
Cadillac CT4-V และ CT5-V Blackwing: ปิดฉากตำนานเครื่องยนต์สันดาปภายในยุคสุดท้าย (2026)
ในโลกยานยนต์ที่ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความยั่งยืนอย่างเต็มตัว การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้กำลังเขย่าขวัญเหล่าคนรักรถที่ยังคงหลงใหลในเสน่ห์ของเครื่องยนต์สันดาปภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถยนต์สมรรถนะสูงที่เคยเป็นหนึ่งในตัวแทนแห่งขุมกำลังชั้นยอด
Cadillac ได้ตอกย้ำการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ด้วยการเปิดตัว Cadillac CT4-V และ CT5-V Blackwing ในช่วงปลายปี 2022 ซึ่งถือเป็นเวอร์ชันที่แรงที่สุดของตระกูล V-Series ที่ยังคงใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine – ICE) เป็นหัวใจสำคัญ ควบคู่มากับตัวเลือกเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะสุดคลาสสิก และเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะที่ทันสมัย
ทว่า สำหรับใครที่กำลังคิดจะสัมผัสประสบการณ์ดิบเถื่อนจากขุมพลังเหล่านี้ ต้องขอแสดงความเสียใจด้วย เพราะนี่คือโอกาสสุดท้ายที่พวกเขาจะได้รับความเร้าใจเช่นนี้ เนื่องจาก General Motors (GM) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะ ยุติการผลิตเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลภายในอีก 14 ปีข้างหน้า หรือประมาณปี 2036 ซึ่งเท่ากับว่ารถยนต์กลุ่มนี้กำลังจะหายไปจากไลน์การผลิตกลายเป็นเพียงประวัติศาสตร์
หัวใจ V8 และ V6: สุดยอดวิศวกรรมก่อนอำลาวงการ
สำหรับรุ่นน้องอย่าง Cadillac CT4-V Blackwing นั้น ได้รับการติดตั้งขุมพลังเบนซินตระกูล LF4 V6 DOHC ขนาด 3.6 ลิตร (3,564 ซีซี) พร้อมระบบวาล์ว 24 วาล์ว ซึ่งใช้ระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบหัวฉีดอีเล็กทรอนิกส์ตรงสู่ห้องเผาไหม้ (Direct Injection) พร้อมด้วยระบบอัดอากาศแบบ Twin-Turbocharger ที่เสริมประสิทธิภาพด้วยอินเตอร์คูลเลอร์ (Intercooler) ผลลัพธ์ที่ได้คือพละกำลังสูงสุดถึง 479 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุด 603 นิวตันเมตร ที่ 1,500 รอบต่อนาที
เมื่อทดสอบอัตราเร่ง เจ้า CT4-V Blackwing สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 97 กม./ชม.) ได้ภายในเวลา 3.9 วินาทีสำหรับรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ และ 4.1 วินาทีสำหรับรุ่นเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจมากสำหรับรถยนต์สปอร์ตซีดานระดับนี้
ในทางกลับกัน สำหรับพี่ใหญ่ในตระกูลอย่าง Cadillac CT5-V Blackwing ได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินตระกูล LT4 V8 DOHC ที่มีขนาดใหญ่ถึง 6.2 ลิตร (6,162 ซีซี) พร้อมระบบวาล์ว 32 วาล์ว และระบบจ่ายเชื้อเพลิงแบบ Direct Injection เช่นเดียวกัน แต่มาพร้อมกับระบบอัดอากาศแบบ Supercharger ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 677 แรงม้า (PS) ที่ 6,400 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 893 นิวตันเมตร ที่ 3,600 รอบต่อนาที
อัตราเร่งของเจ้า CT5-V Blackwing ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน สามารถทำความเร็วจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ภายในเวลา 3.7 วินาทีสำหรับรุ่นเกียร์อัตโนมัติ 10 จังหวะ และ 3.6 วินาทีสำหรับรุ่นเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ ตัวเลขเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่า Cadillac ยังคงมีศักยภาพในการสร้างรถยนต์ขุมพลังเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ทรงพลังไม่แพ้รถซูเปอร์คาร์
เมื่อตลาดรถมือสองกลายเป็นตลาดลุ้นรางวัล
การที่ Cadillac จะยุติการผลิตเครื่องยนต์สันดาปภายในทำให้ความสนใจในรถยนต์กลุ่มนี้ย้ายไปยังตลาดรถมือสองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะรถยนต์สมรรถนะสูงที่มีอายุการใช้งานยาวนาน และยังคงรักษาสภาพไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม
หนึ่งในเรื่องราวน่าตกใจในโลกยานยนต์เกิดขึ้นที่เมืองเท็กซัส สหรัฐอเมริกา เมื่อตัวแทนจำหน่ายรถยนต์แห่งหนึ่งได้ทำการขาย Toyota Supra รุ่นฉลองครบรอบ 15 ปี (15th Anniversary) ปี 1997 ซึ่งมีอายุเกือบ 30 ปี ในราคาเดียวกับ Cadillac CT4-V รุ่นใหม่
รถ Toyota Supra คันนี้มาพร้อมกับตัวถังสีเขียวมุก Deep Jewel Green Pearl และภายในตกแต่งด้วยหนังสีน้ำตาลอ่อน ตัวรถมาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานครบถ้วน และที่สำคัญ ตัวรถถูกใช้งานอยู่ในสภาพอากาศอบอุ่นทางตอนใต้มาตลอด ซึ่งช่วยลดการเกิดสนิม โดยเฉพาะรุ่น Supra ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเสี่ยงต่อสนิม
Supra รุ่นที่สี่คันนี้มีการติดตั้งสปอยเลอร์หลังและหลังคาแบบถอดได้ (Targa) ซึ่งช่วยปกป้องห้องโดยสารที่หุ้มด้วยหนัง ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติก็ยังคงทำงานได้ดี แม้ในขณะที่เปิดหลังคาก็ตาม
รถคันนี้ได้รับการติดตั้งล้อ Vertini ขนาด 20 นิ้วแบบสั่งทำพิเศษ พร้อมระบบเสียง Kenwood แบบหน้าจอสัมผัส และเครื่องตรวจจับเรดาร์ ถึงแม้บางคนจะมองว่าจำเป็นหรือไม่ แต่การขับขี่อย่างรับผิดชอบจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงใบสั่งความเร็วได้ (ใช่แล้ว Toyota Supra ก็จำเป็นต้องมีอุปกรณ์เหล่านี้)
รายงาน Carfax ของรถคันนี้แสดงให้เห็นว่าไม่มีความคลาดเคลื่อนใด ๆ เกี่ยวกับระยะทางที่วิ่ง ตัวแทนจำหน่ายได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับข้อบกพร่องของรถ Supra คันนี้อย่างตรงไปตรงมา รถมีอายุเกือบ 30 ปีแล้ว รายงาน Carfax ระบุว่ามีรอยความเสียหายเล็กน้อยที่ด้านหน้าของรถอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุในเดือนกันยายน ปี 2544
ข้อเสียของรถคันนี้:
บังโคลนด้านผู้โดยสาร: ดูเหมือนจะถูกทำสีใหม่
รอยขีดข่วน: กระจายอยู่ทั่วไปตามตัวรถ
กระจกหน้ารถ: เป็นหลุมเป็นบ่อ (Stone Chips) และมีร่องรอยการสึกหรอที่เบาะหน้าและจุดสัมผัสภายในห้องโดยสาร
โช้คอัพหลัง: จำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่
รถ Supra ติดตั้งเครื่องยนต์ 2JZ-GE 6 สูบเรียงขนาด 3.0 ลิตร ซึ่งเป็นเครื่องยนต์ในตำนานที่ขึ้นชื่อเรื่องความทนทานและความสามารถในการดัดแปลง (Mod) ให้มีพละกำลังสูง ให้กำลังสูงสุด 220 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 210 ปอนด์-ฟุต (ประมาณ 285 นิวตันเมตร) ตามข้อมูลที่ผู้ผลิตระบุ ระบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด (5-Speed Manual Transmission) ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นักสะสมรถยนต์ ส่งกำลังไปยังล้อหลัง
ราคาที่น่าตกใจ
Toyota Supra รุ่นฉลองครบรอบ 15 ปี ปี 1997 ถูกลงประกาศขายในเว็บไซต์ Cars and Bids แต่หลังจากเปิดให้ประมูลออนไลน์ได้หนึ่งสัปดาห์ ราคาประมูลก็หยุดอยู่ที่ 55,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งไม่ถึงราคาขั้นต่ำที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ตาม ทางดีลเลอร์ตัดสินใจปิดการขายที่ราคา 60,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งยังคงต่ำกว่าราคาขายทั่วไปของรถยนต์ประเภทเดียวกันอย่างมาก
เว็บไซต์ Classic.com ระบุว่า รถยนต์ Toyota Supra รุ่นครบรอบ 15 ปี มีราคาขายตั้งแต่ 75,000 ดอลลาร์ไปจนถึงกว่า 150,000 ดอลลาร์ รถที่ได้รับการดูแลรักษาอย่างดีและมีระยะทางวิ่งน้อยจะมีราคาสูงกว่านั้น โดยคันที่แพงที่สุดขายไปเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมาในราคา 153,420 ดอลลาร์
คำถามคือทำไมรถคันนี้ถึงถูกขายในราคาที่ถูกกว่ามูลค่าตลาดอย่างมาก?
คำตอบอยู่ในสภาพของรถ คาร์แมน โรเจอร์ส ผู้จัดการดีลเลอร์จากค่าย LLD Motors ในเท็กซัส ยอมรับว่ารถคันนี้ถูกนำมาขายในราคาพิเศษเพื่อให้รถคันนี้มีผู้รับผิดชอบคนใหม่ก่อนที่เครื่องยนต์จะหมดอายุการใช้งาน เขาอธิบายว่า:
“เราได้รับรถคันนี้มาจากนักสะสมคนหนึ่ง เรากำลังมองหาเจ้าของคนต่อไปที่พร้อมจะดูแลรักษาและใช้รถคันนี้อย่างจริงจัง”
ในราคาขายที่ว่านี้ เจ้าของคนใหม่ของรถ Supra คันนี้จะได้ครอบครองรถยนต์ในตำนานที่มีเลขไมล์เพียง 91,921 ไมล์ (ประมาณ 147,932 กิโลเมตร