![[ครบชุด] T1009631_5,000 เพราะเป ดน ำขวดเด ยว](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260918_133958.jpg)
รถเปิดประทุนพลังไฟฟ้าหรูรุ่นล่าสุด MASERATI GRANCABRIO FOLGORE ปี 2026: รีวิวเจาะลึก สมรรถนะ และเทคโนโลยีสุดล้ำ
ในวงการยานยนต์หรูระดับโลก ปี 2026 ถือเป็นปีแห่งการก้าวสู่ยุคใหม่ของรถสปอร์ตไฟฟ้า โดยมีแบรนด์ชั้นนำอย่าง Maserati (มาเซราติ) ได้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ซึ่งก็คือ Maserati Grancabrio Folgore (มาเซราติ กรานกาบริโอ โฟลโกเร) รถเปิดประทุนพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของแบรนด์ ที่ผสานความงดงามสง่าเหนือกาลเวลาเข้ากับเทคโนโลยีอันล้ำสมัย จนได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในรถสปอร์ตเปิดประทุนที่หรูหราและทรงพลังที่สุดในตลาดขณะนี้
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในวงการที่มีประสบการณ์กว่า 10 ปี ผมขอพาคุณเจาะลึกรายละเอียดของรถยนต์ไฟฟ้าสุดหรูคันนี้ ตั้งแต่ต้นกำเนิด เทคโนโลยีที่ใช้ สมรรถนะที่เหนือชั้น ไปจนถึงการวิเคราะห์ว่ารถรุ่นนี้เหมาะกับใครบ้าง และควรซื้อตอนนี้เลยหรือไม่
จุดเริ่มต้นของ “ตรีศูล” แห่งนวัตกรรมไฟฟ้า
Maserati เป็นที่รู้จักในฐานะผู้ผลิตรถยนต์หรูสัญชาติอิตาลีที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าศตวรรษ นับตั้งแต่ปี 1914 แบรนด์ “ตรีศูล” หรือ “สามง่าม” แห่งโมเดนา ได้สร้างสรรค์ผลงานยานยนต์ที่ผสมผสานความงามเหนือกาลเวลาเข้ากับสมรรถนะอันโดดเด่น หนึ่งในเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ Maserati คือ สายการผลิตรถเปิดประทุน ซึ่งมีประวัติศาสตร์ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1931 กับรถรุ่นแรก MASERATI 4CS (มาเซราติ 4 ซีเอส)
ในยุคปัจจุบัน ไลน์อัพรถเปิดประทุนของ Maserati ประกอบด้วยรุ่น MASERATI GRANCABRIO (มาเซราติ กรานกาบริโอ) ซึ่งเป็นรถ 2 ประตู 4 ที่นั่ง พัฒนาขึ้นมาพร้อมกับรถคูเป้รุ่น MASERATI GRANTURISMO (มาเซราติ กรันตูริสโม) โดยรถรุ่นแรกเริ่มวางจำหน่ายในปี 2010 และทำตลาดมายาวนานจนถึงปี 2019 หลังจากนั้น ในปี 2020 Maserati ได้กลับมาเปิดสายการผลิตรถเปิดประทุนอีกครั้ง พร้อมเปิดตัวรถรุ่นที่ 2 ในปี 2024 โดยโมเดลแรกที่เปิดตัวคือ MASERATI GRANCABRIO TROFEO (มาเซราติ กรันกาบริโอ ตโรเฟโอ) ซึ่งเป็นรุ่นที่มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน Twin-Turbo V6
การก้าวสู่ยุค EV กับ Maserati Grancabrio Folgore
หลังจากที่เปิดตัวรุ่นเครื่องยนต์เบนซินไปแล้ว Maserati ก็ได้สานต่อความสำเร็จด้วยการเปิดตัว Maserati Grancabrio Folgore ในช่วงกลางเดือนเมษายน 2024 โดยมาพร้อมกับประกาศที่ท้าทายว่า นี่คือรถเปิดประทุนระดับหรูรุ่นแรกของยุโรปที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% และเป็นรถเปิดประทุนพลังงานไฟฟ้าที่วิ่งได้เร็วที่สุดในตลาดปัจจุบัน ความสำเร็จนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะ Maserati ได้นำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญจากการแข่งขันรถพลังไฟฟ้า FORMULA E (ฟอร์มูลา อี) มาใช้ในการออกแบบและพัฒนารถรุ่นนี้อย่างเต็มรูปแบบ
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่คลุกคลีในวงการยานยนต์มานาน ผมยอมรับว่า Maserati ได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลงสู่อนาคตของวงการยานยนต์หรูได้อย่างน่าประทับใจ การเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานสมรรถนะสูง แสดงให้เห็นว่าแบรนด์นี้ไม่ได้ยึดติดกับรูปแบบดั้งเดิม แต่พร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี
ตัวอย่างเคสศึกษา:
ในอดีต ผู้บริหารของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ใน Silicon Valley มักจะเลือก Ferrari หรือ Lamborghini เป็นรถเปิดประทุนคู่ใจ แต่ในปัจจุบัน เทรนด์ได้เปลี่ยนไป ผู้บริหารเหล่านี้เริ่มมองหาทางเลือกอื่นที่มีสมรรถนะสูงและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยมากขึ้น ซึ่ง Maserati Grancabrio Folgore ตอบโจทย์นี้ได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการประสบการณ์การขับขี่ที่แปลกใหม่ พร้อมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืน
เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าและการออกแบบที่ลงตัว
Maserati Grancabrio Folgore ยังคงเอกลักษณ์ด้านมิติตัวถังที่หรูหรา โดยมีความยาว 4.966 ม. กว้าง 1.957 ม. และสูง 1.365 ม. น้ำหนักรถทั้งคันอยู่ที่ประมาณ 2,340 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าไม่เบาสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าระดับไฮเอนด์
สำหรับระบบขับเคลื่อน Maserati Grancabrio Folgore มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ติดตั้งแบบขับเคลื่อนทุกล้อ โดยมีมอเตอร์ตัวหน้า 1 ชุด และมอเตอร์หลัง 2 ชุด มอเตอร์แต่ละตัวให้กำลังสูงสุด 300 กิโลวัตต์ ทำให้กำลังรวมของระบบขับเคลื่อนสูงสุดถึง 560 กิโลวัตต์ หรือเทียบเท่ากับ 762 แรงม้า (หรือ 610 กิโลวัตต์/830 แรงม้า หากใช้โหมดบูสต์สูงสุด) ขุมพลังนี้ส่งผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ 1 จังหวะ และแบตเตอรี่ Lithium-Ion (ลิเธียม-ไอออน) ขนาดความจุรวม 92.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง (ความจุใช้งาน 83 กิโลวัตต์ชั่วโมง)
ความท้าทายด้านพลังงาน:
สิ่งที่น่าสนใจคือความจุของแบตเตอรี่ที่ใช้ โดยมีการนำเทคโนโลยีจากสนามแข่ง Formula E มาใช้ ทำให้รถยนต์รุ่นนี้มีโหมดการขับให้เลือกถึง 4 โหมด ได้แก่ MAX RANGE-GT-SPORT-CORSA โดยแต่ละโหมดจะมีการปรับจูนกำลังและอัตราเร่งที่แตกต่างกันไป ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยอย่างมากในการจัดการพลังงานให้เหมาะสมกับสภาพการขับขี่แต่ละแบบ
การเปรียบเทียบขุมพลัง:
เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน (MASERATI GRANCABRIO TROFEO) รุ่นนี้ถือว่าเหนือกว่าอย่างชัดเจน โดยให้กำลังสูงสุดสูงกว่าเกือบ 200 แรงม้า ซึ่งทำให้ผู้ขับขี่ได้รับประสบการณ์การเร่งความเร็วที่แรงกว่าอย่างรู้สึกได้
สมรรถนะความเร็วและการขับขี่
ในด้านสมรรถนะ Maserati Grancabrio Folgore สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 2.8 วินาที และอัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. ได้ภายใน 9.1 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 290 กม./ชม. ส่วนระยะทางการเบรกจาก 100-0 กม./ชม. ใช้ระยะทางไม่ถึง 37 เมตร ถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจสำหรับรถเปิดประทุนพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่
ด้านอัตราสิ้นเปลืองพลังงาน Maserati Grancabrio Folgore ใช้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ย 22.4 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อ 100 กิโลเมตร และวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 447 กิโลเมตร ต่อการชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP แม้ว่าตัวเลขนี้จะดูสูงกว่ารถยนต์ไฟฟ้าทั่วไป แต่ต้องยอมรับว่านี่คือรถที่มีสมรรถนะสูงและมีน้ำหนักค่อนข้างมาก ซึ่งก็ถือว่าสมเหตุสมผล
สิ่งที่ผู้ซื้อควรพิจารณา:
หากคุณเป็นนักขับที่เน้นเรื่องความแรงและต้องการรถสปอร์ตที่มีอัตราเร่งสูง การเลือกใช้โหมด CORSA จะทำให้คุณได้สัมผัสถึงความเร็วและสมรรถนะสูงสุด แต่ก็ต้องแลกมากับการกินพลังงานที่สูงขึ้นเช่นกัน ในทางกลับกัน หากคุณต้องการประหยัดพลังงานและขับในชีวิตประจำวัน การเลือกโหมด MAX RANGE จะช่วยให้คุณวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้น
การออกแบบหลังคาและทางเลือกในการตกแต่ง
เช่นเดียวกับรถเบนซิน Maserati Grancabrio Folgore ติดตั้งหลังคาผ้าแบบอ่อน (Soft Top) ซึ่งสามารถเปิดหรือปิดได้โดยการกดปุ่ม โดยสามารถทำได้ขณะที่รถวิ่งด้วยความเร็วไม่เกิน 50 กม./ชม. การเปิดหลังคาใช้เวลาเพียง 14 วินาที ในขณะที่การปิดหลังคาใช้เวลา 16 วินาที ซึ่งถือว่าค่อนข้างเร็วมากสำหรับรถในระดับเดียวกัน
ความหรูหราของสี:
สิ่งที่ทำให้ Maserati Grancabrio Folgore โดดเด่นไม่แพ้ใครก็คือ ทางเลือกของสีหลังคาผ้าที่มีให้เลือกถึง 5 สี ได้