
เปิดประสบการณ์จริง! ทดสอบสมรรถนะ Maseratie Ghibli Hybrid และ Levante ถึงสนามแข่งประเทศอิตาลี
26 มีนาคม 2026 – ในฐานะผู้ที่อยู่ในแวดวงยานยนต์มาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในตลาดรถยนต์หรู ผมตื่นเต้นเสมอที่จะได้พบกับประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดา การได้สัมผัสและทดสอบสมรรถนะของรถซูเปอร์คาร์ระดับตำนานจากอิตาลี ถือเป็นโอกาสทองที่หาได้ยากยิ่ง วันนี้ ผมขอพาทุกท่านย้อนกลับไปสู่ประสบการณ์สุดพิเศษ ณ แผ่นดินอิตาลี ที่ซึ่งแบรนด์ Maserati ถือกำเนิดขึ้น เพื่อสัมผัสกับยนตรกรรมที่สะท้อนจิตวิญญาณของรถสปอร์ตอันโดดเด่นและความหรูหราเหนือกาลเวลา ผ่านการขับขี่ในสนามแข่งระดับโลก
ประสบการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นจากคำเชิญอันทรงเกียรติจาก MGC Asia หรือกลุ่ม Millenium ผู้แทนจำหน่าย Maserati อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เพื่อพาคณะสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติสัมผัสรากเหง้าของแบรนด์ตรีศูลถึงถิ่นกำเนิด ซึ่งถือเป็นโอกาสพิเศษที่หลายคนอาจเข้าถึงได้ยาก แม้จะบินมาถึงอิตาลีด้วยตัวเองก็ตาม
การเดินทางสู่ต้นกำเนิด: สนามบินโบโลญญาและโรงงานมาเซราติ
ผมเริ่มต้นการเดินทางนี้ด้วยเครื่องบิน Boeing 777-300 ของสายการบิน Emirates เที่ยวบิน EK093 จากดูไบ สู่สนามบิน Bologna ประเทศอิตาลี หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้เริ่มต้นการเดินทางด้วยเครื่องบิน Airbus A380 เที่ยวบิน EK419 จากกรุงเทพฯ ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ มุ่งหน้าสู่ดูไบเพื่อต่อเครื่องเป็นทริปที่ต่อเนื่องกันจนถึงช่วงเย็นของวันที่ 6 มีนาคม 2017 ที่ได้มาถึงเมือง Bologna
การเดินทางมาเยือนอิตาลีครั้งนี้ทำให้ผมรู้สึกไม่คาดฝันนัก แต่ก็ประทับใจมาก เพราะเป็นประเทศที่โดดเด่นในเรื่องของวัฒนธรรม กาแฟ ไอศกรีม Gelato อุตสาหกรรมรถยนต์สปอร์ตจากยักษ์ใหญ่อย่างกลุ่ม Fiat Chrysler Automotive (FCA) และแหล่งผลิตรถยนต์สุดหรู
ทันทีที่เดินทางถึงสนามบิน Bologna ผมและคณะสื่อมวลชนไทยอีก 13 ชีวิต รวมทั้งกลุ่ม VIP อีก 25 คน ได้เริ่มต้นทริปกันทันที โดยเดินทางไปยังสำนักงานใหญ่และโรงงานของ Maserati ตั้งอยู่ที่ Viale Ciro Menotti, 322, 41100 เมือง Modena ซึ่งเป็นรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณของแบรนด์ตรีศูล
เส้นทางแห่งประวัติศาสตร์: โรงงานมาเซราติแห่งแรก
พื้นที่โรงงานแห่งนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1939 มีกำลังการผลิตเพียงไม่เกิน 500 คันต่อปี ส่วนอาคารทรงสูง 9 ชั้น และสำนักงานขนาดใหญ่พร้อมโชว์รูม รวมถึงอาคารจอดรถสำหรับพนักงานและแขกผู้มาเยือน เปิดให้บริการในปี 1997 ซึ่งเป็นปีที่ Ferrari อดีตคู่แข่งเก่าแก่ ได้เข้ามาช่วยกอบกู้กิจการ Maserati รวมกันเป็นกลุ่ม Ferrari-Maserati
ในวันที่ผมเดินทางไปเยี่ยมชม ที่นี่จัดแสดงรถ Maserati Gran Cabrio ที่จอดเด่นสง่าอยู่บนแท่นวงแหวนสีน้ำเงินเข้ม อันเป็นสีประจำแบรนด์ อีกทั้งยังมี Maserati Levante S รถยนต์ SUV รุ่นใหม่ล่าสุด และ Maserati MC12 Corsa รุ่นปี 2006 รถแข่งที่มีเพียง 12 คันในโลก จัดแสดงอยู่ด้วย (ลูกค้าซื้อไป 12 คัน ส่วนอีก 3 คันเป็นรถทดสอบและใช้ในการโปรโมต)
MC12 Corsa เป็นรถแข่งที่ได้รับการออกแบบตามกฎของสมาพันธ์กีฬาแข่งรถนานาชาติ (FIA) ในรุ่น GT โดยมี Frank Stephenson หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Ferrari Maserati Group เป็นผู้พัฒนาเครื่องยนต์พื้นฐานรุ่น Tipo F140 ที่ใช้ใน Ferrari Enzo ออกมาเป็นรุ่นเครื่องยนต์ V12 ขนาด 65 องศา DOHC 48 วาล์ว ปริมาตรกระบอกสูบ 5,998 ซีซี กำลังอัด 11.2:1 และอ่างน้ำมันเครื่องแบบ Dry Sump ให้พละกำลังสูงสุดถึง 755 แรงม้า (PS) ที่ 8,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 710 นิวตันเมตร (72.3 กก.-ม.) ที่ 6,000 รอบ/นาที เปิดตัวสู่ตลาดในเดือนพฤษภาคม 2006 ด้วยราคา 1,000,000 ยูโร แต่ล่าสุดมีดีลเลอร์ของ Maserati ในสหรัฐอเมริกาตั้งราคาขายต่อ (Used Cars) ไว้สูงถึง 3,000,000 ยูโร เนื่องจากรถคันนี้ถูกสร้างมาเพื่อใช้งานในสนามแข่งโดยเฉพาะ ไม่ได้ผ่านการรับรอง (homologated) สำหรับการขับขี่บนถนนสาธารณะ
นอกจากการจัดแสดงรถยนต์และเครื่องยนต์สำคัญๆ ในอดีตแล้ว ที่โรงงานแห่งนี้ยังมีร้านขายของที่ระลึก Maserati Collection Shop ซึ่งมีทั้งเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ของใช้จุกจิก รถโมเดล และหนังสือเกี่ยวกับแบรนด์ Maserati จำหน่ายอยู่ด้วย เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้จับจองเป็นเจ้าของ
พิพิธภัณฑ์ Panini: ความหลงใหลที่หยุดยั้งความหายนะ
จากนั้นคณะได้เดินทางต่อไปยังฟาร์ม Hombre ซึ่งเป็นโรงผลิตชีส Parmiggiano Reggiano ชื่อดังในท้องถิ่นหลายคนอาจไม่ทราบว่า ที่นี่เป็นสถานที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์รถยนต์ส่วนตัวของ Umberto Panini เจ้าของโรงงานชีสแห่งนี้ ซึ่งหลงใหลในรถยนต์ โดยเฉพาะ Maserati ถึงขนาดสะสมรถสปอร์ตหายากของ Maserati ไว้มากถึง 22 คัน!!
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ประกอบไปด้วยรถยนต์ Maserati รุ่นคลาสสิกและหายากหลากหลายรุ่น รวมถึงรถยนต์ในตำนานที่หลายคนใฝ่ฝันถึง เช่น
1934 Maserati 6C 34
1936 Maserati 6CM
1953 Maserati A6GCS 53 “Berlinetta”
1954 Maserati A6G 54 2000 Allemanno
1957 Maserati 250F V12 รุ่นที่ พระองค์เจ้าพีระฯ ใช้คว้าชัยชนะในสนามแข่งระดับโลก!
1958 Maserati 3500 GT
1958 Maserati TIPO 420/M/58 ELDORADO
1961 Maserati TIPO 61 BIRDCAGE DROGO
1961 Maserati TIPO 63 V12 Serenissima
1965 Maserati MISTRAL Coupe
1968 Maserati GHIBLI Coupe
1968 Maserati SIMUN Prototipo
1970 Maserati GHIBLI Spyder
1971 Maserati BORA
1974 Maserati TIPO 124 Italdesign Prototipo
1975 Maserati KHAMSIN
1980 Maserati MERAK SS Turbo Prototipo (คันสีเหลือง)
1989 Maserati QUATTROPORTE Royale (Sedan สีเทา จอดข้าง Merak)
1990 Maserati CHUBASCO Prototipo (คันสีแดงจอดบนชั้น 2)
1991 Maserati BARCHETTA Stradale Maquette
1996 Maserati GHIBLI Open Cup
2002 Maserati 3200 GT Trofeo
นอกจากนี้ ยังมีรถยนต์รุ่นหายากในอดีตจากแบรนด์อื่นๆ อีกมากมาย เช่น Cadillac Limousine 355 จากสำนักวาติกัน, Mercedes Benz 300SL Gullwing, รถยนต์ Fiat, Alfa Romeo, Lancia หลายรุ่น รวมถึงรถต้นแบบ และจักรยานยนต์โบราณหลากหลายยี่ห้อ รวมถึงจักรยานยนต์ Maserati ด้วย!
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่ได้มีแค่การรวบรวมรถยนต์หายากไว้เท่านั้น แต่ยังช่วยรักษารถยนต์เหล่านี้จากการถูกประมูลได้ด้วย เรื่องมีอยู่ว่าในปี 1993 FIAT ได้ซื้อกิจการ Maserati จาก De Tomaso ดังนั้น รถยนต์ในคอลเลกชันทั้งหมดจึงถูกนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ของบริษัท และงาน Bologna Motor Show ในเดือนธันวาคม 1994 แต่ในปี 1996 De Tomaso ได้ยืนยันสิทธิ์ในการขอคืนรถยนต์และเครื่องยนต์ในพิพิธภัณฑ์ของตน Maserati มีงบประมาณพอที่จะซื้อคืนได้เพียงบางส่วนรวมถึงเครื่องยนต์อีก 15 รายการเท่านั้น ทำให้รถยนต์อีก 19 คันจะต้องถูกนำไปประมูลที่ Brook Auction House ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ภายในวันที่ 2 ธันวาคม 1996
ข่าวนี้ไปถึงคณะเทศบาลเมือง Modena หลายคนจึงตื่นตัว Walter Veltroni