![[ครบชุด] T0909133_สร ปใครเอาเง นไป](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260910_082211.jpg)
เปิดถิ่นกำเนิดตรีศูล: สัมผัสจิตวิญญาณ Maserati ที่ล้ำลึกเกินกว่าคำว่า “รถหรู”
ในวันที่ 6 มีนาคม 2560 ผมพร้อมด้วยคณะสื่อมวลชนจากประเทศไทยอีก 13 ชีวิต และกลุ่ม VIP อีก 25 ชีวิต ได้เดินทางเหยียบผืนดินอิตาลี ภายใต้คำเชิญของ MGC Asia หรือกลุ่ม Millennium ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ Maserati อย่างเป็นทางการแห่งใหม่ เพื่อไขความลับและความลึกลับของแบรนด์ตรีศูลที่แฝงไว้ในประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องศาสตร์แห่งกาแฟชั้นเยี่ยม Gelato ที่เข้มข้น ขโมยโจรผู้คอยหยิบฉวยตามสถานที่ท่องเที่ยว และที่ขาดไม่ได้เลยคือ ม้าลำพอง แห่งโลกยานยนต์อย่างอุตสาหกรรมรถสปอร์ตในเครือ Fiat Chrysler Automotive (FCA)
การเยือนดินแดนมักกะโรนีในครั้งนี้ จึงถือเป็น “ครั้งแรก” ของผม ที่จะได้เข้ามาสัมผัสรากเหง้าและหัวใจที่แท้จริงของรถยนต์ระดับพรีเมียมอย่าง Maserati อย่างถึงแก่นแท้ เพราะสถานที่บางแห่งในกำหนดการทริปนี้ ต่อให้คุณควักกระเป๋าบินมาเยือนอิตาลีด้วยตัวเอง ก็อาจไม่ได้รับสิทธิ์ให้เข้าไปเยี่ยมชมได้ง่ายๆ เลย
ความลับของ Headquarters: โรงงานแห่งดีไซน์และจิตวิญญาณ
ทันทีที่เดินทางมาถึงสนามบิน Bologna เราเริ่มต้นภารกิจแรกด้วยการบุกโรงงานและสำนักงานใหญ่ของ Maserati ที่ตั้งตระหง่าน ณ Viale Ciro Menotti, 322, 41100 เมือง Modena เป็นจุดแรก เพื่อทำความเข้าใจตั้งแต่จุดเริ่มต้น
แรกเริ่มเดิมที พื้นที่แห่งนี้มีต้นกำเนิดเป็นเพียง “โรงงานเก่าแก่” ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1939 ด้วยกำลังการผลิตที่ไม่เกิน 500 คันต่อปี ทว่าเวลาผ่านไปนานพอสมควร อาคารทรงสูง 9 ชั้นอันเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่และโชว์รูมขนาดใหญ่ พร้อมด้วยอาคารจอดรถสำหรับพนักงานและแขกผู้มีเกียรติ ได้รับการเปิดใช้งานอย่างเป็นทางการเมื่อปี 1997 ซึ่งเป็นปีสำคัญที่ “คู่แข่งตลอดกาล” อย่าง Ferrari ได้ก้าวเข้ามาช่วยกอบกู้กิจการของ Maserati ให้กลับมาเป็นหนึ่งเดียวกันอีกครั้ง ภายใต้ชื่อ Ferrari-Maserati Group
ในวันที่คณะของเราเข้าเยี่ยมชมนั้น สิ่งที่สะกดสายตาจนต้องหยุดนิ่งคือ Maserati Gran Cabrio ที่จอดตระหง่านอยู่บนแท่นหมุนวงแหวนยักษ์ โดดเด่นด้วยสีน้ำเงินเข้มอันเป็นสีประจำแบรนด์ตรีศูล ไม่เพียงเท่านั้น เรายังได้ยลโฉม Maserati Levante S รถยนต์ SUV รูปแบบสปอร์ตคันแรกของแบรนด์ที่เพิ่งเปิดตัวสดๆ ร้อนๆ เมื่อปี 2016 และที่ทำให้ตื่นเต้นจนแทบลืมหายใจคือ การปรากฏตัวของ Maserati MC12 Corsa ปี 2006 ซึ่งเป็นเวอร์ชันสำหรับสนามแข่ง ที่มีจำนวนจำกัดเพียง 12 (+3) คันบนโลก! (12 คันถูกส่งถึงมือลูกค้า ส่วนอีก 3 คันเป็นรถทดสอบและโปรโมทสำหรับจัดแสดงเท่านั้น)
MC12 Corsa ถือเป็นมหากาพย์แห่งนวัตกรรมที่สร้างขึ้นมาเพื่อลงสนามแข่งภายใต้กฎของสมาพันธ์กีฬาแข่งรถนานาชาติ (FIA) ในรุ่น GT โดยได้รับการออกแบบโดย Frank Stephenson หัวหน้าฝ่าย Concept Design ของ Ferrari-Maserati Group ขุมพลังขับเคลื่อนคือ เครื่องยนต์ V12 สูบ ทำมุม 65 องศา DOHC 48 วาล์ว ความจุ 5,998 ซีซี รหัส M144A กำลังอัดสูงถึง 11.2:1 พร้อมระบบอ่างน้ำมันเครื่องแบบ Dry Sump ซึ่งพัฒนาต่อเนื่องมาจากเครื่องยนต์พื้นฐานรุ่น Tipo F140 ที่ใช้ใน Ferrari Enzo
กำลังสูงสุดของ MC12 Corsa ทะลุปรอทไปถึง 755 แรงม้า (PS) ที่ 8,000 รอบ/นาที และให้แรงบิดสูงสุดถึง 710 นิวตัน-เมตร (72.3 กก.-ม.) ที่ 6,000 รอบ/นาที เปิดตัวครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2006 ด้วยราคาเปิดตัวที่สูงถึง 1,000,000 ยูโร แต่สิ่งที่น่าตกใจกว่านั้นคือ ราคา “มือสอง” ที่ดีลเลอร์ของ Maserati ในสหรัฐอเมริกาตั้งไว้ สูงถึง 3,000,000 ยูโร!!! ด้วยเหตุผลที่ว่ารถคันนี้ถูกสร้างมาเพื่อใช้ในสนามแข่งเท่านั้น และไม่ผ่านการอนุญาต (Homologated) สำหรับการขับขี่บนถนนหรือการแข่งขันรายการใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้ราคาในตลาดสะสมพุ่งสูงลิ่ว
นอกจากการจัดแสดงเครื่องยนต์และโครงสร้างเฟรมของรถแข่งในตำนานแล้ว ที่นี่ยังมี Maserati Collection Shop ที่มีครบทุกสิ่งอย่างตั้งแต่เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ข้าวของจุกจิก ไปจนถึงหนังสือขนาดใหญ่ที่อัดแน่นด้วยเรื่องราวของแบรนด์ตรีศูลให้เลือกซื้อกลับบ้านอีกด้วย
ความรักที่แท้จริง: พิพิธภัณฑ์รถยนต์สุดคลาสสิกของ Umberto Panini
หลังจากเยี่ยมชมโรงงาน เรามุ่งหน้าไปยังฟาร์ม Hombre ผู้ผลิตชีสท้องถิ่นชื่อดังอย่าง Parmiggiano Reggiano หลายคนอาจสงสัยว่า “เรามาทำอะไรในฟาร์มวัวที่มีกลิ่นชีสโชยไปทั่ว?” คำตอบนั้นอยู่ในฟาร์มแห่งนี้เอง ที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของ พิพิธภัณฑ์รถยนต์ส่วนตัวของ Umberto Panini
Umberto Panini คือตำนานที่ยังมีชีวิต เขาคือผู้ก่อตั้งบริษัทสิ่งพิมพ์ที่ภายหลังได้ขายกิจการออกไป และหันมาใช้ชีวิตอยู่ในฟาร์มแห่งนี้ แต่ความหลงใหลในรถยนต์ โดยเฉพาะ Maserati ได้ผลักดันให้เขาสะสมรถยนต์สปอร์ตในอดีตของแบรนด์นี้ไว้มากถึง 22 คัน โดยรวบรวมไว้ในคอลเลคชันอันล้ำค่าแห่งนี้ ได้แก่:
| ปีผลิต | รุ่นรถยนต์ |
| :—: | :— |
| 1934 | Maserati 6C 34 |
| 1936 | Maserati 6CM |
| 1953 | Maserati A6GCS 53 “Berlinetta” |
| 1954 | Maserati A6G 54 2000 Allemanno |
| 1957 | Maserati 250F V12 (รถแข่งของพระองค์เจ้าพีระฯ) |
| 1958 | Maserati 3500 GT |
| 1958 | Maserati TIPO 420/M/58 ELDORADO |
| 1961 | Maserati TIPO 61 BIRDCAGE DROGO |
| 1961 | Maserati TIPO 63 V12 Serenissima |
| 1965 | Maserati MISTRAL Coupe |
| 1968 | Maserati GHIBLI Coupe |
| 1968 | Maserati SIMUN Prototipo |
| 1970 | Maserati GHIBLI Spyder |
| 1971 | Maserati BORA |
| 1974 | Maserati TIPO 124 Italdesign Prototipo |
| 1975 | Maserati KHAMSIN |
| 1980 | Maserati MERAK SS Turbo Prototipo (สีเหลือง) |
| 1989 | Maserati QUATTROPORTE Royale (Sedan สีเทา) |
| 1990 | Maserati CHUBASCO Prototipo (สีแดงชั้น 2) |
| 1991 | Maserati BARCHETTA Stradale Maquette |
| 1996 | Maserati GHIBLI Open Cup |
| 2002 | Maserati 3200 GT Trofeo |
ไม่เพียงเท่านั้น ที่นี่ยังเป็นที่เก็บรักษา รถยนต์รุ่นหายากในอดีต อื่นๆ อีกมากมาย เช่น Cadillac Limousine 355 จากสำนักวาติกัน, Mercedes Benz 300SL Gullwing, รถยนต์ Fiat, Alfa Romeo, Lancia หลากหลายรุ่น รวมถึงรถต้นแบบ และจักรยานยนต์โบราณยี่ห้อดังต่างๆ ที่หาชมได้ยากยิ่ง
ความพิเศษของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ คือการทำหน้าที่ อนุรักษ์สมบัติล้ำค่าเหล่านี้ ไว้จากการถูกนำไปขายทอดตลาด เรื่องมีอยู่ว่า ในเดือนพฤษภาคม 1993 เมื่อ FIAT เข้าซื้อกิจการ Maserati จากบริษัท De Tomaso รถยนต์และเครื่องยนต์ในคอลเลคชันเหล่านี้จึงถูกส่งไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ของบริษัท รวมถึงงาน Bologna Motor Show ในเดือนธันวาคม 19