![[ครบชุด] T0709959_ด นร ความล บบร ษ ท ท ไม ควรร เลยโดนแบบน](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260908_134528.jpg)
สง่างามเหนือกาลเวลา: เผยโฉม Maserati GranTurismo ใหม่ล่าสุด ขุมพลังสันดาปและไฟฟ้า 100% เปิดตัวในไทยพร้อมราคา
กรุงเทพฯ, 22 มีนาคม 2569 – วงการยานยนต์หรูของไทยกลับมาคึกคักอีกครั้งเมื่อ Maserati ประเทศไทย ประกาศเปิดตัว Maserati GranTurismo โฉมใหม่ รถสปอร์ตแกรนด์ทัวริ่งระดับตำนาน ที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาใหม่หมดจด โดยมาพร้อมทางเลือกขุมพลังอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์สันดาปสมรรถนะสูง หรือเทคโนโลยีขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% โดยมีราคาจำหน่ายที่น่าจับตามองในตลาดยานยนต์ระดับลักชัวรี
ด้วยรหัส “GranTurismo” ที่หมายถึง “Grand Tourer” มาเซราติได้วางตำแหน่งรถรุ่นนี้ให้เป็นยนตรกรรมที่ผสมผสาน “ความสะดวกสบายในการเดินทางระยะไกล” เข้ากับ “สมรรถนะการขับขี่ดั่งรถสปอร์ต” ได้อย่างลงตัว สะท้อนมรดกแห่งตำนานที่เริ่มต้นจากรุ่น Maserati A6 1500 เมื่อกว่า 70 ปีที่แล้ว และถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของนักขับผู้มองหารถที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน แต่ยังคงไว้ซึ่ง DNA ความสปอร์ตและเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ตรีศูล
สำหรับประเทศไทย การเปิดตัวครั้งนี้มาพร้อมการจัดทัพที่น่าสนใจถึง 3 รุ่นหลัก ได้แก่
Maserati GranTurismo Modena: รุ่นพื้นฐานที่เน้นความสมดุลของสมรรถนะและความหรูหรา (ราคาเริ่มต้น 15.5 ล้านบาท)
Maserati GranTurismo Trofeo: รุ่นสมรรถนะสูงที่ยกระดับความแรงและประสบการณ์ขับขี่ (ราคาเริ่มต้น 18.9 ล้านบาท)
Maserati GranTurismo Folgore: รุ่นขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ที่มาพร้อมขุมพลังอันมหาศาลและความล้ำสมัย (ราคาเริ่มต้น 13.9 ล้านบาท)
การออกแบบที่ล้ำสมัย: ความงามเหนือกาลเวลาและดีไซน์ที่พลิกโฉม
Maserati GranTurismo โฉมใหม่ ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด “The Beauty of Performance” ที่ผสมผสานความสง่างามเข้ากับหลักอากาศพลศาสตร์ได้อย่างลงตัว ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่น จดจำได้ทันที และไม่เหมือนใคร เส้นสายที่ดูเรียบง่ายแต่คมชัด ผสานประสิทธิภาพการขับเคลื่อนที่ดีที่สุดในระดับเดียวกัน สะท้อนเอกลักษณ์แห่งงานออกแบบอิตาลีที่ผสานศิลปะและความลงตัวทางวิศวกรรม
จุดเด่นด้านสัดส่วนยังคงได้รับการอนุรักษ์ไว้ตามตำนาน ด้วยฝากระโปรงหน้าทรงยาว และตำแหน่งการนั่งของผู้ขับที่อยู่กึ่งกลางของล้อทั้งสี่ พร้อมการออกแบบหลังคาลาดต่ำสู่ด้านท้าย เน้นให้เห็นความโค้งมนของเสาซี (C-Pillar) อันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเป็นจุดที่โลโก้ตรีศูล (Trident) อันสง่างามถูกติดตั้งไว้ ตัวถังเน้นเส้นสายที่ดูพลิ้วไหวแต่ทรงพลัง ให้ความรู้สึกถึงความเร็วและความคล่องตัวแม้ในขณะที่รถจอดนิ่ง
ในขณะที่ภายในห้องโดยสารถูกยกเครื่องใหม่ทั้งหมดให้เป็นศูนย์กลางแห่งเทคโนโลยีและความหรูหรา โดยยังคงเน้นบรรยิดการนั่งที่แสนสบายสำหรับทุกการเดินทางไกล หน้าจอคอนโซลกลางได้รับการปรับเปลี่ยนเป็นระบบ Maserati Intelligent Assistant (MIA) ซึ่งเป็น Infotainment ใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมความแม่นยำและประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหล โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟังก์ชันหน้าจอ Comfort Display ที่ทำหน้าที่รวมเอาการควบคุมระบบหลักของรถไว้ในที่เดียว
แต่ที่สร้างความฮือฮาและตอบโจทย์ยุคสมัยคือ Digital Smart Clock หรือ นาฬิกาดิจิทัลอัจฉริยะที่ติดตั้งอยู่บริเวณกลางแดชบอร์ด ซึ่งนอกจากจะบอกเวลาแล้ว ยังสามารถแสดงผลข้อมูลสำคัญ หรือแม้แต่ภาพเคลื่อนไหวขนาดเล็กๆ ที่ช่วยเพิ่มความสุนทรียะและความน่าสนใจให้กับประสบการณ์ภายในห้องโดยสาร นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยี Head-Up Display (HUD) ที่เป็นออปชั่นเสริม ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถรับทราบข้อมูลการขับขี่ที่สำคัญโดยไม่ต้องละสายตาจากถนน
ประสบการณ์เสียงที่ปฏิวัติวงการ: “Where the sound of the engine is the music”
ในวงการรถหรูระดับสูง เสียงเครื่องยนต์คือหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่สุด และ Maserati ไม่เคยทำให้แฟนๆ ผิดหวัง ใน Maserati GranTurismo โฉมใหม่นี้ ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์เสียงที่ปฏิวัติวงการ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเครื่องยนต์สันดาปหรือรุ่นไฟฟ้า
สำหรับรุ่นสันดาป ระบบเสียงได้รับการพัฒนาอย่างพิถีพิถันโดยวิศวกรมากประสบการณ์จาก Maserati Innovation Lab เพื่อให้ได้สุ้มเสียงที่คงเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันน่าจดจำตามแบบฉบับของมาเซราติ ระบบเสียงมาตรฐานจะมาพร้อมกับเครื่องเสียงคุณภาพเยี่ยม Maserati Sound Audio System
แต่สำหรับผู้ที่ต้องการที่สุดแห่งประสบการณ์เสียงในยามขับขี่ มาเซราติได้นำเสนอออปชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากแบรนด์เครื่องเสียงสัญชาติอิตาลีอย่าง Sonus Faber ซึ่งให้ทางเลือกเป็นระบบลำโพงคุณภาพระดับไฮเอนด์ถึง 2 รูปแบบ คือ แบบ 12 ตำแหน่ง และแบบ 19 ตำแหน่ง ที่ได้รับการจัดวางอย่างพิถีพิถันทั่วทั้งห้องโดยสาร เพื่อมอบประสบการณ์เสียงที่ดื่มด่ำและเต็มเปี่ยมไปด้วยมิติสำหรับผู้โดยสารและผู้ขับขี่ทุกที่นั่ง
ขุมพลังแห่งสมรรถนะ: การผสมผสานระหว่างความดุดันและเทคโนโลยีแห่งอนาคต
Maserati GranTurismo โฉมใหม่ นำเสนอทางเลือกด้านพละกำลังขับเคลื่อนที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างครอบคลุม โดยแบ่งออกเป็นสองขุมพลังหลักที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
ขุมพลังสันดาป: เครื่องยนต์ V6 Nettuno ที่เหนือกว่าทุกความคาดหมาย
สำหรับ Maserati GranTurismo Modena และ Maserati GranTurismo Trofeo ยังคงได้รับความภาคภูมิใจในการเป็นเจ้าของขุมพลังเบนซิน V6 Nettuno ความจุ 3.0 ลิตร ที่เป็นบล็อกเครื่องยนต์เดียวกับที่ใช้ในซูเปอร์คาร์รุ่นเรือธงอย่าง Maserati MC20 เครื่องยนต์บล็อกนี้ใช้เทคโนโลยีเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบ Dry Sump ที่ช่วยลดภาระในการหล่อลื่นเครื่องยนต์ และทำให้เครื่องยนต์มีขนาดกะทัดรัดแต่มีพละกำลังมหาศาล
ในรุ่น Modena: จะมาพร้อมกำลังสูงสุด 490 แรงม้า และแรงบิดที่แข็งแกร่งถึง 600 นิวตันเมตร ส่งอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 3.9 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 302 กม./ชม. โดยมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 3 รูปแบบ ได้แก่ GT (Grand Turismo), Comfort และ Sport ซึ่งผู้ขับสามารถปรับเปลี่ยนบุคลิกของรถให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย
ในรุ่น Trofeo: ถือเป็นการอัพเกรดครั้งสำคัญที่ทำให้รุ่นนี้เป็นที่สุดของความสปอร์ตในไลน์อัพเครื่องยนต์สันดาป โดยได้รับการปรับแต่งให้เพิ่มกำลังสูงสุดขึ้นไปอีกขั้นที่ 550 แรงม้า แรงบิดที่ 650 นิวตันเมตร ทำให้อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ลดลงมาเหลือเพียง 3.5 วินาที และสามารถทะยานไปจนถึงความเร็วสูงสุด 320 กม./ชม. โดยทั้งสองรุ่นจะถูกส่งกำลังผ่านชุดเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ เพื่อตอบสนองอัตราเร่งที่รวดเร็วและต่อเนื่อง พร้อมตัวเลือกโหมดการขับขี่เพิ่มขึ้นอีก 1 โหมด คือ Corsa (สนามแข่ง) ที่จะปลดปล่อยสมรรถนะสูงสุดของเครื่องยนต์ออกมาอย่างเต็มที่
ขุมพลังไฟฟ้า 100%: Maserati GranTurismo Folgore ขุมพลังแห่งอนาคต
ในขณะที่ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้ากำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด Maserati ไม่ได้มองข้ามเรื่องนี้ และได้เปิดตัว Maserati GranTurismo Folgore ขุมพลังไฟฟ้า 100% อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการนำเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนไฟฟ้ามาสู่ยนตรกรรมสปอร์ต GT ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
รุ่น Folgore จะติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าถึง 3 ตัว โดยแบ่งการขับเคลื่อนเป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (All-Wheel Drive) ได้แก่ มอเตอร์ 1 ตัวสำหรับล้อหน้า และมอเตอร์อีก 2 ตัวสำหรับล้อหลัง กำลังรวมที่ทำได้สูงสุดถึง 761 แรงม้า และสามารถเพิ่ม