![[ครบชุด] T1509110 Ep.3 ภพข ามร ก](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260917_104956.jpg)
Maserati GranCabrio Folgore 2026: นวัตกรรมแห่งรถเปิดประทุนไฟฟ้า สัมผัสความหรูหราแห่งอนาคตบนท้องถนน
ในยุคแห่งความยั่งยืนที่รถยนต์ไฟฟ้ากำลังพลิกโฉมอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก ผู้ผลิตรถหรูสัญชาติอิตาลีอย่าง Maserati (มาเซราตี) ไม่พลาดที่จะก้าวสู่สมรภูมิใหม่แห่งนี้ ด้วยการเปิดตัวสุดยอดรถเปิดประทุนพลังไฟฟ้าอย่าง Maserati GranCabrio Folgore (มาเซราตี กรันกาบริโอ โฟลโกเร) ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ที่ผสานศาสตร์แห่งความสง่างามทางวิศวกรรมอันเป็นเอกลักษณ์เข้ากับเทคโนโลยีขับเคลื่อนที่ล้ำสมัย
Maserati ซึ่งเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า “ตรีศูล” (Trident) ที่ได้รับการยอมรับในฐานะผู้ผลิตรถสปอร์ตสมรรถนะสูงมากว่าศตวรรษ ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์ด้วยการนำรถยนต์ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์รุ่นนี้มาสู่ตลาดโลกอย่างเต็มตัว เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่า โดยยังคงไว้ซึ่งความหรูหราสไตล์อิตาเลียนที่ผสมผสานศิลปะและสมรรถนะเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถสปอร์ตหรู การเลือกซื้อรถยนต์ในปี 2026 ถือเป็นการตัดสินใจที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากตลาดมีการแข่งขันสูงมาก และมีตัวเลือกที่น่าสนใจมากมาย การทำความเข้าใจเทคโนโลยีและศักยภาพของรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมอย่าง Maserati GranCabrio Folgore จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้คุณไม่พลาดรถที่ดีที่สุด และไม่สูญเสียเงินไปกับการลงทุนที่ไม่ตอบโจทย์
อดีต สู่ ปัจจุบัน: วิวัฒนาการรถเปิดประทุนของ Maserati
ประวัติศาสตร์ของ Maserati ไม่ได้จำกัดอยู่แค่รถเครื่องยนต์สันดาปเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเส้นทางการพัฒนารถเปิดประทุน (Convertible หรือ Cabriolet) ที่ยาวนานและน่าภาคภูมิใจ รถเปิดประทุนคันแรกของ Maserati เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 1931 ภายใต้ชื่อ Maserati 4CS ซึ่งเป็นผลงานที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในการสร้างสรรค์รถที่ผสมผสานความสวยงามของตัวถังแบบเปิดโล่งเข้ากับขีดความสามารถด้านสมรรถนะในการแข่งขันระดับสูง
ในสายการผลิตรถเปิดประทุนของ Maserati รุ่นแรกที่โด่งดังและได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดคือ Maserati GranCabrio (มาเซราตี กรันกาบริโอ) ซึ่งเป็นรถยนต์แบบ 2 ประตู 4 ที่นั่ง การออกแบบได้รับการพัฒนาควบคู่ไปกับรถยนต์คูเป้ 2 ประตู 4 ที่นั่งอย่าง Maserati Granturismo (มาเซราตี กรันตูริสโม) ซึ่งทั้งสองรุ่นนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหราและสมรรถนะในยุคนั้น โดยรถรุ่นแรกเริ่มจำหน่ายในปี 2010 และได้รับการอัปเกรดและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2019 ก่อนที่จะยุติสายการผลิต เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในตลาดรถยนต์
อย่างไรก็ตาม รถเปิดประทุนยังคงเป็นรูปแบบตัวถังที่ได้รับความนิยมในตลาดระดับพรีเมียม การกลับมาของรถเปิดประทุนในสายการผลิตของ Maserati จึงเป็นที่จับตามองของทั่วโลก โดยเฉพาะในกลุ่มนักสะสมและผู้ที่ชื่นชอบรถสปอร์ตระดับไฮเอนด์
ยุคแห่งไฟฟ้า: เมื่อ Maserati GranCabrio เปลี่ยนโฉมสู่พลังงานแห่งอนาคต
หลังจากหยุดพักการผลิตไปกว่าครึ่งทศวรรษ ผู้ผลิตรถหรูสัญชาติอิตาลีได้ตัดสินใจนำรถเปิดประทุนกลับมาสู่สายการผลิตอีกครั้งในรุ่นที่ 2 โดยมีชื่อว่า Maserati GranCabrio Folgore ซึ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อกลางเดือนเมษายน 2024 ในยุคแห่งมังกรไฟ พร้อมคำประกาศสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ที่ต้องการผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์
Maserati GranCabrio Folgore ไม่ใช่แค่รถเปิดประทุนธรรมดา แต่เป็น “รถเปิดประทุนระดับหรูแบบแรกในยุโรปที่เป็นรถพลังไฟฟ้าล้วนๆ (Pure Electric)” และถือเป็นรถเปิดประทุนพลังไฟฟ้าที่วิ่งได้เร็วที่สุดในขณะนี้ นับเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความหรูหราเหนือกาลเวลาเข้ากับเทคโนโลยีขับเคลื่อนที่ล้ำสมัยที่สุด
จากสนามแข่งสู่ท้องถนน: เทคโนโลยีที่ส่งต่อจาก Formula E
การพัฒนารถ Maserati GranCabrio Folgore ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและประสบการณ์อันล้นเหลือจากการแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้าฟอร์มูล่าอี (Formula E) โดยทีมแข่งของ Maserati ซึ่งถือเป็นสนามทดสอบสมรรถนะชั้นเยี่ยมในสภาวะที่มีการแข่งขันสูง
ตัวถังของรถรุ่นนี้มีขนาดเท่ากันในทุกมิติกับรุ่นเบนซิน คือ ยาว 4,966 มิลลิเมตร กว้าง 1,957 มิลลิเมตร และสูง 1,365 มิลลิเมตร การออกแบบภายนอกยังคงไว้ซึ่งเส้นสายอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ แต่มีการปรับปรุงด้านแอโรไดนามิกเพื่อให้สอดรับกับระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า
Maserati GranCabrio Folgore ติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (All-Wheel Drive) ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงจำนวน 3 ชุด โดยมีมอเตอร์ขนาด 300 กิโลวัตต์/408 แรงม้า จำนวน 1 ชุดที่ล้อหน้า และมอเตอร์ขนาด 300 กิโลวัตต์/408 แรงม้า จำนวน 2 ชุดที่ล้อหลัง ทำงานร่วมกันกับระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ 1 จังหวะ
นอกจากนี้ ระบบส่งกำลังยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-Ion) ที่มีขนาดความจุรวม 92.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ซึ่งมีความจุใช้งานจริงที่ 83 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) แบตเตอรี่ถูกวางในรูปแบบตัว T ที่เน้นความสมดุลของน้ำหนักและการกระจายศูนย์ถ่วงให้ดีที่สุด ทำให้รถยังคงมีสมรรถนะด้านการควบคุมที่ดีเยี่ยมตามมาตรฐาน Maserati
กำลังรวมสูงสุดที่ส่งออกจากมอเตอร์ทั้ง 3 ชุดคือ 560 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่า 762 แรงม้า แต่หากกดปุ่มเพิ่มสมรรถนะสูงสุด (Boost Mode) ตัวเลขกำลังจะพุ่งสูงถึง 610 กิโลวัตต์ หรือประมาณ 830 แรงม้า ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจอย่างยิ่งสำหรับรถสปอร์ตเปิดประทุนระดับพรีเมียม
สมรรถนะระดับซูเปอร์คาร์: อัตราเร่งที่เร้าใจและความเร็วสูงสุด
สำหรับผู้ที่มองหารถที่มีสมรรถนะสูงและสามารถเร่งความเร็วได้อย่างรวดเร็ว Maserati GranCabrio Folgore ถือเป็นคู่แข่งที่น่าจับตามอง การออกแบบระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าทำให้รถรุ่นนี้สามารถทำอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (km/h) ได้ในเวลาเพียง 2.8 วินาที ซึ่งเทียบเท่ากับรถซูเปอร์คาร์ระดับโลก และเร็วกว่ารถรุ่นเบนซิน Trofeo ที่ทำได้ 3.6 วินาที
ในส่วนของการเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (km/h) นั้น ตัวเลขก็ยังคงน่าประทับใจอย่างมาก คือ ทำได้ในเวลาเพียง 9.1 วินาที สำหรับความเร็วสูงสุด ตัวรถทำความเร็วได้ถึง 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (km/h) ซึ่งเป็นความเร็วที่สูงมากสำหรับรถเปิดประทุนพลังงานไฟฟ้าในปัจจุบัน
นอกจากสมรรถนะในการเร่งความเร็วแล้ว ระบบเบรกก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน Maserati GranCabrio Folgore ใช้ระบบเบรกที่สามารถหยุดรถจากความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (km/h) ให้หยุดสนิทได้ในระยะทางน้อยกว่า 37 เมตร ซึ่งเป็นการยืนยันถึงประสิทธิภาพของระบบเบรกสมรรถนะสูงที่ติดตั้งในตัวรถ
ประหยัดพลังงานและรักษ์โลก: ระยะทางขับเคลื่อนที่น่าพอใจ
ในยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น คำถามที่สำคัญคือเรื่องระยะทางการขับขี่ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ในเรื่องนี้ Maserati GranCabore Folgore ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วยอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยที่ 22.4 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ต่อ 100 กิโลเมตร (km)
จากการทดสอบตามมาตรฐาน WLTP (Worldwide Harmonised Light Vehicles Test Procedure) รถรุ่นนี้สามารถวิ่งได้ไกลถึง 447 กิโลเมตร (km) เมื่อชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นระยะทางที่น่าพอใจสำหรับรถสปอร์ตเปิดประทุนระดับพรีเมียม ทำให้ผู้ขับ