![[ครบชุด] T2304058 แฝดพ สาวมาตามหาแฝดน องสาวท อย านนอก แต อสภาพท เขาเจอก](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/04/fb_natural_20260427_163005.jpg)
Urbansphere: ก้าวใหม่ของยนตรกรรมไฟฟ้ากับวิสัยทัศน์จาก Audi
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยมีแรงผลักดันหลักจากกระแสความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป หลายค่ายรถยนต์ชั้นนำต่างเร่งเครื่องพัฒนายานยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% (EV) เพื่อรองรับอนาคตที่กำลังจะมาถึง และหนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่นและได้รับการยอมรับในตลาดโลกคือ Audi แบรนด์รถยนต์สัญชาติเยอรมันที่มีชื่อเสียงด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และดีไซน์ที่หรูหรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเปิดตัวรถยนต์ต้นแบบในตระกูล “Sphere” ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางการออกแบบและวิสัยทัศน์แห่งโลกอนาคตได้อย่างชัดเจน
แนวคิดในการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนอัตโนมัติในซีรีส์ “Sphere” ของ Audi ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างยานพาหนะเพื่อการเดินทางเท่านั้น แต่เป็นการสร้าง “ระบบนิเวศใหม่” (ecosystem) ที่มุ่งเน้นมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับความสะดวกสบายในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบริการดิจิทัล การเชื่อมต่อระหว่างผู้คน และการยกระดับคุณภาพชีวิตบนท้องถนน “Urbansphere” คือผลลัพธ์ที่สะท้อนถึงแนวคิดนี้ได้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นมากกว่ารถยนต์ แต่คือพื้นที่ส่วนตัวที่ชาญฉลาดแห่งอนาคตที่กำลังจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา
Skysphere, Grandsphere และ Urbansphere: วิสัยทัศน์แห่งอนาคต
การเปิดตัวรถยนต์ต้นแบบในตระกูล “Sphere” ได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายปี 2021 ด้วยรุ่นแรกอย่าง “Skysphere” ซึ่งมาพร้อมดีไซน์สปอร์ตโรดสเตอร์ 2 ที่นั่งที่โฉบเฉี่ยว ดึงดูดสายตาด้วยเทคโนโลยีฐานล้อที่สามารถปรับความยาวได้ถึง 250 มิลลิเมตร และระบบช่วงล่างที่ปรับได้สูงสุด 10 มิลลิเมตร ฟังก์ชันการขับขี่อัตโนมัติ “Experience Devices” ผสานพลังมอเตอร์ไฟฟ้า กำลังสูงสุด 632 แรงม้า แรงบิด 750 นิวตันเมตร และอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลาเพียง 4 วินาที ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ขนาด 80 kWh สามารถวิ่งได้ไกล 500 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการปูทางสู่ยุคของรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติและพลังงานไฟฟ้า
ต่อมาในช่วงกลางปี 2022 Audi ได้เปิดตัว “Grandsphere” รถยนต์ต้นแบบพลังงานไฟฟ้ารุ่นที่สองในตระกูลนี้ จุดเด่นคือการเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ระดับ 4 (Level 4) ที่มาพร้อมประตูยาวเป็นพิเศษ และดีไซน์สุดหรูที่โดดเด่นด้วยกระจังหน้า Singleframe อันเป็นเอกลักษณ์ของ Audi ภายในได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบความสะดวกสบายสูงสุด โดยตัดขาดจากความซับซ้อนของปุ่มควบคุมแบบดั้งเดิม แทนที่ด้วยหน้าจอ MMI ขนาดใหญ่ที่รองรับการสั่งการด้วยการวาดมือในอากาศ และระบบกล้องตรวจจับการเคลื่อนไหว ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า Audi กำลังมองหาวิธีใหม่ๆ ในการสร้างสรรค์พื้นที่ภายในห้องโดยสารให้ตอบโจทย์การใช้งานในรูปแบบที่หลากหลาย
และล่าสุดกับการเปิดตัวรถยนต์ต้นแบบรุ่นที่สามในตระกูล “Sphere” นั่นคือ “Urbansphere” ซึ่งได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดในปัจจุบันที่กำลังมองหารถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและรองรับครอบครัวขนาดใหญ่ ด้วยการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ MPV ที่มอบความสะดวกสบายและความหรูหราเหนือระดับ
Urbansphere: นิยามใหม่แห่งยานยนต์อเนกประสงค์ระดับเฟิร์สคลาส
สำหรับประเทศไทย การเปิดตัวรถยนต์ต้นแบบตระกูล Sphere สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Audi ในการผลักดันนโยบาย “Future is Electric” ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา Audi ประเทศไทย ได้รุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมอย่างต่อเนื่อง โดยมีนายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อาวดี้ ประเทศไทย กล่าวว่า “อาวดี้ได้นำรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% เข้ามาจำหน่ายแล้วถึง 5 รุ่น รวมถึง Audi e-tron GT ซึ่งเป็นรถยนต์ซูเปอร์คาร์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่ได้เปิดตัวเป็นประเทศแรกในเอเชีย และเป็นกลุ่มประเทศแรกของโลกที่ได้นำรถเข้ามาเปิดตัวก่อนใคร ถือเป็นก้าวสำคัญในการทำตลาดในฐานะผู้นำรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในกลุ่มรถยนต์หรู นอกจากนี้ ในเซกเมนต์รถ SUV อย่าง Audi e-tron 55 quattro และ e-tron Sportback 55 quattro S line ยังได้รับความนิยมและความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำในประเทศไทย เพื่อใช้เป็นรถประจำตำแหน่ง โดยส่งมอบรถให้ลูกค้าไปแล้วกว่า 150 ราย และยังคงมีแผนที่จะทยอยนำรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ เข้ามาเปิดตัวอีกในอนาคตอันใกล้นี้”
สมรรถนะและเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง
Urbansphere ได้รับการออกแบบโดยยึดหลักการ “ภายในสู่ภายนอก” เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยสูงสุดสำหรับผู้โดยสารแต่ละคน โดยมาพร้อมดีไซน์ตัวถังที่หรูหรา มีขนาดใกล้เคียงกับรถยนต์ MPV ขนาดใหญ่อย่าง Toyota Alphard ตัวถังมีความยาว 5.5 เมตร สูง 1.78 เมตร กว้าง 2.01 เมตร และมีฐานล้อที่ยาวถึง 3.4 เมตร เพื่อให้ทุกการเดินทางเป็นไปอย่างสะดวกสบายมากที่สุด การเข้าและออกทำได้ง่ายด้วยเบาะหลังที่สามารถหมุนออกด้านนอก เมื่อเปิดประตู จะมีแสงไฟ “พรมแดง” ฉายลงบนพื้นเพื่อนำทางสู่ภายในห้องโดยสาร
ภายในห้องโดยสาร ผู้โดยสารจะได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดด้วยการออกแบบที่เน้นความผ่อนคลายและความเป็นส่วนตัว เบาะนั่งขนาดใหญ่สามารถปรับเอนได้ถึง 60 องศา พร้อมที่พักขาที่ออกแบบมาให้มีความกว้างขวาง เบาะสามารถหมุนปรับทิศทางได้ ทำให้ผู้โดยสารทั้ง 4 คนสามารถหันหน้าเข้าหากันเพื่อพูดคุยได้อย่างสะดวกสบาย บริเวณพนักพิงศีรษะติดตั้งลำโพงแบบส่วนตัว และมีหน้าจอแสดงผลแยกสำหรับแต่ละบุคคล นอกจากนี้ ยังมีจอภาพขนาดใหญ่ที่ติดตั้งบนหลังคาสำหรับผู้โดยสารทั้งหมดใช้ร่วมกัน โดยหน้าจอแสดงผลแบบ OLED แบบโปร่งใสนี้สามารถพับเก็บได้เมื่อไม่ใช้งาน
สำหรับผู้โดยสารที่ชื่นชอบการชมทิวทัศน์ วิวจากกระจกบานใหญ่จะช่วยให้เพลิดเพลินกับทัศนียภาพภายนอกได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชันการตรวจจับความเครียด แอพพลิเคชันทำสมาธิ และที่วางแขนกลางขนาดใหญ่ที่มาพร้อมตู้กดน้ำและแก้วในตัว เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่ครบวงจรยิ่งขึ้น วัสดุที่ใช้ภายในห้องโดยสารล้วนคัดสรรมาอย่างดี เบาะนั่งหุ้มด้วยผ้าขนสัตว์และบุด้วย Econyl ซึ่งเป็นโพลีเอไมด์รีไซเคิล ในขณะที่ผ้าที่ใช้กับที่วางแขนและส่วนอื่นๆ ของห้องโดยสารทำมาจากไม้ไผ่ เพื่อเน้นย้ำถึงแนวคิดด้านความยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ส่วนหน้าของตัวรถได้ถูกออกแบบมาเพื่อสื่อสารกับโลกภายนอก โดยผสมผสานกับกระจังหน้าแบบ “Singleframe” ทรงแปดเหลี่ยมที่เป็นเอกลักษณ์ของ Audi แผงนี้ยังทำหน้าที่เป็นไฟส่องสว่างหลัก โดยมีแสงไฟวิ่งกลางวันที่ออกแบบมาให้ดูคล้ายกับดวงตา (Audi Eyes) ส่วนด้านหลังของตัวรถก็มีการออกแบบแผงไฟส่องสว่างในลักษณะเดียวกัน พร้อมดิฟฟิวเซอร์ขนาดใหญ่ Urbansphere ยังมาพร้อมกับร่มส่องสว่างที่ซ่อนไว้ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากร่มจีนโบราณ ที่สามารถส่องสว่างได้ทั้งเส้นทางและผู้ถือร่ม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและเพิ่มความสะดวกสบายในการถ่ายรูปอีกด้วย
แม้ว่าเครื่องยนต์จะเป็นประเด็นรองเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีและฟังก์ชันการใช้งานอื่นๆ แต่เพื่อให้ทราบ Urbansphere ใช้ Premium Platform Electric (PPE) ซึ่งพัฒนาร่วมกับ Porsche มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ให้กำลังรวม 295 กิโลวัตต์ (401 แรงม้า) และแรงบิด 690 นิวตันเมตร ด้วยขนาดแบตเตอรี่ใต้พื้นรถที่ใหญ่กว่า 120 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถวิ่งได้ไกลกว่า 750 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP เมื่อ