถสปอร์ตสำหรับ “ผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่แบบสปอร์ต” รถอย่าง Lotus 6 และ Lotus 7 ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็นต้นแบบของ Kit Car เป็นรถที่ลูกค้าต้องนำมาประกอบเอง โดยสามารถเลือกติดตั้งเครื่องยนต์ได้หลากหลายตามกฎการแข่งขันและความต้องการด้านสมรรถะ ปัจจุบัน Lotus 7 ยังคงถูกผลิตโดย Caterham โดยมีดีไซน์ที่แทบไม่ต่างจากต้นแบบที่ Chapman ออกแบบไว้เลย
ในยุค 1960 และ 1970 Lotus Cars ยังคงผลิต Lotus 7 ออกมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งขยายตลาดด้วยรถยนต์สำเร็จรูป เช่น Lotus Elan, Lotus Europa และ Lotus Esprit ซึ่งเป็นซูเปอร์คาร์วางกลางที่โด่งดังจากการปรากฏตัวในภาพยนตร์ James Bond เรื่อง The Spy Who Loved Me ในปี 1977
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ Lotus โดดเด่นยิ่งกว่าการสร้างรถแข่ง คือความสามารถในการ ให้บริการวิศวกรรม (Engineering Consultancy) Lotus Cars ได้รับจ้างออกแบบและพัฒนาสมรรถนะสำหรับบริษัทรถยนต์รายอื่น ๆ ซึ่งมักมีทรัพยากรจำกัดในการวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนขนาดใหญ่ หรือเครื่องยนต์ที่ต้องใช้กำลังการผลิตสูง (Economy of Scale)
ตัวอย่างความสำเร็จครั้งสำคัญเริ่มต้นจากความร่วมมือกับ Ford Lotus ได้ปรับปรุงเครื่องยนต์ Ford ขนาด 1.6 ลิตร มาติดตั้งฝาสูบแบบ Double Overhead Camshaft (DOHC) ซึ่งกลายเป็นขุมพลังให้กับรถแข่ง Lotus-Ford Cortina จนโด่งดังไปทั่ววงการ
GM เข้ามาซื้อกิจการ: จุดเริ่มต้นของโปรเจคที่พลิกโฉมวงการ
Lotus ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินอย่างหนักในช่วงปี 1980 เมื่อความต้องการรถสปอร์ตซึ่งเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยลดลงอย่างมาก ในเวลานั้น Lotus จึงเริ่มพยายามจับมือกับบริษัทอื่นมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การร่วมมือกับ Toyota เพื่อออกแบบรถสปอร์ตอย่าง Toyota Celica XX และให้แนวคิดสำหรับ Toyota MR2 AW11 รุ่นแรก นอกจากนี้ Lotus ยังสามารถใช้ระบบเกียร์และชิ้นส่วนต่าง ๆ ของ Toyota ในการผลิตรถสปอร์ตของตน เช่น Lotus Excel และ Lotus Esprit
นอกจากนี้ Colin Chapman ยังได้ร่วมงานกับ John Z. Delorean ในการพัฒนารถ DMC Delorean ซึ่งใช้แชสซีจาก Lotus Esprit อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ Colin Chapman ถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินสนับสนุนจากรัฐบาลอังกฤษ และเขาได้เสียชีวิตลงด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลันในวันที่ 16 ธันวาคม 1982
แม้จะขาดผู้ก่อตั้งไป Lotus ก็ยังคงเดินหน้าต่อไปและได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มทุนอื่น ๆ จนกระทั่งในเดือนมกราคม ปี 1986 General Motors (GM) ได้เข้าซื้อกิจการ Lotus Cars เพื่อนำเงินทุนมาสนับสนุนการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ต่อไป เช่น Lotus Esprit รุ่นปรับปรุงโฉมที่ได้รับการออกแบบโดย Peter Stevens
ภายใต้การบริหารของ GM Lotus ยังคงทำหน้าที่ในการปรับปรุงและพัฒนาสมรรถนะให้กับรถยนต์ในเครือหลายรุ่น ตัวอย่างเช่น Isuzu Piazza ที่ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 1987 ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมในเรื่องการควบคุมที่เหนือกว่า และมีป้ายสัญลักษณ์ “Handling by Lotus” ติดอยู่ข้างรถ
Opel Omega และ Vauxhall Carlton: สองยี่ห้อในเครือ GM ที่พร้อมจะกลายเป็นซูเปอร์คาร์
ในการทำความเข้าใจประวัติของ Opel Omega และ Vauxhall Carlton นั้นอาจทำให้สับสนอยู่บ้าง เนื่องจากทั้งสองบริษัทเป็นแบรนด์ที่อยู่ภายใต้ GM เช่นเดียวกับ Ford Europe และ Ford UK ทั้งสองค่ายนี้อาจใช้พื้นฐานและเครื่องยนต์เดียวกัน แต่รถของแต่ละค่ายมักจะใช้ตัวถังและออปชั่นที่แตกต่างกัน และผลิตจากโรงงานคนละแห่ง แม้ว่าในบางตลาดจะมีการจำหน่ายรถของทั้งสองยี่ห้อร่วมกันก็ตาม
ตัวอย่างเช่น Vauxhall ซึ่งเป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานในอังกฤษ ก่อตั้งในปี 1857 เพื่อผลิตเครื่องจักรไอน้ำ ต่อมาถูกซื้อกิจการโดย GM ในปี 1925 ในขณะที่ Opel ก่อตั้งในปี 1862 เพื่อผลิตเครื่องเย็บผ้า และถูก GM ซื้อกิจการไป 80% ในปี 1929
การระบุช่วงเวลาที่ Vauxhall และ Opel ถูกรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างแท้จริงเป็นเรื่องยาก เนื่องจากรถของทั้งสองค่ายมีความเหมือนและความแตกต่างกันในแต่ละยุค แต่ถ้าจะเจาะจงไปที่ช่วงเวลาที่รถยนต์ต้องเปลี่ยนมาใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้าในปี 1979 ก็คงหนีไม่พ้นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ Opel Kadett D และ Vauxhall Astra รุ่นแรก กลายเป็นรถที่มีตัวถังเหมือนกันอย่างแท้จริง ซึ่งถือเป็นกระแสการลดต้นทุนของบริษัทรถยนต์ในการผลิตรถแบบเดียวกันในปริมาณที่มากขึ้น ก่อนที่ในปี 1992 Opel จะเปลี่ยนชื่อรถเล็กของตนเป็น Opel Astra ตาม Vauxhall
ในขณะเดียวกัน รถขนาดกลางอย่าง Vauxhall Cavalier และ Opel Ascona เองก็มีจุดเริ่มต้นที่ซับซ้อนเช่นกัน โดย Opel Ascona ถือกำเนิดขึ้นมาก่อน เพื่อคั่นระหว่าง Opel Kadett และ Opel Rekord ส่วน Vauxhall Cavalier เกิด