![[ครบชุด] T0709966_เธอค ดว าเป นแม บ าน เลยกล าทำแบบน](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260908_134620.jpg)
Maserati GranTurismo: มรดกแห่งการเดินทางหรูหรา กับการปฏิวัติยุคพลังงานใหม่
ในโลกแห่งยานยนต์ที่เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง มีเพียงไม่กี่แบรนด์ที่สามารถยืนหยัดเหนือกระแสแห่งกาลเวลาได้อย่างแท้จริง หนึ่งในนั้นคือ Maserati ผู้ผลิตรถสปอร์ตระดับไอคอนของอิตาลี ที่ล่าสุดได้เปิดตัว Maserati GranTurismo โฉมใหม่ในประเทศไทย พร้อมด้วยการผสมผสานอันลงตัวระหว่างดีไซน์คลาสสิกเหนือกาลเวลาและเทคโนโลยีขับเคลื่อนแห่งอนาคต
การเปิดตัวครั้งนี้มิได้เป็นเพียงการนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ แต่คือการประกาศศักดาถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนของแบรนด์ มาเซราติ ประเทศไทย ได้นำเสนอรถสปอร์ต 2 ประตูสายพันธุ์แรง 3 รุ่น ที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค ตั้งแต่ความเร้าใจของเครื่องยนต์สันดาป ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดยมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่น่าสนใจในตลาดไทย
Maserati GranTurismo Modena (มาเซราติ กรันทูริสโม โมเดนา) ราคาเริ่มต้น 14.5 ล้านบาท
Maserati GranTurismo Trofeo (มาเซราติ กรันทูริสโม โทรเฟโอ) ราคาเริ่มต้น 16.9 ล้านบาท
Maserati GranTurismo Folgore (มาเซราติ กรันทูริสโม โฟลกอเร) ราคาเริ่มต้น 12.9 ล้านบาท
การเปิดตำนานบทใหม่ของยนตรกรรม GT
Maserati GranTurismo โฉมใหม่นี้ นับเป็นการสานต่อตำนานบทใหม่ของยนตรกรรม GT (Grand Tourer) ที่มีต้นกำเนิดย้อนไปถึง Maserati A6 1500 เมื่อกว่า 77 ปีที่ผ่านมา โดยหัวใจหลักของรถรุ่นนี้ยังคงเป็นการผสานรวมสมรรถนะอันยอดเยี่ยมของรถสปอร์ต เข้ากับความหรูหราและความสะดวกสบายสำหรับการเดินทางไกลบนท้องถนนได้อย่างสมบูรณ์แบบ
คำแนะนำด้านการลงทุน: สำหรับผู้ที่กำลังมองหา “รถสปอร์ตตัวจริง” ที่มีมูลค่าเพิ่มในอนาคต Maserati GranTurismo ถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าจับตาอย่างยิ่ง ด้วยชื่อเสียงของแบรนด์และความเป็นเอกลักษณ์ทางดีไซน์ ทำให้มูลค่าคงเหลือ (Resale Value) อาจสูงกว่าคู่แข่งในบางกรณี ควรศึกษาทางเลือกด้านสินเชื่อรถสปอร์ตหรู เพื่อให้การลงทุนครั้งนี้คุ้มค่าที่สุด
งานดีไซน์: เส้นสายแห่งความสง่างามอันเป็นเอกลักษณ์
เมื่อแรกเห็น Maserati GranTurismo โฉมใหม่ สิ่งแรกที่สะดุดตาคือความสง่างามที่ผสมผสานเข้ากับสมรรถนะได้อย่างไร้ที่ติ เส้นสายการออกแบบที่โดดเด่นและแตกต่าง สามารถจดจำได้ทันทีในหมู่คนรักรถ ดีไซน์ดูเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยพลังแฝง (Understated Power) ที่สะท้อนถึงความพิถีพิถันในการออกแบบ แต่ยังคงไว้ซึ่งสัดส่วนอันเป็นเอกลักษณ์ของรุ่น
การออกแบบยังคงเน้นฝากระโปรงหน้าที่ยาวเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์แบบ GT พร้อมตำแหน่งของผู้ขับที่อยู่กึ่งกลางระหว่างล้อทั้งสี่ สะท้อนถึงการกระจายน้ำหนักที่สมดุล หลังคาลาดเอียงลงไปด้านหลังอย่างสวยงาม เพื่อเน้นย้ำถึงเส้นสายโค้งมนของเสาซี (C-Pillar) ที่ประดับด้วยโลโก้ตรีศูลอันโด่งดัง
ความรู้สึกที่ได้สัมผัส: ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านยนตรกรรมหรู ผมเห็นว่าความสวยงามของ Maserati GranTurismo อยู่ที่ความ “เรียบแต่หรู” (Sleek and Elegant) ซึ่งทำให้รถคันนี้โดดเด่นกว่าคู่แข่งสัญชาติเยอรมันที่เน้นความโฉบเฉี่ยว แต่ GranTurismo ให้ความรู้สึกสุขุมและภูมิฐานในเวลาเดียวกัน
ภายในห้องโดยสาร: เทคโนโลยีล้ำสมัยและความสบาย
ก้าวเข้ามาภายในห้องโดยสาร สิ่งที่ประทับใจทันทีคือความทันสมัยของเทคโนโลยีที่ผสานรวมเข้ากับความหรูหราได้อย่างลงตัว ด้วยระบบมัลติมีเดีย Maserati Intelligent Assistant (MIA), หน้าจออินโฟเทนเมนท์รุ่นล่าสุด, และจอแสดงผล Comfort Display ที่รวบรวมฟังก์ชันหลักทั้งหมดไว้ในหน้าจอทัชสกรีนอเนกประสงค์ นอกจากนี้ยังมี นาฬิกาดิจิทัลอัจฉริยะ (Digital Smart Clock) และระบบเฮด-อัพ ดิสเพลย์ (Head-up Display) ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่
ระบบเสียงและประสบการณ์การขับขี่: ประสบการณ์ทางเสียงเป็นอีกหนึ่งจุดขายของรถรุ่นนี้ ด้วยระบบเสียง “all-round sound experience” ที่ได้รับการพัฒนาจากทีมวิศวกรของ Maserati Innovation Lab เพื่อมอบเสียงคำรามของเครื่องยนต์ที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ (Iconic Maserati Sound) แม้ในรุ่นพลังงานไฟฟ้าก็ยังคงมอบประสบการณ์เสียงที่สมบูรณ์แบบผ่านระบบ Maserati Sound Audio System นอกจากนี้ยังมีทางเลือกพิเศษกับชุดเครื่องเสียงระดับไฮเอนด์จากแบรนด์ Sonus Faber ซึ่งมีให้เลือกทั้งลำโพง 12 ตำแหน่ง และ 19 ตำแหน่ง
พละกำลังขับเคลื่อน: การประชันความแรงระหว่างสันดาปและไฟฟ้า
สำหรับขุมพลังของ Maserati GranTurismo โฉมใหม่ในตลาดประเทศไทย มีให้เลือกถึง 2 รูปแบบหลัก ดังนี้
ขุมพลังเครื่องยนต์สันดาป: ความเร้าใจแบบ Maserati ดั้งเดิม
สำหรับรุ่น Modena และ Trofeo จะมาพร้อมกับขุมพลังเครื่องยนต์สันดาปเบนซิน V6 Nettuno ความจุ 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เดียวกับที่ใช้ในซูเปอร์คาร์ของแบรนด์อย่าง MC20 แต่ได้รับการปรับจูนให้เหมาะสมกับการเป็นรถยนต์ GT
Maserati GranTurismo Modena: มาพร้อมกำลังสูงสุด 490 แรงม้า และแรงบิด 600 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 3.9 วินาที และความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 302 กม./ชม. มีโหมดการขับขี่ให้เลือก 3 โหมด ได้แก่ GT, Comfort และ Sport
Maserati GranTurismo Trofeo: ถูกอัพเกรดเพิ่มพละกำลังเป็น 550 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 650 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 3.5 วินาที และความเร็วสูงสุด 320 กม./ชม. โดยทั้งสองรุ่นจะถูกส่งกำลังด้วยชุดเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ และมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 โหมด ได้แก่ GT, Comfort, Sport และ Corsa
ขุมพลังไฟฟ้า 100%: อนาคตแห่งความเร็ว
สำหรับรุ่น Folgore (มาเซราติ กรันทูริสโม โฟลกอเร) ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญสู่ยุคใหม่ มาเซราติเลือกที่จะติดตั้งขุมพลังไฟฟ้า 100% โดยใช้มอเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 3 ตัว (ติดตั้งด้านหน้า 1 ตัว และด้านหลัง 2 ตัว) ซึ่งส่งผลให้รถคันนี้มีกำลังรวมสูงสุดถึง 761 แรงม้า และเพิ่มเป็น 830 แรงม้าเมื่อกดปุ่ม MaxBoost มาพร้อมแรงบิดมหาศาลที่ 1,350 นิวตันเมตร
ด้วยกำลังขนาดนี้ ทำให้ GranTurismo Folgore สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.7 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 325 กม./ชม. โดยมีโหมดการขับขี่ให้เลือก 4 โหมด ได้แก่ GT, Max Range, Sport และ Corsa
แนวโน้มตลาดรถไฟฟ้าหรู: การที่ Maserati ลงทุนในการพัฒนารุ่นไฟฟ้าเต็มรูปแบบ แสดงให้เห็นถึงเทรนด์ที่ชัดเจนของตลาดซูเปอร์คาร์และรถหรู ซึ่งกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานไฟฟ้าเพื่อความยั่งยืนและสมรรถนะที่เหนือกว่า ในประเทศไทย ตลาดรถไฟฟ้าระดับไฮเอนด์กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคที่มองหาประสบการณ์การขับขี่ที่ทันสมัยแต่ไม่ละทิ้งความหรูหรา กำลังพิจารณาตัวเลือกเหล่านี้มากขึ้น
เทคโนโลยีแบตเตอรี่และประสิทธิภาพการวิ่ง
มาเซราติเลือกใช้เทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบ 800V ในรุ่น Folgore เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการชาร์จและอัตราการจ่ายกำลังไฟฟ้าให้สูงที่สุด ตัวรถมาพร้อมชุดแบตเตอรี่ขนาดความจุ 92.5 kWh ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกันกับรถแข่ง Formula E ที่พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่น่าสนใจคือการจัดวางตำแหน่งแบตเตอรี่ ที่ติดตั้งไว้บริเวณโครงสร้างกลางรถ (