![[ครบชุด] T0709954_ว าท ล กสะใภ ด ถ กแม ผ ว](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260908_134450.jpg)
ตำนานบทใหม่ของความหรู: Maserati GranTurismo 2026 เปิดตัวพร้อมขุมพลังแห่งอนาคต
ในวงการยานยนต์ระดับโลกปี 2026 ตลาดรถยนต์สมรรถนะสูง (Performance Car) กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อผู้ผลิตรถสัญชาติอิตาเลียนชั้นนำอย่าง มาเซราติ (Maserati) ได้ตัดสินใจเปิดตัวรถสปอร์ตสองประตูสุดคลาสสิกในรูปแบบใหม่ล่าสุด: All-new Maserati GranTurismo โดยรถยนต์รุ่นนี้ไม่เพียงแต่สานต่อตำนานอันยิ่งใหญ่ของตระกูล GranTurismo แต่ยังเป็นการประกาศศักดาแห่งนวัตกรรมด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีรถยนต์สันดาปและรถยนต์ไฟฟ้า 100% เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว บทความนี้จะเจาะลึกรายละเอียดทางเทคนิค ประสิทธิภาพ และความรู้สึกในการขับขี่ที่แตกต่างของรถยนต์สัญชาติอิตาเลียนคันนี้ เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมและตัดสินใจได้ว่านี่คือรถยนต์ที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของคุณหรือไม่
การก้าวกระโดดทางวิศวกรรม: ประสิทธิภาพแห่งความหรู
Maserati GranTurismo (มาเซราติ กรันทูริสโม) ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการผสมผสานอย่างสมบูรณ์แบบระหว่างรถสปอร์ตสมรรถนะสูงกับความสะดวกสบายในการเดินทางไกล (Grand Tourer) นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรก ต้นกำเนิดของ Maserati GranTurismo ย้อนกลับไปถึงรุ่น A6 1500 เมื่อเกือบ 80 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นรากฐานของรถยนต์ที่สร้างขึ้นมาเพื่อการขับขี่ที่เหนือระดับและยาวนาน โดยไม่ทิ้งร่องรอยของความหรูหราแบบฉบับอิตาเลียน
ในปี 2026 มาเซราติ ประเทศไทย ได้นำเสนอ All-new Maserati GranTurismo รุ่นใหม่ล่าสุดอย่างเป็นทางการ โดยมาพร้อมกับตัวเลือกที่หลากหลายถึง 3 รหัส เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของกลุ่มผู้บริโภค ได้แก่ Maserati GranTurismo Modena (มาเซราติ กรันทูริสโม โมเดนา), Maserati GranTurismo Trofeo (มาเซราติ กรันทูริสโม โทรเฟโอ) และ Maserati GranTurismo Folgore (มาเซราติ กรันทูริสโม โฟลกอเร) ซึ่งรถยนต์ทั้งสามรุ่นนี้สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายด้วยตัวเลือกของขุมกำลังขับเคลื่อนที่มีให้เลือกถึงสองรูปแบบอย่างชัดเจน ทั้งในรุ่นเครื่องยนต์สันดาปสุดเร้าใจและขุมพลังไฟฟ้า 100% ที่ตอบรับกระแสความยั่งยืน โดยรายละเอียดราคาเริ่มต้นของแต่ละรุ่นมีดังนี้
Maserati GranTurismo Modena (มาเซราติ กรันทูริสโม โมเดนา): ราคาเริ่มต้น 14.5 ล้านบาท
Maserati GranTurismo Trofeo (มาเซราติ กรันทูริสโม โทรเฟโอ): ราคาเริ่มต้น 16.9 ล้านบาท
Maserati GranTurismo Folgore (มาเซราติ กรันทูริสโม โฟลกอเร): ราคาเริ่มต้น 12.9 ล้านบาท
สำหรับรุ่น Maserati GranTurismo Modena จะมาพร้อมกับขุมพลังจากเครื่องยนต์เบนซิน V6 Nettuno เทอร์โบชาร์จ ความจุ 3.0 ลิตร ซึ่งเป็นเครื่องยนต์บล็อกเดียวกับที่ใช้ใน Maserati MC20 โดยรถยนต์รุ่นนี้จะมีกำลังสูงสุดที่ 490 แรงม้า พร้อมแรงบิดที่ 600 นิวตันเมตร ทำให้สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 3.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 302 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีโหมดการขับขี่หลักให้เลือก 3 โหมด ได้แก่ GT, Comfort และ Sport
ในขณะที่รุ่น Maserati GranTurismo Trofeo จะได้รับการอัพเกรดพละกำลังให้สูงขึ้นไปอีกขั้น โดยมีกำลังสูงสุดถึง 550 แรงม้า พร้อมแรงบิดที่ 650 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลา 3.5 วินาที และทำความเร็วสูงสุดที่ 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งสองรุ่นเครื่องยนต์สันดาปนี้จะถูกส่งกำลังผ่านชุดเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อมโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 โหมด ได้แก่ GT, Comfort, Sport และ Corsa ที่ให้การตอบสนองที่แม่นยำ
ส่วนรุ่น Maserati GranTurismo Folgore ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุด เนื่องจากรถยนต์รุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าถึง 3 ตัว (ติดตั้งที่ล้อหน้า 1 ล้อ และล้อหลัง 2 ล้อ) ซึ่งให้กำลังรวมสูงสุดถึง 761 แรงม้า และสามารถเพิ่มเป็น 830 แรงม้า เมื่อใช้งานฟังก์ชัน MaxBoost มาพร้อมแรงบิดมหาศาลถึง 1,350 นิวตันเมตร ทำให้สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 2.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 325 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 โหมด ได้แก่ GT, Max Range, Sport และ Corsa ที่ตอบสนองการขับขี่ได้อย่างเร้าใจทุกสภาวะ
All-new Maserati GranTurismo ไม่เพียงแต่เปลี่ยนแนวทางการขับขี่เท่านั้น แต่ยังก้าวข้ามการแข่งขันในตลาดรถสปอร์ตระดับสูงด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบ 800V ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ในการแข่งขัน Formula E มาไว้ในตัวรถ โดยติดตั้งชุดแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ความจุ 92.5 kWh ไว้บริเวณโครงสร้างกลางรถในลักษณะ T-Bone แทนการติดตั้งไว้ที่ใต้เบาะผู้ขับ การออกแบบนี้ช่วยเพิ่มสมดุลและความมั่นคงในการขับขี่ ทำให้รถมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำลง ส่งผลให้การควบคุมรถในโค้งมีความมั่นใจยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 450 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม (ตามมาตรฐาน WLTP) และรองรับการชาร์จด่วนด้วยไฟ DC ขนาด 270 kW ทำให้สามารถชาร์จไฟจนได้ระยะทางวิ่งเพิ่มขึ้นถึง 100 กิโลเมตรภายในระยะเวลาเพียง 5 นาที ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับรถสปอร์ตไฟฟ้าสมรรถนะสูง
การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์และนวัตกรรมภายใน
สิ่งที่ทำให้ Maserati GranTurismo โดดเด่นมาตลอดคือการออกแบบที่เรียบหรูแต่แฝงไปด้วยความสง่างาม ในโฉมใหม่ปี 2026นี้ ทางมาเซราติได้รักษาคุณลักษณะเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ของรถรุ่นนี้ไว้ได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นส่วนประกอบหลักที่ทำให้รถจดจำได้ทันที เช่น ฝากระโปรงหน้ารูปทรงยาว ห้องโดยสารที่ออกแบบมาอยู่ค่อนไปทางด้านหลังของตัวรถ (Cab-rearward design) หลังคาลาดเอียงไปทางด้านหลัง และเสา C ที่โค้งมนอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งมีโลโก้ตรีศูลของ Maserati ติดตั้งอยู่อย่างสง่างาม การผสมผสานเส้นสายที่ดูเรียบง่ายแต่ชัดเจน เข้ากับหลักอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อน ทำให้ Maserati GranTurismo ยังคงมีสมรรถนะที่ดีที่สุดในกลุ่มรถยนต์ประเภทนี้ พร้อมสะท้อนถึงตัวตนของเจ้าของรถที่มีความพิถีพิถันในการเลือกสรรยนตรกรรม
ภายในห้องโดยสารของ All-new Maserati GranTurismo ไม่ได้เป็นเพียงแค่การตกแต่งที่สวยงาม แต่ยังเต็มไปด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สมบูรณ์แบบ รถยนต์รุ่นนี้มาพร้อมกับระบบมัลติมีเดีย Maserati Intelligent Assistant (MIA) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายดาย อินโฟเทนเมนท์รุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมหน้าจอ comfort display ที่รวมฟังก์ชันการทำงานหลักของทัชสกรีนให้ใช้งานได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ ยังมีนาฬิกาดิจิทัลอัจฉริยะ (Digital Smart Clock) ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สร้างความแตกต่างให้กับภายในห้องโดยสาร และเฮด-อัพ ดิสเพลย์ (Head-Up Display) ที่ทำงานร่วมกับระบบนำทางเพื่อแสดงข้อมูลสำคัญบนกระจกบังลมด้านหน้า (เฉพาะรุ่นที่ติดตั้งออปชั่นนี้)
อีกหนึ่งสิ่งที่ขาดไม่ได้จากความเป็น Maserati คือประสบการณ์ทางเสียง (Sound Experience) ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ แม้ในรุ่นที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (Folgore) ซึ่งไม่มีเสียงเครื่องยนต์สันดาปให้ได้ยิน ก็ยังสามารถมอบประสบการณ์ทางเสียงที่สมบูรณ์แบบได้เช่นกัน ด้วยระบบเครื่องเสียงมาตรฐานจาก Maserati Sound Audio System หรือจะเลือกอัพเกรดไปใช้สุดยอดระบบเครื่องเสียงสัญชาติอิตาเลียน ‘Sonus Faber’ ซึ่งมีตัวเลือกถึง 12 ตำแหน่งลำโพง และ 19 ตำแหน่งลำโพ