![[ครบชุด] T2209137_Ep1 ลางร ายบอกเหต](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260922_140801.jpg)
Maserati GranCabrio ใหม่ 2026: สปอร์ตเปิดประทุนขุมพลังใหม่ เปิดตัวในไทยราคาเริ่มต้น 14.9 ล้านบาท
ในวันที่ 18 มีนาคม 2569 บริษัท มาเซราติ (ประเทศไทย) ได้ประกาศเปิดตัวรถสปอร์ตหรูเปิดประทุนระดับตำนาน Maserati GranCabrio ใหม่ อย่างเป็นทางการในตลาดเมืองไทย โดยมาพร้อมกับทางเลือกที่หลากหลาย ตอบโจทย์ทุกรสนิยมของกลุ่มลูกค้าผู้มีกำลังซื้อสูง
ในครั้งนี้ มาเซราติได้นำเสนอรถยนต์รุ่นนี้มาพร้อมกัน 2 ทางเลือกด้านขุมพลังการขับเคลื่อน ได้แก่ Maserati GranCabrio Trofeo (กรันคาบริโอ โทรเฟโอ) ที่ยังคงเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์สันดาปภายใน ให้กำลังสูงสุดถึง 550 แรงม้า และ Maserati GranCabrio Folgore (กรันคาบริโอ โฟลกอเร) ที่ถือเป็นยนตรกรรมไฟฟ้า 100% เต็มรูปแบบ มาพร้อมขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าถึง 3 ตัว ให้กำลังรวมสูงสุดถึง 761 แรงม้า
ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของรถสปอร์ตเปิดประทุนรุ่นนี้ในประเทศไทย มีดังนี้:
Maserati GranCabrio Trofeo: ราคาเริ่มต้น 18,900,000 บาท
Maserati GranCabrio Folgore: ราคาเริ่มต้น 14,900,000 บาท
สำหรับระยะเวลาการรับประกันของรถยนต์ทั้งสองรุ่นนั้น ในรุ่น Trofeo จะมาพร้อมกับการรับประกันคุณภาพนาน 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง ส่วนในรุ่น Folgore รถสปอร์ตไฟฟ้า จะได้รับการรับประกันเฉพาะแบตเตอรี่นานถึง 8 ปี หรือระยะทางรวม 160,000 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขใดถึงก่อน
ดีไซน์ที่โดดเด่น: การผสมผสานความหรูหราและสมรรถนะสไตล์อิตาเลียน
Maserati GranCabrio ใหม่ ในทั้งรุ่น Trofeo และ Folgore ยังคงเอกลักษณ์ของรถยนต์เปิดประทุนจากแบรนด์มอเตอร์สปอร์ตสัญชาติอิตาลีไว้อย่างเต็มเปี่ยม ด้วยรูปลักษณ์ที่หรูหราสง่างามอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยเส้นสายการออกแบบที่ดูเรียบง่ายแต่คมชัด เส้นสายด้านข้างของตัวรถมีความยาว ลู่ลม และสื่อถึงสมรรถนะระดับซูเปอร์คาร์ ฝากระโปรงหน้ามีขนาดค่อนข้างยาวเป็นเอกลักษณ์ตามแบบฉบับของรถสปอร์ตเครื่องวางหน้า (Front-Engine) โดยตำแหน่งของผู้ขับจะอยู่ค่อนไปทางด้านหลังเกือบกึ่งกลางระหว่างล้อคู่หน้าและล้อคู่หลัง ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ช่วยในการกระจายน้ำหนักและให้การควบคุมการขับขี่ที่ดีเยี่ยม
ในส่วนของกระจังหน้ารถยนต์รุ่นใหม่นี้ เป็นแบบกระจังทรงรีขนาดยาว ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของรถตระกูล GranTurismo ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา มาพร้อมระบบแอคทีฟเปิด-ปิดอัตโนมัติ (Active Grille) ซึ่งช่วยในด้านการไหลเวียนอากาศ (Aerodynamics) และการจัดการอุณหภูมิของเครื่องยนต์และแบตเตอรี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การออกแบบล้อและระบบเบรก: ความพิถีพิถันในรายละเอียด
เมื่อพิจารณาที่ตัวล้อรถของทั้งรุ่น Trofeo และ Folgore จะเห็นได้ว่ามีการออกแบบที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนเพื่อบ่งบอกถึงความแตกต่างของระบบส่งกำลัง โดยทั้งคู่จะมีขนาดล้อหน้าอยู่ที่ 20 นิ้ว มาพร้อมยางขนาด 265/30ZR20 และล้อคู่หลังมีขนาด 21 นิ้ว พร้อมยางขนาด 295/30ZR21 ส่วนระบบเบรกนั้นใช้คาลิปเปอร์คุณภาพสูงจาก Brembo ที่มาพร้อมทางเลือกสีถึง 7 สี โดยรุ่น Trofeo จะมาพร้อมคาลิปเปอร์แบบ 6 พ็อต ส่วนรุ่น Folgore จะใช้คาลิปเปอร์แบบ 4 พ็อต เพื่อให้เหมาะสมกับแรงบิดและพละกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า
ในส่วนท้ายของตัวรถ สำหรับรุ่น Trofeo จะมีท่อไอเสียคู่แบบแยกซ้าย-ขวา ขนาดใหญ่ติดตั้งอยู่ทางด้านท้ายของตัวรถ พร้อมด้วยดิฟฟิวเซอร์สีดำขนาดใหญ่ที่ช่วยเพิ่มแรงกดทางอากาศพลศาสตร์ (Downforce) ในขณะที่รุ่น Folgore ซึ่งเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% จะไม่มีท่อไอเสียติดตั้งอยู่ จะมีเพียงดิฟฟิวเซอร์สีดำเงา (Gloss Black Diffuser) ขนาดใหญ่ที่อยู่ทางด้านท้ายเพียงเท่านั้น เพื่อความสวยงามตามแบบฉบับรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง
สุดยอดหลังคาผ้าใบ: กลไกสุดล้ำที่เพิ่มสุนทรียภาพการขับขี่
จุดเด่นที่สำคัญและเป็นที่น่าสนใจของ Maserati GranCabrio ทั้งสองรุ่นอย่างแท้จริง คือ หลังคาผ้าใบคุณภาพสูง ที่มีให้เลือกมากถึง 5 สี เพื่อให้ลูกค้าสามารถปรับแต่งให้เข้ากับสีภายนอกและรสนิยมส่วนตัวได้ ระบบเปิด-ปิดหลังคาผ้าใบเป็นแบบไฟฟ้า (Electric Folding Soft Top) โดยควบคุมผ่านสวิตช์บริเวณแผงคอนโซลกลาง ตัวหลังคาจะถูกพับเก็บเข้าไปที่บริเวณด้านท้ายรถอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 14 วินาทีเท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ยังสามารถกดเปิดหรือปิดหลังคาได้ในขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกได้อย่างสูงสุดสำหรับคนยุคใหม่อย่างแท้จริง
ข้อควรรู้สำหรับผู้ซื้อ: การเลือกสีหลังคาผ้าใบที่นอกเหนือจากสีมาตรฐานที่ทางบริษัทผู้จัดจำหน่ายเตรียมไว้ให้ อาจต้องใช้เวลารอคอยนานขึ้น
ห้องโดยสารที่ลงตัว: พื้นที่กว้างขวางแต่ยังคงความหรูหรา
ภายในห้องโดยสารของ Maserati GranCabrio ทั้งรุ่น Trofeo และ Folgore ถูกออกแบบมาให้รองรับผู้โดยสารได้ 4 ที่นั่ง ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่กำลังพอเหมาะสำหรับการใช้งานทั้งในชีวิตประจำวันและการเดินทางไกล นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกอุปกรณ์พิเศษ คือ แผ่นบังลม (Wind Deflector) สำหรับการใช้งานเมื่อมีผู้โดยสารเพียง 2 คน แผ่นบังลมนี้สามารถถอดหรือติดตั้งได้อย่างง่ายดาย ช่วยลดกระแสลมแปรปรวน (Turbulence) ภายในห้องโดยสารขณะเปิดประทุน ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกสบายยิ่งขึ้น
ห้องโดยสารมาพร้อมด้วยระบบมัลติมีเดียใหม่ล่าสุดของมาเซราติที่เรียกว่า Maserati Intelligent Assistant (MIA) โดยมาพร้อมกับหน้าจออินโฟเทนเมนท์แบบสัมผัสขนาดใหญ่ถึง 12.3 นิ้ว ควบคุมระบบต่างๆ ของรถรวมถึงความบันเทิง นอกจากนี้ ยังมีหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้ว สำหรับควบคุมระบบปรับอากาศ ซึ่งถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่ายและสวยงาม นอกจากนี้ ยังมีหน้าจอมาตรวัดดิจิทัลขนาด 12.2 นิ้ว เพื่อแสดงข้อมูลการขับขี่ รวมถึงนาฬิกาดิจิทัลบริเวณด้านบนของแผงคอนโซล (ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญของมาเซราติ) และยังมีตัวเลือกติดตั้งระบบ Head-Up Display (HUD) เพื่อแสดงข้อมูลสำคัญให้แก่ผู้ขับขี่โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน
สำหรับชุดเครื่องเสียงในห้องโดยสาร ได้รับการติดตั้งระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียมจาก Sonus Faber ที่ให้กำลังขับสูงสุดถึง 1,195 วัตต์ ประกอบด้วยลำโพงจำนวน 16 ตำแหน่ง ในรุ่นพื้นฐาน และ 19 ตำแหน่งในรุ่นที่ติดตั้งออปชั่นเครื่องเสียงแบบเต็มระบบ ซึ่งมอบประสบการณ์ทางเสียงที่เหนือระดับอย่างแท้จริง
ระบบขับเคลื่อนที่เหนือชั้น: ตอบโจทย์ทั้งขาแรงและคนรัก EV
ในส่วนของพละกำลังขับเคลื่อนของรถยนต์สองรุ่นนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
Maserati GranCabrio Trofeo: รุ่นนี้ติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปเทคโนโลยีพิเศษที่เรียกว่า ‘Nettuno’ เป็นเครื่องยนต์เบนซิน V6 ความจุ 3.0 ลิตร แบบทวินเทอร์โบ (Twin-Turbo) ให้กำลังสูงสุดถึง 550 แรงม้า ที่ 6,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 650 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านชุดเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (AWD) ให้สมรรถนะในการเร่งอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 3.6 วินาที พร้อมด้วยความเร็วสูงสุดที่ทำได้มากถึง 316 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
Maserati GranCabrio Folgore: รุ่นนี้ถือเป็นขุมพลังแห่งอนาคต โดยได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดยตรงจากสนามแข่งรถฟอร์มูลา อี (Formula E) ตัวรถติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าถึง 3 ตัว แยกเป็นมอเตอร์ตัวที่ 1 ที่ติดตั้งบริเวณล้อคู่หน้า และอีก 2 ตัวติดตั้งที่ล้อคู่หลัง ฝั่งละ 1 ตัว ทำให้ระบบขับเคลื่อนเป็นแบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (