![[ครบชุด] T0709917_ร บส นบนต อหน า ไม ม ใครจ บได จร งเหรอ](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260908_134003.jpg)
บทความนี้เขียนเป็นภาษาไทยอย่างเป็นทางการและปรับปรุงให้เป็นปัจจุบันในปี 2026 โดยมีการเสริมเนื้อหาเชิงลึกที่ทันสมัยสำหรับผู้บริโภคและนักลงทุน
Maserati GranTurismo 2026: สุนทรียภาพแห่งเครื่องยนต์สันดาปและความสง่างามแห่งขุมพลังไฟฟ้า
กรุงเทพมหานคร – เมื่อพูดถึงสปอร์ตคาร์สายพันธุ์แรงระดับตำนานที่ผสมผสานความเร้าใจแบบสนามแข่งเข้ากับความหรูหราสำหรับขับทางไกลได้อย่างลงตัว ชื่อของ Maserati GranTurismo เป็นเสมือนอัญมณีที่เปล่งประกายในตระกูล GT (Grand Tourer) มาอย่างยาวนาน ในปี 2026 มาเซราติ ประเทศไทย ได้เปิดศักราชใหม่ของความหรูหราและสมรรถนะด้วยการเผยโฉม All-new Maserati GranTurismo ซึ่งเป็นการยกระดับตำนานที่เริ่มต้นจาก Maserati A6 1500 เมื่อกว่าเจ็ดทศวรรษก่อน สู่มาตรฐานใหม่แห่งยุคดิจิทัล
การมาถึงของ GranTurismo โฉมใหม่ในตลาดประเทศไทยในครั้งนี้ สะท้อนถึงวิสัยทัศน์อันก้าวล้ำของแบรนด์ที่ต้องการตอบสนองทุกความต้องการของผู้ที่ชื่นชอบขุมพลังอันล้นเหลือ โดยมาพร้อมให้เลือกถึง 3 รุ่นย่อยที่สะท้อนบุคลิกที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ได้แก่ Maserati GranTurismo Modena, Maserati GranTurismo Trofeo และที่สุดแห่งความล้ำสมัยอย่าง Maserati GranTurismo Folgore ซึ่งเป็นยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าร้อยเปอร์เซ็นต์ (BEV) ที่พัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
มาเซราติได้ประกาศราคาจำหน่ายเริ่มต้นอย่างเป็นทางการสำหรับตลาดประเทศไทย โดยมีรายละเอียดดังนี้:
Maserati GranTurismo Modena: ราคาเริ่มต้น 14.5 ล้านบาท
Maserati GranTurismo Trofeo: ราคาเริ่มต้น 16.9 ล้านบาท
Maserati GranTurismo Folgore: ราคาเริ่มต้น 12.9 ล้านบาท
ตัวเลขเหล่านี้บ่งชี้ถึงตำแหน่งทางการตลาดที่แข่งขันได้สำหรับสปอร์ตคาร์ระดับพรีเมียม ซึ่งผู้บริโภคต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าในระยะยาว นอกเหนือจากความรู้สึกถึงความพิเศษที่แบรนด์มอบให้
การออกแบบ: เส้นสายอันไร้กาลเวลาที่ก้าวข้ามขีดจำกัด
สำหรับสายสปอร์ตคาร์ ความงดงามและสมรรถนะต้องมาคู่กัน Maserati GranTurismo (มาเซราติ กรันทูริสโม) โฉมใหม่ได้ออกแบบอย่างลงตัว เพื่อสร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็น ด้วยเส้นสายที่สง่างามแต่เปี่ยมไปด้วยพลัง เส้นสายที่ดูเรียบง่ายแต่คมชัด สะท้อนถึงความพิถีพิถันในการสร้างสรรค์ผลงานหัตถกรรม ผสานกับหลักอากาศพลศาสตร์ที่เหนือชั้นเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการขับเคลื่อนที่ดีที่สุดในกลุ่มรถยนต์ GT
ในด้านรูปลักษณ์ภายนอก ตัวรถยังคงรักษาเอกลักษณ์ทางสายพันธุ์ของมาเซราติเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนของฝากระโปรงหน้าที่ยาวโดดเด่น ตำแหน่งของผู้ขับขี่ที่อยู่กึ่งกลางระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง (Mid-Front Engine Layout) และหลังคาที่ลาดต่ำอย่างสง่างามจรดท้ายรถ ซึ่งช่วยเพิ่มความโค้งมนและแอโรไดนามิก เสาซีที่อ่อนช้อยพร้อมตราสัญลักษณ์ตรีศูล (Trident) ยังคงเป็น signature ที่ไม่อาจลืมเลือนได้
ภายในห้องโดยสาร: สัมผัสแห่งความหรูหราด้วยนวัตกรรมแห่งปี 2026
ก้าวเข้าสู่ภายในของ All-new Maserati GranTurismo จะสัมผัสได้ทันทีถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและความหรูหราที่ไร้ซึ่งข้อกังขา การออกแบบภายในได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่งที่ผสานความทันสมัยและความสบายเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
ผู้ขับขี่จะได้รับการต้อนรับด้วยระบบมัลติมีเดีย Maserati Intelligent Assistant (MIA) ที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงระบบอินโฟเทนเมนท์ล่าสุดที่รวดเร็วและใช้งานง่าย พร้อมด้วยหน้าจอ Comfort Display ที่รวมฟังก์ชันหลักของระบบสัมผัสอเนกประสงค์เอาไว้ทั้งหมด นอกจากนี้ ยังมี นาฬิกาดิจิทัลอัจฉริยะ (Digital Smart Clock) ซึ่งติดตั้งอย่างโดดเด่นบนแผงคอนโซล และหน้าจอ Head-Up Display (HUD) (เป็นทางเลือกในการติดตั้ง) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถรับทราบข้อมูลสำคัญต่างๆ ได้อย่างครบถ้วนโดยไม่ต้องละสายตาจากถนน
สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์สำคัญอีกประการหนึ่งคือ ‘All-round sound experience’ ประสบการณ์ทางเสียงที่สมบูรณ์แบบ อันเป็นเครื่องยืนยันถึงตัวตนและความเป็นต้นฉบับของแบรนด์ ซึ่งพัฒนาโดยวิศวกรจาก Maserati Innovation Lab โดยมีระบบเสียงพื้นฐานเป็น Maserati Sound Audio System และตัวเลือกสุดพรีเมียมอย่างเครื่องเสียงสัญชาติอิตาลี Sonus Faber ที่มีให้เลือกทั้งระบบลำโพง 12 ตำแหน่ง และ 19 ตำแหน่ง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคระดับสูงที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพเสียงดนตรีในขณะขับขี่
สมรรถนะและขุมพลัง: สองทางเลือกสำหรับนิยามความแรงใหม่
สำหรับตลาดประเทศไทย มาเซราติได้นำเสนอตัวเลือกขุมพลังที่แบ่งออกเป็นสองขั้วหลัก เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด
เครื่องยนต์สันดาป: ความเร้าใจแบบต้นฉบับ
สำหรับรุ่น Modena และ Trofeo ยังคงใช้ขุมพลังที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกอย่างเครื่องยนต์เบนซิน V6 Nettuno ขนาดความจุ 3.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ ซึ่งใช้บล็อกเครื่องยนต์เดียวกับซูเปอร์คาร์ระดับตำนานอย่าง Maserati MC20 ทำให้มั่นใจได้ในประสิทธิภาพและความทนทาน
รุ่น Modena: มาพร้อมกำลังสูงสุด 490 แรงม้า และแรงบิดสูงสุดที่ 600 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. สามารถทำได้ในเวลาเพียง 3.9 วินาที และความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 302 กม./ชม. รถรุ่นนี้มาพร้อมโหมดการขับขี่ 3 รูปแบบ ได้แก่ GT, Comfort และ Sport ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสมรรถนะที่เพียงพอสำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวันผสมผสานกับการเดินทางไกล
รุ่น Trofeo: ถูกอัปเกรดให้มีสมรรถนะสูงขึ้น ด้วยพละกำลังที่ทะลุขีดจำกัดไปถึง 550 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 650 นิวตันเมตร ทำให้รถสามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 3.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 320 กม./ชม. ทั้งสองรุ่นจะถูกส่งกำลังผ่านชุดเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ และมาพร้อมโหมดการขับขี่ 4 รูปแบบ ได้แก่ GT, Comfort, Sport และ Corsa ซึ่งเป็นโหมดที่ให้การตอบสนองที่เฉียบคมที่สุด เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเร้าใจแบบใกล้เคียงรถแข่ง
สำหรับนักลงทุนในธุรกิจยานยนต์ การจับตามองเทรนด์เครื่องยนต์สันดาปเหล่านี้ถือเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อประเมินความเสี่ยงและการปรับตัวให้เข้ากับตลาดที่เริ่มหันมาสนใจรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น
ขุมพลังไฟฟ้า 100%: อนาคตที่มาถึงแล้ว
สำหรับผู้ที่พร้อมก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของยนตรกรรมระดับสูง Maserati GranTurismo Folgore ถือเป็นไฮไลท์สำคัญที่แสดงถึงศักยภาพของมาเซราติในการสร้างสรรค์รถไฟฟ้าสมรรถนะสูง โดยใช้ขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าถึง 3 ตัว (ทำงานที่ล้อหน้า 1 ล้อ และล้อหลัง 2 ล้อ) ซึ่งสามารถส่งกำลังสูงสุดได้ถึง 761 แรงม้า และเพิ่มกำลังเป็น 830 แรงม้า เมื่อกดปุ่ม MaxBoost
ด้วยสมรรถนะอันน่าทึ่งนี้ ทำให้ Folgore สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 325 กม./ชม. มาพร้อมโหมดการขับขี่ 4 รูปแบบ ได้แก่ GT, Max Range, Sport และ Corsa ซึ่งมอบทางเลือกที่ยืดหยุ่นสำหรับผู้ขับขี่
มาเซราติได้เลือกใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800V เพื่อรองรับการชาร์จไฟที่รวดเร็ว โดยติดตั้งชุดแบตเตอรี่ขนาดความจุ 92.5 kWh ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในรถแข่ง Formula E การวางตำแหน่งแบตเตอรี่ในลักษณะโครงสร้างแบบ