
พายุราคาน้ำมันโหมกระหน่ำ: Maxim พลิกเกมข่วยคนขับ ดันตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 2026
ต้นทุนน้ำมันพุ่งกระฉูด! อุตสาหกรรมการขนส่งต้องปรับตัวครั้งใหญ่
สถานการณ์ราคาน้ำมันในประเทศไทยปี 2569 ได้กลายเป็นหัวข้อร้อนที่ผู้คนในแวดวงยานยนต์และเศรษฐกิจต่างจับตามอง การยกเลิกการควบคุมราคาเชื้อเพลิงทำให้ราคาน้ำมันเบนซินทะยานสูงขึ้นกว่า 40% และดีเซลพุ่งถึง 50% ภายในเวลาอันสั้น แรงกดดันนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคนขับรถรับจ้างและไรเดอร์ ซึ่งมีรายได้แปรผันตามค่าเชื้อเพลิงที่ผันผวน “การเปลี่ยนแปลงนี้กระทบต่อรายได้ของคนขับอย่างชัดเจน หลายคนรู้สึกว่ารายได้ลดลง ทั้งที่ยังขับรถหนักเหมือนเดิม” นายสมชาย แซ่เฮง (ขอสงวนนามสกุล) คนขับรถรับจ้างรายหนึ่งในกรุงเทพฯ เปิดเผยความรู้สึก “ถ้าราคาน้ำมันไม่หยุดขึ้นแบบนี้ สงสัยต้องพิจารณาเปลี่ยนไปใช้รถ EV”
ธุรกิจขนส่งและบริการรถรับส่งต่างต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน เพื่อพยุงรายได้ของพาร์ทเนอร์ขับรถ และรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันไว้ “วิกฤตราคาน้ำมันทำให้เราต้องทบทวนกลยุทธ์ทั้งหมด” ดร. ธนกร กลิ่นสุข หัวหน้านักวิเคราะห์ภาคขนส่ง ให้ความเห็น “บริษัทที่สามารถลดต้นทุนการดำเนินงานได้ดีกว่า จะมีความยืดหยุ่นในการรักษาตลาดมากกว่าในช่วงนี้”
Maxim ประเทศไทย เร่งเครื่องช่วยเหลือคนขับ ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมัน
Maxim ประเทศไทย ได้เปิดตัวมาตรการช่วยเหลือหลายด้านเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลยุทธ์หลักประกอบด้วย “การใช้กลยุทธ์ผสมผสานระหว่างการสนับสนุนระยะสั้นและการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่ระยะยาว” คุณอนุวัฒน์ จันทร์สว่าง ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการรถรับจ้าง กล่าว “เป็นการตอบสนองทันทีต่อความเดือดร้อน และวางรากฐานสำหรับอนาคต”
หนึ่งในมาตรการเร่งด่วน คือ แพ็กเกจ ฟรีค่าคอมมิชชัน สำหรับคนขับที่ให้บริการเดินทางระยะสั้น โดยมีเป้าหมายช่วยเหลือคนขับให้สามารถรับรายได้เต็มจำนวนจากการให้บริการเหล่านี้ “จำนวนคนขับที่เข้าถึงสิทธิประโยชน์จากโปรโมชันระยะสั้นตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 3,000 คน” คุณพรทิพย์ รุ่งเรือง รองประธานฝ่ายปฎิบัติการ Maxim ประเทศไทย กล่าวเสริม “นอกจากนี้ เรายังเสนอ แพ็กเกจค่าคอมมิชชันแบบเหมาจ่าย เพื่อเพิ่มความแน่นอนในการวางแผนรายได้ให้แก่พาร์ทเนอร์”
สำหรับคนขับรถสันดาป Maxim ได้มอบ โบนัสรายวัน ให้แก่คนขับที่มีใบอนุญาต รย.17 และ รย.18 เพื่อชดเชยต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น “โบนัสนี้ช่วยเพิ่มรายได้ราว 20% ต่อรอบงาน” คุณพรทิพย์กล่าว “ในบางช่วง คนขับบางคนสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้ถึง 500 บาทต่อวันเลยทีเดียว”
ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แพลตฟอร์มได้มอบ เงินสนับสนุนเฉพาะกิจ แก่คนขับที่ให้บริการในช่วงดังกล่าว “เราเข้าใจดีว่าช่วงเทศกาลคนอาจจะเดินทางกลับบ้าน หรืออยากพักผ่อน” คุณพรทิพย์กล่าว “การสนับสนุนนี้เป็นเหมือนกำลังใจให้คนขับยังคงทำงานในช่วงที่มีความต้องการใช้บริการสูง” มาตรการเหล่านี้ส่งผลให้จำนวนออเดอร์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมัน “ช่วงสงกรานต์เรามีคนขับรถเปิดเครื่องพร้อมให้บริการเกือบเต็มกำลัง” คุณพรทิพย์ให้ข้อมูล
นอกเหนือจากการสนับสนุนระยะสั้นแล้ว Maxim ยังมุ่งเน้นการ ส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อลดต้นทุนการดำเนินงานและสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจ “การเปลี่ยนผ่านสู่ EV ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็น” คุณพงศ์พัฒน์ อักษราวรกานต์ กรรมการผู้จัดการ Maxim ประเทศไทย กล่าว “เราต้องการสนับสนุนให้พาร์ทเนอร์เปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว”
ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แพลตฟอร์มได้เปิดให้บริการ ฟรีค่าคอมมิชชัน สำหรับคนขับ EV ใน 7 จังหวัด ทั่วประเทศไทย “ผลตอบรับดีเกินคาด” คุณพงศ์พัฒน์กล่าว “คนขับ EV สามารถรับรายได้แบบเต็มจำนวน 100% จากค่าโดยสาร ซึ่งทำให้มีแรงจูงใจมากขึ้นในการรับงาน”
ในสัปดาห์แรกของการเปิดตัวมาตรการช่วยเหลือคนขับ EV จำนวนออเดอร์เพิ่มขึ้น 9.8% ขณะที่จำนวนออเดอร์รวมบนแพลตฟอร์มยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงภาวะวิกฤตราคาน้ำมัน “ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นว่าคนขับ EV มีกำลังในการรับงานได้มากขึ้น เมื่อลดภาระค่าคอมมิชชันลง” ดร. ธนกร กลิ่นสุข เสริม
ปัจจุบัน สัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าบนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นเป็น 14.6% โดยมีการเติบโตโดดเด่นในจังหวัดเชียงใหม่ เพิ่มขึ้นสูงสุดที่ 11.2% รองลงมาคือกรุงเทพมหานครที่ 8.3% และหาดใหญ่ที่ 7.7% “การเติบโตในจังหวัดท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่เป็นเรื่องน่าจับตามอง” คุณพงศ์พัฒน์กล่าว “แสดงให้เห็นว่ารถยนต์ไฟฟ้าสามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้จริง”
นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรสถานีชาร์จ เพื่อสนับสนุนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าของคนขับพาร์ทเนอร์ ผ่านสิทธิประโยชน์ด้านส่วนลดค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟ “เราทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อมอบข้อเสนอที่ดีที่สุดให้กับคนขับ” คุณพรทิพย์กล่าว “เพื่อให้การใช้รถ EV เป็นไปอย่างสะดวกและคุ้มค่าที่สุด”
รัฐบาลผลักดันตลาด EV: การอัดฉีดเงินลงทุนและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
รัฐบาลไทยมีนโยบายชัดเจนในการผลักดันตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอ แผนการลงทุนขนาดใหญ่ ในช่วงปี 2569-2570 โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มกำลังการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ถึง 2.4 ล้านคันต่อปีภายในปี 2573
การลงทุนนี้ครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่ เงินลงทุนสนับสนุนผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดราคาขายปลีก การให้เงินอุดหนุนการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับภาคขนส่ง ไปจนถึง การลงทุนสร้างสถานีชาร์จ ให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค “มาตรการเหล่านี้สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและผู้ผลิต” ดร. กิตติธัช ลิ่มเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและกฎหมายยานยนต์แห่งชาติกล่าว “เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลต้องการผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค”
ในส่วนของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลได้ประกาศแผน ขยายโครงข่ายสถานีชาร์จสาธารณะ ให้ครอบคลุม 90% ของเส้นทางหลักทั่วประเทศภายในปี 2570 “การมีสถานีชาร์จที่ครอบคลุมเป็นกุญแจสำคัญที่จะกระตุ้นให้คนกล้าเปลี่ยนมาใช้รถ EV” ดร. กิตติธัชเสริม “หากคนกลัวว่ารถจะไม่มีที่ชาร์จ เขาก็จะไม่กล้าเปลี่ยน” นอกจากนี้ ยังมีมาตรการสนับสนุน การลงทุนในโรงงานผลิตแบตเตอรี่ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าและเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย “การลงทุนในโรงงานผลิตแบตเตอรี่จะช่วยลดต้นทุนของรถยนต์ไฟฟ้าได้ในระยะยาว” ดร. กิตติธัชกล่าวเพิ่มเติม “ซึ่งจะทำให้รถยนต์ไฟฟ้าเข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับผู้บริโภคทั่วไป”
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ออก กฎหมายใหม่ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เช่น การกำหนด อัตราภาษีสรรพสามิตพิเศษ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า การให้ สิทธิประโยชน์ด้านใบอนุญาต และ การอำนวยความสะดวกในการขออนุญาต สำหรับการติดตั้งสถานีชาร์จ “กฎหมายใหม่เหล่านี้ช่วยลดอุปสรรคให้กับผู้ผลิตและผู้ประกอบการ” ดร. กิตติธัชกล่าว “ทำให้การเริ่มต้นธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าในไทยง่ายขึ้นมาก”
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ก็มีอุปสรรคเช่นกัน “การเปลี่ยนผ่านสู่ EV ไม่ใช่เรื่องง่าย” คุณพรทิพย์กล่าว “ยังมีหลายปัจ