Mercedes-AMG ONE: พลังแห่ง Formula 1 สู่ท้องถนน สัมผัสประสบการณ์ Hypercar ขีดสุดแห่งสมรรถนะ
ในโลกแห่งยานยนต์สมรรถนะสูงที่การพัฒนามีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีอันทรงพลังที่เคยจำกัดอยู่เพียงในสนามแข่ง Formula 1 กำลังถูกนำมาประยุกต์ใช้กับรถยนต์ที่ผลิตเพื่อการใช้งานจริงมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นรถยนต์ต้นแบบที่แสดงศักยภาพอันน่าทึ่ง บางคันกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่พร้อมจำหน่ายจริง บางคันเป็นเพียงการจัดแสดงเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เทคโนโลยีเหล่านี้ บางส่วนถูกยืมมาใช้โดยตรงจากรถแข่ง ทั้งระบบการจัดการพลังงาน ระบบอัดอากาศที่ไร้อาการรอรอบ (turbo lag) และระบบระบายความร้อนสำหรับแบตเตอรี่ และนี่คือจุดเริ่มต้นของสุดยอด Hypercar ที่ชื่อว่า Mercedes-AMG ONE
Mercedes-AMG ONE ไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์ แต่คือการหลอมรวมวิศวกรรมชั้นสูง ประสิทธิภาพอันไร้ขีดจำกัด และประสบการณ์การขับขี่ในสนามแข่ง Formula 1 มาไว้ในคันเดียว ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา วงการมอเตอร์สปอร์ต โดยเฉพาะ Formula 1 ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางเทคนิคครั้งใหญ่ ข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้นต่อระบบส่งกำลัง ทำให้ทีมแข่งต้องพัฒนามอเตอร์ V6 ขนาดเล็กลง แต่ยังคงไว้ซึ่งพละกำลังสูงสุด ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้ข้อจำกัดด้านมลพิษ การพัฒนาเหล่านี้ได้ผลักดันขีดจำดจำกัดของเทคโนโลยีเครื่องยนต์สันดาปภายในและระบบไฮบริดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน Mercedes-AMG ตัดสินใจที่จะนำนวัตกรรมอันล้ำสมัยที่สั่งสมมาจากการแข่งขันในสนามระดับโลก มาปรับใช้กับรถยนต์ที่สามารถขับขี่บนท้องถนนได้จริง และผลลัพธ์ที่ได้คือ Mercedes-AMG ONE
การออกแบบที่ผสานอากาศพลศาสตร์และสุนทรียภาพแห่งความเร็ว
การออกแบบของ Mercedes-AMG ONE ได้รับการกำหนดทิศทางโดยหลักการพื้นฐานของการสร้างรถยนต์ที่สามารถทำความเร็วสูงสุดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แนวคิดทางวิศวกรรมที่ซับซ้อนถูกนำมาใช้เพื่อให้ได้รถสปอร์ตที่ตรงตามความต้องการอันเข้มงวดของคณะผู้บริหาร Mercedes-AMG ทุกรายละเอียดการออกแบบล้วนมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของรถ สัดส่วนที่ดูแข็งแกร่ง ผสมผสานกับเส้นสายที่โค้งมนและไหลลื่น ทำให้ตัวถังของ Mercedes-AMG ONE มีความงามสง่าตามแบบฉบับของซูเปอร์คาร์ แต่แฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณแห่งการแข่งขัน
หัวใจสำคัญของการออกแบบคือการวางตำแหน่งเครื่องยนต์แบบ Mid-Engine หรือเครื่องยนต์วางกลางลำตัว ทำให้ห้องโดยสาร Cockpit มีขนาดกะทัดรัด ออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารเพียงสองท่าน พื้นที่เก็บสัมภาระมีจำกัด แต่สิ่งที่ชดเชยคือความสมดุลของน้ำหนักและการกระจายแรงกดที่ยอดเยี่ยม ซุ้มล้อขนาดใหญ่รับกับล้อที่มีขนาดมหึมา บ่งบอกถึงที่มาอันบริสุทธิ์จากวงการมอเตอร์สปอร์ตได้อย่างชัดเจน ส่วนท้ายของรถถูกออกแบบให้มีความกว้างเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับรถสปอร์ต AMG รุ่นอื่นๆ สปอยเลอร์หน้าขนาดใหญ่พร้อมช่องดักอากาศที่ครอบคลุมความกว้างของหน้ารถ สะท้อนถึงการควบคุมอากาศพลศาสตร์ที่เหนือชั้น
มุมมองด้านหน้าของ Mercedes-AMG ONE ดูเฉียบคม โดดเด่นด้วยชุดไฟหน้า LED ดีไซน์เพรียวบางที่กลมกลืนไปกับรูปทรงของตัวรถ แนวหลังคาที่ลาดเอียงแบบไดนามิกมีช่องรับอากาศขนาดใหญ่เพื่อระบายความร้อนให้กับห้องเครื่องยนต์ ท่อดักอากาศได้รับการออกแบบให้มีเส้นสายที่ผสานเข้ากับครีบฉลามแนวตั้งได้อย่างลงตัว ท่อไอเสียได้รับการออกแบบตามแบบรถยนต์ Formula 1 โดยตรง ด้วยปลายท่อทรงกลมขนาดใหญ่ พร้อมช่องเปิดเล็กๆ สองช่อง การออกแบบที่โดดเด่นและมีเอกลักษณ์นี้ ทำให้ Mercedes-AMG ONE เป็น Hypercar ที่มีบุคลิกอันน่าเกรงขามและแตกต่างอย่างที่ไม่เคยปรากฏในยานยนต์ของ AMG มาก่อน
วิวัฒนาการของขุมพลัง: จาก V8 สู่ V6 ไฮบริดเทอร์โบไฟฟ้า
ย้อนกลับไปเมื่อทศวรรษที่แล้ว เครื่องยนต์ V8 แบบไม่มีระบบอัดอากาศในรถ F1 สามารถหมุนได้ถึง 20,000 รอบต่อนาที อย่างไรก็ตาม ด้วยกฎระเบียบด้านมลพิษที่เข้มงวดขึ้นจาก FIA ทีมแข่ง F1 จำเป็นต้องลดขนาดความจุของเครื่องยนต์ลง การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อวงการแข่งรถระดับโลก ระบบไฮบริดจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในฐานะอุปกรณ์เสริมที่เข้ามาทดแทนพละกำลังที่สูญเสียไปจากการลดขนาดเครื่องยนต์
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการนำเครื่องยนต์ V6 ขนาดเล็กลงมาใช้ ควบคู่ไปกับระบบอัดอากาศแบบ Turbocharging ต่อมาคือการพัฒนาไปสู่ e-Turbo หรือเทอร์โบไฟฟ้า และการนำพลังงานจลน์กลับมาใช้ใหม่ (Regenerative Braking) รวมถึงการนำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แน่นอนว่ามอเตอร์ไฟฟ้าถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มสมรรถนะอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าแฟนมอเตอร์สปอร์ตจำนวนมากจะรู้สึกเสียดายเสียงคำรามอันดุดันของเครื่องยนต์ V8 ในอดีต และอาจมองว่าเสียงเครื่องยนต์ V6 แบบใหม่ขาดเสน่ห์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานของระบบส่งกำลังแบบใหม่นี้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ด้วยเทคโนโลยีเทอร์โบและมอเตอร์ไฟฟ้า
ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา ประสิทธิภาพเชิงความร้อนของเครื่องยนต์เบนซินได้พัฒนาจากประมาณ 20% ไปสู่ 35% และภายในเวลาไม่ถึงห้าปีหลังจากการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบทางเทคนิคของ Formula 1 เงินลงทุนหลายหมื่นล้านบาทที่ใช้ในการวิจัยและพัฒนา ระบบส่งกำลังใหม่ในวงการมอเตอร์สปอร์ต ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเชิงความร้อนได้สูงถึง 50% กฎระเบียบที่เปลี่ยนไปนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้เทคโนโลยี Formula 1 เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้บริโภคที่ใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวันมากขึ้น บริษัทรถยนต์หลายราย โดยเฉพาะจากเยอรมนี ได้นำเทคโนโลยีระบบส่งกำลังของเครื่องยนต์สันดาปภายในมาปรับปรุงใหม่ ทำให้เกิดประสิทธิภาพที่น่าทึ่งในรถยนต์รุ่นใหม่ที่ยังคงใช้เครื่องยนต์สันดาป
เทอร์โบไฟฟ้า หรือ e-turbos ที่ใช้ใน F1 ได้กลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญในรถยนต์ระดับสูง สำหรับผู้ที่มีกำลังซื้อและสามารถเข้าถึงได้ภายในทศวรรษนี้ เศรษฐีเหล่านี้สามารถบอกลาปัญหาอาการรอรอบของเทอร์โบ หรือ turbo lag ได้อย่างสิ้นเชิง ด้วยเทคนิคใหม่ๆ ที่ถอดแบบมาจาก F1
นวัตกรรมการจัดการอากาศพลศาสตร์และการระบายความร้อน
สกู๊ปหลังคาของ Mercedes-AMG ONE ทำหน้าที่ดูดอากาศเข้าไปยังช่องดักอากาศ ซึ่งจะนำไปสู่ช่องรับอากาศของคอมเพรสเซอร์เทอร์โบชาร์จเจอร์ การเพิ่มแรงดันอากาศเข้าสู่คอมเพรสเซอร์ หมายความว่าคอมเพรสเซอร์สามารถทำงานที่อัตราส่วนแรงดันต่ำลง เพื่อสร้างแรงดันที่สมบูรณ์ในท่อร่วมไอดี ซึ่งจะส่งผลให้อากาศที่ออกมาจากเทอร์โบมีอุณหภูมิเย็นลงเล็กน้อย นอกจากนี้ ยังช่วยลดภาระงานของกังหันเทอร์ไบน์ ซึ่งจะช่วยลดแรงดันย้อนกลับของเครื่องยนต์
ท่อ NACA ขนาดใหญ่ที่ด้านหน้า และท่อคาร์บอนไฟเบอร์ขนาดใหญ่ ช่วยให้การระบายความร้อนของเครื่องยนต์และระบบไฮบริดมีประสิทธิภาพสูงสุด ระบบส่งกำลังไฮบริดขั้นสูงเหล่านี้ มีส่วนประกอบเพิ่มเติมสำหรับการระบายความร้อน ได้แก่ ระบบหล่อเย็นเครื่องยนต์แบบมาตรฐาน การระบายความร้อนด้วยน้ำมัน (สำหรับการถ่ายเทความร้อนในระบบอัดอากาศและแบตเตอรี่) และอินเตอร์คูลเลอร์สำหรับเทอร์โบ จุดที่สำคัญอย่างยิ่งคือการระบายความร้อนมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แรงสูง Mercedes-AMG ONE ถูกออกแบบให้มีช่องระบายอากาศเพื่อนำลมร้อนออกจากส่วนต่างๆ ของระบบส่งกำลัง
มีอุปกรณ์ถ่ายเทความร้อนจำนวนมากติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้ารถ สังเกตได้จากช่องระบายอากาศขนาดใหญ่บนฝากระโปรงหน้าและบังโคลนหน้า ชิ้นส่วนเหล่านี้อาจทำหน้าที่เป็นบานเกล็ดอากาศแบบแปรผัน (Active Aero) ซึ่งสามารถปิดเพื่อลดแรงต้านอากาศเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วต่ำ และเปิดออกเพื่อเพิ่มแรงกดเมื่อต้องการประสิทธิภาพสูงสุด
ก้านกระจกมองข้างได้รับการออกแบบอย่างน่าสนใจ โดยใช้วัสดุน้ำหนักเบา แม้ว่าโดยพื้นฐานแล้วอาจไม่แข็งแรงนัก แต่วิศวกรได้พิจารณาแล้วว่ารูปทรงดังกล่าวช่วยลดแรงต้านอากาศได้มากกว่าเมื่อเทียบกับก้านที่หนากว่า ซุ้มล้อหลังได้รับการปรับปรุงเพื่อให้อากาศไหลออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ แผงควบคุมการไหลของอากาศที่อยู่ด้านหน้าล้อหลัง ช่วยควบคุมการไหลเวียนของอากาศที่ออกจากบริเวณซุ้มล้อ แนวคิดการไหลของอากาศใน Project ONE นั้นมีความคล้ายคลึงกับรถแข่ง Le Mans ต้นแบบ โดยอากาศที่เข้าสู่ด้านหน้าของรถจะถูกนำพาไปรอบๆ ล้อหน้า และออกสู่ด้านข้างตามหลักอากาศพลศาสตร์
บริเวณด้านหลังของรถไม่มีส่วนประกอบใดที่ดูผิดปกติหรือแปลกประหลาดมากเกินไป ดิฟฟิวเซอร์ขนาดใหญ่ ยางหลังที่มีขนาดกว้างราวกับรถแข่ง และตาข่ายขนาดใหญ่ที่ปิดกั้นช่องระบบส่งกำลังด้านหลัง ช่วยให้อากาศร้อนระบายออกได้อย่างรวดเร็ว ท่อไอเสียเป็นแบบเดี่ยวขนาดใหญ่ ขนาบข้างด้วยท่อขนาดเล็กสองท่อ
หัวใจแห่ง Hypercar: Mercedes-AMG ONE Powertrain
ขุมพลังหลักของ Mercedes-AMG ONE คือเครื่องยนต์เบนซิน V6 ขนาด 1.6 ลิตร หัวฉีดตรง พร้อมเทคโนโลยีที่ยกมาจากรถแข่ง Formula 1 ระบบอัดอากาศ Turbocharging ที่ทำงานร่วมกับระบบไฟฟ้าแบบ e-Turbo นับเป็นนิยามใหม่ของการออกแบบรถยนต์ AMG ในอนาคต Mercedes-AMG ONE ไม่ใช่เพียงแค่การเฉลิมฉลองความสำเร็จในสนามมอเตอร์สปอร์ต แต่เป็นการตอกย้ำจุดยืนของ Mercedes-Benz ในฐานะ “ผู้นำแห่งการขับเคลื่อนแห่งโลกอนาคต” ได้อย่างไม่ต้องสงสัย
ส่วนประกอบของระบบขับเคลื่อนปลั๊กอินไฮบริดสมรรถนะสูง EQ Power+ ใน Mercedes-AMG ONE มีพื้นฐานมาจาก Formula 1 โดยตรง และได้รับการพัฒนาด้วยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับผู้เชี่ยวชาญด้านมอเตอร์สปอร์ตจาก Mercedes-AMG High Performance Powertrains ที่ Brixworth เครื่องยนต์เบนซิน V6 ขนาด 1.6 ลิตร ผสานการทำงานกับระบบไฮบริดที่ประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าถึง 4 ตัว:
มอเตอร์ไฟฟ้าที่รวมเข้ากับเทอร์โบชาร์จเจอร์: มอเตอร์ตัวนี้ทำหน้าที่ปั่นกังหันไอดีของเทอร์โบ เพื่อเพิ่มแรงดันอากาศเข้าสู่เครื่องยนต์อย่างรวดเร็วตั้งแต่รอบต่ำ ช่วยขจัดอาการรอรอบของเทอร์โบ (turbo lag) และยังสามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าป้อนกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ได้อีกด้วย
มอเตอร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งโดยตรงบนเครื่องยนต์สันดาป: มอเตอร์ตัวนี้เชื่อมต่อโดยตรงกับเพลาข้อเหวี่ยง ทำหน้าที่เสริมกำลังให้กับเครื่องยนต์ในยามที่ต้องการอัตราเร่งสูงสุด
มอเตอร์ไฟฟ้าสองตัวที่ขับเคลื่อนล้อหน้า: มอเตอร์แต่ละตัวขับเคลื่อนล้อหน้าซ้ายและขวาแยกจากกัน ทำให้สามารถควบคุมแรงบิดไปยังแต่ละล้อได้อย่างอิสระ (Torque Vectoring) เพิ่มความสามารถในการเข้าโค้งและการทรงตัวอย่างเหนือชั้น
การผสมผสานระหว่างประสิทธิภาพและการใช้งานจริง ทำให้การตกแต่งภายในของ Mercedes-AMG ONE ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในห้องนักบินของรถ Formula 1 อย่างแท้จริง สีสันและวัสดุภายในห้องโดยสารได้รับแรงบันดาลใจจากรถแข่ง Formula 1 ห้องโดยสารที่โอบล้อมตามหลักสรีรศาสตร์ พร้อมเบาะนั่งแบบ Bucket Seat สองตำแหน่ง โดดเด่นด้วยสไตล์ที่ล้ำสมัยและเรียบง่ายตามแนวคิด Minimalist ใช้วัสดุนวัตกรรมใหม่ แป้นเหยียบและพวงมาลัยแบบ Formula 1 สามารถปรับตั้งได้ตามต้องการ
คอนโซลกลางที่แยกพื้นที่คนขับและผู้โดยสารออกจากกัน เป็นส่วนประกอบที่ใช้งานได้จริงตามลักษณะของยานยนต์ซูเปอร์สปอร์ต ผลิตจากโครงสร้างคาร์บอนไฟเบอร์ ผสมผสานเข้ากับแพลตฟอร์ม Monocoque เบาะนั่งแบบรถแข่งช่วยสร้างความเชื่อมโยงกับการแข่งขัน พื้นผิวเบาะนั่งตัดเย็บด้วยหนัง Nappa สีเทา Magna การเย็บตะเข็บสีเหลืองตัดกันเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติเด่นของ AMG
ความพิเศษที่คู่ควรกับราคา 91 ล้านบาท (ไม่รวมภาษี)
การจะสร้างจุดขายที่โดนใจบรรดาอภิมหาเศรษฐีที่ได้รับเชิญให้มาชมรถคันจริง ซึ่งต้องควักเงินถึง 91 ล้านบาท (ยังไม่รวมอัตราภาษีนำเข้า 380% ในประเทศไทย) คือรูปแบบของการผลิตที่มีจำนวนจำกัดเพียงไม่ถึง 300 คันทั่วโลก การนำเทคโนโลยี F1 มาใช้กับบานประตูแบบปีกนก (Dihedral Doors) ดีไซน์ที่แบนและเตี้ย ตัวถังที่มาพร้อมระบบ Active Aero ที่ช่วยควบคุมกระแสลมรอบคัน สปอยเลอร์หลังแบบพิเศษที่ทำงานร่วมกับครีบหลังคาร์บอนอันโดดเด่น และท่อระบายท้ายรถที่ทำจากแมกนีเซียม ทำให้ “ปีศาจสีเงิน” คันนี้มีรูปลักษณ์ราวกับยานรบจากต่างดาว
ระบบอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamics) ของรถคันนี้ ประกอบด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนที่ทำหน้าที่ถึงสี่รูปแบบ:
โหมด DRS (Drag Reduction System): ปรับเพื่อลดแรงต้านอากาศสูงสุดสำหรับการวิ่งด้วยความเร็วสูง
โหมดสร้างแรงยึดเกาะ (Downforce): ใช้ Air Blade ทั้งสองข้างเพื่อสร้างแรงกดที่ส่งผลต่อการยึดเกาะกับถนน
โหมดปรับสมดุล: ปรับมุมของครีบเพื่อสร้างแรงกดที่เหมาะสม ช่วยรักษาบาลานซ์ระหว่างช่วงหน้าและท้ายของรถ
โหมดเบรก: ปรับให้เกิดแรงต้านอากาศสูงสุดเพื่อช่วยในการชะลอความเร็ว
ระบบช่วงล่างแบบ Active Suspension และระบบ Torque Vectoring ที่สามารถส่งแรงบิดไปยังล้อข้างใดข้างหนึ่งได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าล้อนั้นจะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์หรือเครื่องยนต์ เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เสริมประสิทธิภาพการขับขี่ให้ถึงขีดสุด
ระบบส่งกำลังไฮบริดขั้นสูง และการจัดการพลังงาน
ระบบเสริมพลังงานแบบ Hybrid ใน Mercedes-AMG ONE วางแบตเตอรี่ Lithium-ion ชนิดพิเศษ ซึ่งมีความแตกต่างจากแบตเตอรี่ในรถ Mercedes F1 โดยได้รับการปรับปรุงให้มีความทนทานและเหมาะกับการใช้งานทั้งบนถนนปกติและในสนามแข่ง แบตเตอรี่ถูกติดตั้งไว้บริเวณด้านหน้า หลังแรคพวงมาลัย และช่วงล่าง เพื่อการกระจายน้ำหนักที่สมมาตร ชุดระบายความร้อนแบตเตอรี่มีพื้นฐานการทำงานเดียวกันกับรถแข่ง Formula 1
มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัวที่ใช้ขับเคลื่อนล้อคู่หน้า มีการแยกการทำงานซ้าย-ขวาออกจากกัน เพื่อป้องกันการกินกำลังระหว่างการขับเคลื่อน มอเตอร์ไฟฟ้าที่ล้อหน้าของ Mercedes-AMG ONE แต่ละตัวมีกำลัง 120 กิโลวัตต์ (ประมาณ 163 แรงม้า) เมื่อทำงานพร้อมกันเต็มกำลัง จะมีพละกำลังรวมถึง 326 แรงม้า สามารถหมุนด้วยรอบสูงถึง 50,000 รอบต่อนาที เมื่อผู้ขับขี่เลือกใช้ระบบไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว พลังงานจากแบตเตอรี่ที่จ่ายให้กับมอเตอร์ไฟฟ้า สามารถทำให้ Project ONE วิ่งได้ระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร โดยปราศจากมลพิษ ระบบสะสมพลังงานแบบพิเศษยังช่วยชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่ขณะขับเคลื่อนได้ถึง 80%
มอเตอร์ไฟฟ้าเสริมแรงตัวที่ 3 มีขนาด 90 กิโลวัตต์ (ประมาณ 122 แรงม้า) ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบเทอร์โบชาร์จ ในรอบเครื่องยนต์ต่ำ มอเตอร์ตัวนี้จะเป็นตัวปั่นใบพัดไอดีเพื่ออัดอากาศ และช่วยลดอาการรอรอบของเทอร์โบ เมื่อผู้ขับขี่ใช้รอบเครื่องยนต์สูง ระบบควบคุมจะตัดการทำงานของมอเตอร์ และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกังหันเทอร์ไบน์ที่ไอเสียทำหน้าที่ปั่นใบพัดไอดีแทน ซึ่งในขณะเดียวกัน มอเตอร์ก็จะชาร์จไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่ หรือส่งกำลังไฟฟ้าไปยังมอเตอร์ตัวอื่นๆ
มอเตอร์ตัวที่ 4 มีขนาด 120 กิโลวัตต์ (ประมาณ 163 แรงม้า) ถูกติดตั้งแบบขั้นกลางระหว่างเครื่องยนต์กับชุดเกียร์ ทำหน้าที่เสริมแรงบิด และส่งกำลังไปยังเกียร์ 8 สปีดแบบไฮดรอลิก พร้อมชุดเฟืองตรง (Spur Gear) ที่ช่วยในการตัดต่อกำลัง และมีระบบ ERS (Energy Recovery System) สะสมพลังงานเพื่อบูสต์แรงบิดในช่วงสั้นๆ แต่ทรงพลัง เพื่อการแซงอย่างฉับพลัน
เมื่อเครื่องยนต์ V6 ของรถแข่ง F1 W07 ทำงานผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 4 ตัว Mercedes-AMG Project ONE จะสร้างกำลังรวมกว่า 1,000 แรงม้า สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้ใน 2.9 วินาที และ 0-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใน 5.9 วินาที ด้วยความเร็วสูงสุดที่ทะลุ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ยางสมรรถนะสูง Michelin Pilot Sport Cup 2
ชิ้นส่วนที่ต้องรับแรงมหาศาลคือยาง Mercedes-AMG Project ONE เลือกใช้ยาง Michelin รุ่น Pilot Sport Cup 2 ยางล้อหน้ามีขนาด 285/35ZR-19s สำหรับยางหลัง แม้ว่าจะเป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ แต่ก็ไม่ประนีประนอม โดยเลือกใช้ยางขนาดมหึมาแบบรถแข่ง 335/30ZR-20s ยางสปอร์ตสมรรถนะสูงรุ่น Pilot Sport Cup 2 ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับ Hypercar โดยเฉพาะในด้านการยึดเกาะ การรีดน้ำ และสมรรถนะการเบรก
ระบบส่งกำลังและเกียร์
กำลังจากเครื่องยนต์ V6 จะถูกส่งไปยังล้อหลัง ชุดเกียร์ของ Project ONE เป็นระบบเกียร์อัตโนมัติแบบกึ่งอัตโนมัติ AMG Speedshift 8 สปีด ควบคุมการทำงานด้วยสมองกลไฟฟ้าที่ได้รับการปรับตั้งมาให้เหมาะสมกับโหมดการขับขี่ที่ผู้ขับขี่เลือก ระบบเกียร์แบบไฮดรอลิกช่วยเพิ่มความทนทานและการตอบสนองต่อการเปลี่ยนอัตราทดได้อย่างรวดเร็ว ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการทำงานของเกียร์ได้อย่างหลากหลาย เมื่อมอเตอร์ทั้งสี่ตัวทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อนของ Project ONE จะทำงานในรูปแบบขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลา ซึ่ง Mercedes-AMG เรียกพัฒนาระบบนี้ว่า AMG Performance 4MATIC+
ข้อมูลทางเทคนิคโดยสรุป
ระบบขับเคลื่อน: ขับเคลื่อนล้อหลัง
เครื่องยนต์: เครื่องยนต์เบนซิน V6 ขนาด 1.6 ลิตร ระบบฉีดตรง, 4 วาล์วต่อสูบ, 4 เพลาลูกเบี้ยวเหนือหัว, เทอร์โบชาร์จเจอร์ไฟฟ้าแบบ Single Turbo, มอเตอร์ไฟฟ้าเชื่อมต่อกับเพลาข้อเหวี่ยง
ปริมาตรกระบอกสูบ: 1,600 ซีซี
กำลังขับเคลื่อนล้อหลัง: > 500 กิโลวัตต์
กำลังขับเคลื่อนล้อหน้า: 2 x 120 กิโลวัตต์
กำลังรวมของระบบ: > 740 กิโลวัตต์ (> 1,000 แรงม้า)
ระยะทางวิ่งด้วยไฟฟ้า: 25 กิโลเมตร
ระบบขับเคลื่อน: Variable AMG Performance 4MATIC+ ขับเคลื่อนทุกล้อ พร้อมเพลาขับหลังแบบไฮบริด, เพลาขับหน้าไฟฟ้า และระบบ Torque Vectoring
ระบบส่งกำลัง: เกียร์ธรรมดากึ่งอัตโนมัติ AMG SPEEDSHIFT 8 สปีด
อัตราเร่ง 0-200 กม./ชม.: < 6 วินาที ความเร็วสูงสุด: > 350 กม./ชม.
Mercedes-AMG ONE: ไม่ใช่แค่รถยนต์ แต่คือประสบการณ์แห่งอนาคต
Mercedes-AMG ONE คือตัวอย่างอันโดดเด่นของการนำเทคโนโลยีระดับสุดยอดจาก Formula 1 มาสู่รถยนต์ที่ผลิตเพื่อการใช้งานจริง นี่คือ Hypercar ที่ผสมผสานสมรรถนะอันไร้ขีดจำกัด เข้ากับวิศวกรรมที่ล้ำสมัย และการออกแบบที่น่าตื่นตาตื่นใจ หากคุณเป็นผู้ที่หลงใหลในนวัตกรรมยานยนต์ และปรารถนาที่จะสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าคำบรรยาย การศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม หรือการติดต่อผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์สมรรถนะสูง คือก้าวแรกสู่การทำความเข้าใจศักยภาพอันน่าทึ่งของ Mercedes-AMG ONE และโลกแห่ง Hypercar ที่ไร้ขีดจำกัดแห่งนี้.

