![[ครบชุด] T0710985_EP.7 ป วนร กสล บร าง ตอน คล ปเส ยงเป ดโปงท กอย าง คนท ด ถ กคนอ น ฉ ดต วเองออกจากบร ษ ท](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/10/fb_natural_20261009_102348.jpg)
Aston Martin DBX707: สุดยอดซูเปอร์เอสยูวีแห่งปี 2026 เจาะลึกเทคโนโลยีขุมพลังสุดแรงจากแบรนด์ระดับโลก
ในวงการยานยนต์ซูเปอร์คาร์และรถยนต์หรู ระดับอัลตราลักชัวรีนั้น ไม่ว่าตลาดจะเป็นเช่นไร การเปิดตัวโมเดลใหม่ที่มาพร้อมขุมกำลังที่เหนือกว่า หรือการยกระดับเทคโนโลยีให้ถึงขีดสุด มักจะสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้คนได้เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อแบรนด์นั้นคือ Aston Martin ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ผลิตยนตรกรรมที่มีสมรรถนะสูง ดีไซน์สง่างามเหนือกาลเวลา และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาอย่างยาวนาน
เมื่อพูดถึงรถยนต์ประเภท SUV ที่ผสานความหรูหราเข้ากับสมรรถนะของซูเปอร์คาร์ ชื่อของ Aston Martin DBX ถือเป็นตัวแทนที่ชัดเจนที่สุด แต่ในปี 2026 นี้ แบรนด์สัญชาติอังกฤษได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ ด้วยการเปิดตัว Aston Martin DBX707 ซึ่งไม่ใช่แค่รถเอสยูวีธรรมดา แต่คือการท้าทายทุกขีดจำกัดของตลาด ด้วยขุมพลังที่แรงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในกลุ่มนี้ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงเบื้องหลังความสำเร็จและนวัตกรรมที่ซ่อนอยู่ใน DBX707 ซึ่งกำลังสร้างกระแสความตื่นเต้นในแวดวงรถยนต์ระดับไฮเอนด์
จุดเริ่มต้นของตำนาน Aston Martin และการก้าวสู่ยุคใหม่
Aston Martin ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1913 โดย Lionel Martin และ Robert Bamford สองผู้ก่อตั้งมีความหลงใหลในการสร้างสรรค์รถแข่ง โดยมีเป้าหมายในการนำรถยนต์ของตนเองเข้าร่วมการแข่งขันรายการ Aston Clinton Hillclimb ซึ่งพวกเขาก็สามารถคว้าชัยชนะได้สำเร็จ นับเป็นการเริ่มต้นตำนานของแบรนด์ที่มุ่งเน้นสมรรถนะและความสง่างามมาตั้งแต่แรกเริ่ม
ตลอดระยะเวลามากกว่าร้อยปีที่ผ่านมา Aston Martin ได้ยืนหยัดอยู่ในตำแหน่งผู้นำด้านนวัตกรรมและความหรูหรา ด้วยการผลิตยนตรกรรมที่ผสมผสานวิศวกรรมชั้นสูงเข้ากับงานฝีมืออันประณีต ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้น ไม่ว่าจะเป็นรถสปอร์ตสมรรถนะสูงอย่าง DB5, DB9 หรือ V12 Vantage ที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหรูหราและความเร็ว ในปี 2026 นี้ Aston Martin ยังคงรักษาจิตวิญญาณของแบรนด์ไว้ แต่ได้ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ด้วยการพัฒนา DBX ให้เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ระดับไฮเอนด์ที่มีสมรรถนะสูงที่สุดในระดับเดียวกัน
เปิดตัว Aston Martin DBX707: นิยามใหม่ของ “สุดยอดซูเปอร์เอสยูวี”
การเปิดตัว Aston Martin DBX707 เป็นมากกว่าการเพิ่มรุ่นย่อยให้กับรถรุ่นเดิม แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานของตลาดรถยนต์ซูเปอร์เอสยูวีให้สูงขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง โดยการผสมผสานสมรรถนะอันจัดจ้าน การขับเคลื่อนที่เหนือชั้น รูปลักษณ์ที่สะดุดตา และความหรูหราที่มาพร้อมความอเนกประสงค์ ฉัตรชัย แก้วผ่องศรี ผู้จัดการทั่วไป แอสตัน มาร์ติน แบงคอก กล่าวว่า “DBX707 คือเอสยูวีที่ไม่มีใครเหมือน ยกระดับ Aston Martin สู่จุดสูงสุดในเซกเมนต์ ผ่านการผสมผสานสมรรถะอันจัดจ้าน การขับเคลื่อนระดับเทพ รูปลักษณ์สะดุดตา และความหรูหราแบบเต็มพิกัด นอกจากนั้น การออกแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะและศักยภาพเหนือชั้น ส่งผลให้ DBX707 คือที่สุดแห่งเอสยูวี ในทุกรายละเอียด”
เมื่อแรกเห็น DBX707 ก็ชัดเจนว่าเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่มีรูปลักษณ์สะดุดตาที่สุดในปัจจุบัน ความปราดเปรียวและบุคลิกของรถที่ออกแบบมาให้ขับสนุกได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยทุกอณูของตัวรถได้รับการปรับแต่งเพื่อเพิ่มสมรรถนะ เติมความเร้าใจ และสะกดทุกสายตาที่ได้พบเห็น
การออกแบบที่เหนือกว่า: ปรับแต่งเพื่อสมรรถนะสูงสุด
DBX707 ได้รับการออกแบบโดยเน้นเรื่องอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) เป็นหลัก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนและการทรงตัวขณะใช้ความเร็วสูง กระจังหน้าได้รับการออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น 27% ซึ่งไม่เพียงแต่เพิ่มรูปลักษณ์ให้ดูทรงพลังขึ้น แต่ยังช่วยให้อากาศไหลผ่านไปยังระบบหล่อเย็นได้ดีขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ บริเวณด้านหน้ายังมีการติดตั้งแผ่นรีดอากาศ (front splitter) ด้านใต้และข้างกันชนหน้า ผสานช่องดักอากาศและไฟเดย์ไทม์รันนิงไลท์แบบเส้นตรงที่ดูเฉียบคม
ด้านข้างของตัวรถมีการติดตั้งอุปกรณ์รีดอากาศ ‘Side Strake’ บริเวณแก้มข้าง ซึ่งลากยาวมาถึงประตูหน้า พร้อมสเกิร์ตข้างที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อดูไปที่ท้ายรถก็จะพบกับการออกแบบที่โดดเด่นไม่แพ้กัน มีการเพิ่มชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์บนสปอยเลอร์หลังคา ซึ่งช่วยเพิ่มแรงกด (downforce) เมื่อขับด้วยความเร็วสูง ผสานกับดิฟฟิวเซอร์หลังขนาดเขื่องที่ยกมาจากรถแข่ง และท่อไอเสียแบบสี่ท่อ (Quad Exhaust Tailpipes) ที่ออกแบบใหม่ทั้งหมด ยิ่งตอกย้ำถึงความเป็นซูเปอร์เอสยูวีที่มีศักยภาพสูง
ขุมพลังเหนือชั้น: เครื่องยนต์ V8 และระบบเกียร์ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับความแรง
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Aston Martin DBX707 แตกต่างจากรถยนต์ระดับเดียวกันคือขุมพลังที่ได้รับการพัฒนาให้เหนือกว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน ภายใต้ฝากระโปรงคือเครื่องยนต์เบนซินทวินเทอร์โบ วี8 สูบ 4.0 ลิตร ที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ ด้วยการเปลี่ยนใช้เทอร์โบบอลแบริ่งขนาดใหญ่ พร้อมปรับแต่ง ECU เพื่อรีดแรงม้า-แรงบิดออกมาให้ได้มากที่สุด
กำลังสูงสุดที่ตัวรถทำได้คือ 707 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 900 นิวตันเมตร ที่ 2,750-4,500 รอบต่อนาที ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าทึ่งสำหรับรถยนต์ประเภทนี้ แรงบิดที่มหาศาลนี้ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบเปียกคลัตช์ (Wet Clutch) 9 จังหวะ ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อรองรับสมรรถนะที่สูงกว่าเกียร์อัตโนมัติแบบทอร์คคอนเวอร์ตเตอร์ทั่วไป ระบบเกียร์แบบ wet clutch ช่วยให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วและกระชับยิ่งขึ้น ส่งผลให้การขับขี่มีความรู้สึกสปอร์ตและตอบสนองได้ทันใจ
ด้วยสมรรถนะระดับนี้ DBX707 สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ภายในเวลาเพียง 3.3 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 310 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นับว่าเป็นรถเอสยูวีที่เร็วที่สุดในตลาดในช่วงเวลาดังกล่าว
ห้องโดยสารที่ผสานความหรูหราและอารมณ์สปอร์ตอย่างลงตัว
ภายในห้องโดยสารของ DBX707 ได้รับการปรับแต่งให้มีอารมณ์สปอร์ตเต็มพิกัด ด้วยการตกแต่งด้วยวัสดุที่หรูหราและสัมผัสสบายอย่างอัลคันทารา (Alcantara) เบาะคู่หน้าได้รับการออกแบบเป็นแบบสปอร์ตโอบกระชับผู้ขับขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง บริเวณคอนโซลกลางได้รับการติดตั้งปุ่มควบคุม Adaptive Drive Modes ที่มีเฉพาะในรุ่นนี้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ Terrain, GT, Individual, Sport และ Sport+ ซึ่งผู้ขับสามารถเลือกโหมดการขับขี่ที่เหมาะสมกับสภาพถนนและสไตล์การขับได้ตามต้องการ
ระบบช่วงล่างและเบรก: หัวใจสำคัญของสมรรถนะและการทรงตัว
เพื่อให้รองรับพละกำลังมหาศาลและสมรรถนะระดับซูเปอร์คาร์ DBX707 จึงมาพร้อมกับระบบช่วงล่างถุงลมแบบ Triple Volume Air Chambers ที่ให้ความนุ่มนวลขณะขับขี่ในชีวิตประจำวัน แต่ยังคงประสิทธิภาพการยึดเกาะถนนได้อย่างเหนือชั้น นอกจากนี้ รถรุ่นนี้ยังมาพร้อมกับจานเบรกคาร์บอนเซรามิกเป็นมาตรฐาน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับรถแข่งระดับโลก โดยมีขนาดหน้าอยู่ที่ 420 มิลลิเมตร และหลังที่ 360 มิลลิเมตร จับคู่กับคาลิเปอร์เบรกแบบ 6 พ็อต และผ้าเบรกประสิทธิภาพสูงที่ทำงานได้ดีในช่วงอุณหภูมิที่กว้าง
การติดตั้งจานเบรกคาร์บอนเซรามิกช่วยลดน้ำหนักใต้สปริงได้มากถึง 40.5 กิโลกรัม ซึ่งส่งผลดีต่อการตอบ