
Lotus Carlton/Omega: จิตวิญญาณซูเปอร์คาร์ในร่างซีดาน ที่ครั้งหนึ่งเกือบถูกแบนจากท้องถนน
ในยุคปลายทศวรรษที่ 80 จนถึงต้นยุค 90 วงการยานยนต์ทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ค่ายรถรายใหญ่เริ่มหันมาเน้นพัฒนารถยนต์ขนาดเล็กและระบบขับเคลื่อนล้อหน้าเพื่อลดต้นทุนการผลิต ในขณะที่ตลาดซูเปอร์คาร์เริ่มคึกคักมากขึ้นจากความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการยานพาหนะสมรรถนะสูง จนนำมาซึ่งการกำเนิดของ “ซูเปอร์ซีดาน” ที่มีพละกำลังดุดันไม่แพ้รถซูเปอร์คาร์ชั้นนำ
ในบรรดารถกลุ่มนี้ Lotus Carlton และ Lotus Omega ถือเป็นหนึ่งในตำนานที่โดดเด่นที่สุด ไม่ใช่เพียงเพราะสมรรถนะที่เหนือกว่าคู่แข่งในยุคเดียวกันเกือบทุกค่าย แต่ยังเป็นความร่วมมือระหว่างสองขั้วอุตสาหกรรมรถยนต์ที่น่าทึ่ง โดยเป็นผลผลิตจากการผนวกรวมศักยภาพระหว่างแบรนด์รถสปอร์ตชื่อดังอย่าง Lotus Cars และเครือบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง General Motors Europe (GM Europe)
เรื่องราวของรถซีดานแรงบันดาลใจจากรถแข่งคันนี้ เริ่มขึ้นในช่วงที่ Lotus Cars กำลังอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลังจากที่บริษัทถูกเข้าซื้อกิจการโดย General Motors ในปี 1986 หัวเรือใหญ่ของ Lotus ในขณะนั้น นำโดย Mike Kimberley ได้ริเริ่มโครงการที่จะพัฒนาขีดความสามารถของรถซีดานขนาดใหญ่ในเครือ GM เพื่อท้าชนกับคู่แข่งในเซกเมนต์สมรรถนะสูงอย่าง BMW M5 และ Mercedes-Benz 500E ที่เริ่มได้รับความนิยมในช่วงเดียวกัน
จุดกำเนิดโครงการ Type 104
แนวคิดเบื้องหลังการสร้างรถคันนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากหน้าประวัติศาสตร์ของบริษัท เมื่อครั้งที่ Lotus เคยร่วมมือกับคู่แข่งอย่าง Ford ในการสร้างรถแข่งสุดแกร่งอย่าง Ford Cortina ซึ่งกลายเป็นชื่อที่คุ้นเคยและได้รับการยอมรับในวงการมอเตอร์สปอร์ตมานาน การพัฒนารถสปอร์ตซีดานรุ่นใหม่นี้ จึงถูกตั้งชื่อโครงการภายในว่า “Type 104” ตามแบบฉบับของ Lotus ซึ่งเป็นการสื่อให้เห็นว่ารถรุ่นนี้จะเป็นผลงานที่เกิดจากความพิถีพิถันทางวิศวกรรมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การนำรถซีดานมาติดตั้งเครื่องยนต์แต่งแรงเท่านั้น
ในเบื้องต้น โครงการนี้วางแผนที่จะใช้พื้นฐานจากรุ่น Opel Senator ซึ่งเป็นรถซีดานขนาดใหญ่สุดของค่ายในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม ในระหว่างขั้นตอนการพิจารณาอนุมัติโครงการ ผู้บริหารได้ตัดสินใจเปลี่ยนพื้นฐานรถมาเป็น Opel Omega แทน ซึ่งเป็นรถซีดานที่มีความทันสมัยและได้รับการตอบรับที่ดีกว่าในช่วงนั้น และในปี 1988 โครงการนี้ก็ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ
ความแตกต่างระหว่าง Lotus Carlton และ Lotus Omega
หลายคนอาจจะสงสัยถึงความแตกต่างระหว่างรถสองรุ่นนี้ ซึ่งแท้จริงแล้วทั้งคู่เป็นรถสปอร์ตซีดานระดับซูเปอร์คาร์ที่ใช้แพลตฟอร์มพื้นฐานเดียวกัน เพียงแต่ออกแบบมาสำหรับตลาดที่แตกต่างกัน
Lotus Carlton (พวงมาลัยขวา): รถรุ่นนี้ถูกผลิตขึ้นเพื่อจำหน่ายสำหรับตลาดสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ซึ่งเป็นตลาดหลักของแบรนด์ Vauxhall ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ GM ในอังกฤษ ทำให้ Lotus Carlton เป็นที่รู้จักกันในฐานะ “รถซีดานแรงที่สุด” ที่มีต้นกำเนิดมาจาก Opel/Vauxhall โดยมักมีการตกแต่งด้วยชุดแต่งรอบคันที่ดุดันกว่า และติดตั้งเครื่องเสียงแบรนด์ Pioneer พร้อมลำโพงคุณภาพสูงจำนวนมากตามความต้องการของตลาดอังกฤษในยุคนั้น
Lotus Omega (พวงมาลัยซ้าย): รถรุ่นนี้ผลิตขึ้นเพื่อจำหน่ายสำหรับตลาดยุโรปภาคพื้นทวีป (Continental Europe) และตลาดเอเชีย รวมถึงตะวันออกกลาง รถรุ่นนี้มาพร้อมกับตัวถังและอุปกรณ์ที่ใกล้เคียงกับ Lotus Carlton แต่มีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยในเรื่องระบบเครื่องเสียงและชุดแต่งบางส่วนเพื่อให้เข้ากับความต้องการของแต่ละภูมิภาค
รายละเอียดภายนอกและภายใน
Lotus Carlton และ Lotus Omega ทุกคัน เริ่มต้นชีวิตการเป็นรถในฐานะ Opel Omega 3000 หรือ Vauxhall Carlton GSi 24V ที่ผลิตเสร็จเรียบร้อยจากโรงงานในเมือง Rüsselsheim ของ Opel ในประเทศเยอรมนี ก่อนที่จะถูกส่งตรงไปยังโรงงานของ Lotus ในเมือง Hethal จังหวัด Norfolk ประเทศอังกฤษ
ที่โรงงานของ Lotus ในอังกฤษ รถเหล่านี้จะถูกแยกชิ้นส่วนออกอย่างรวดเร็ว โดยที่ชิ้นส่วนที่ไม่ได้ใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นระบบส่งกำลัง เฟืองท้าย หรือชิ้นส่วนตกแต่งภายใน/ภายนอกบางส่วน จะถูกส่งกลับคืนไปยังโรงงานที่เยอรมนี เพื่อนำไปใช้ในการผลิตรถคันอื่นต่อไป ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ
จากนั้น กระบวนการสำคัญคือการดัดแปลงตัวถัง บริเวณซุ้มล้อจะถูกตัดและเชื่อมด้วยวัสดุใหม่เพื่อติดตั้งขยายซุ้มล้อให้รองรับล้ออัลลอยขนาดใหญ่ที่ขยายขึ้น ยางหลังมีขนาดความกว้างถึง 265 มม. ในขณะที่ Opel Omega ทั่วไปใช้ยางขนาดความกว้างเพียง 195 มม. เท่านั้น และปิดท้ายด้วยการพ่นสีตัวถังด้วยสี Imperial Green อันเป็นสีเขียวเข้มจัด ซึ่งเป็นสีเอกลักษณ์ของรถรุ่นนี้ จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “Midnight Green” สีของมิดไนท์
ความอลังการของเครื่องยนต์ C36GET
หัวใจหลักที่ทำให้ Lotus Carlton/Omega กลายเป็น “ซูเปอร์คาร์คิลเลอร์” คือขุมพลังที่ซ่อนอยู่ภายใต้ฝากระโปรง เครื่องยนต์รหัส C36GET เบนซิน 6 สูบแถวเรียง DOHC 24 วาล์ว ขนาดความจุ 3.6 ลิตร (3,615 ซีซี) ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อรองรับพละกำลังจากระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์
การปรับปรุงขีดความสามารถครั้งนี้มีการยกเครื่องยนต์ของ Opel Omega 3000 24V รหัส C30SE มาเป็นพื้นฐาน จากนั้นก็ทำการอัพเกรดในทุกส่วนเพื่อรองรับพละกำลังที่สูงขึ้น ประกอบด้วย:
ข้อเหวี่ยง (Crankshaft) แบบ Forged: เพื่อรองรับแรงบิดมหาศาลจากการเพิ่มขนาดกำลังอัด
ลูกสูบ (Pistons) จาก Mahle: ลูกสูบที่ได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อลดอัตราส่วนกำลังอัด (Compression Ratio) ลงเหลือเพียง 8.2:1 เท่านั้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการรองรับระบบอัดอากาศ (Forced Induction)
การเสริมความแข็งแรงของเสื้อสูบ: เพื่อป้องกันการบิดตัวหรือแตกร้าวเมื่อต้องรับภาระงานหนัก
ยิ่งไปกว่านั้น ขุมพลังนี้ยังมาพร้อมกับระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ Garrett T25 จำนวน 2 ตัว ที่ทำงานร่วมกับอินเตอร์คูลเลอร์แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ (Water-to-Air Intercooler) ส่งผลให้เครื่องยนต์สามารถผลิตพละกำลังสูงสุดได้ถึง 382 แรงม้า (PS) ที่ 5,200 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 568 นิวตัน-เมตร (57.9 กก.-ม.) ที่ 4,200 รอบ/นาที
สำหรับระบบส่งกำลังนั้น Lotus ได้นำเกียร์ธรรมดา 6 จังหวะของ ZF รุ่น S6-40 ซึ่งเป็นเกียร์ที่พัฒนาขึ้นมาจากโครงการ Chevrolet Corvette ZR1 ที่ Lotus เคยช่วยออกแบบฝาสูบให้มาใช้งาน เพื่อรองรับแรงบิดมหาศาลของเครื่องยนต์ ในขณะเดียวกัน ระบบช่วงล่างถูกออกแบบให้รองรับการควบคุมในระดับความเร็วสูง โดยติดตั้งช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบ MacPherson Strut และด้านหลังเป็นแบบอิสระ Multi-link 5-Link พร้อมเสริมด้วยระบบ Self-Leveling ของ Opel Senator เพื่อไม่ให้ท้ายรถห้อยขณะออกตัวด้วยความแรง
เมื่อประสิทธิภาพล้ำหน้าตลาด
ราคาจำหน่ายของ Lotus Carlton เมื่อครั้งเปิดตัวอยู่ที่ 48,000 ปอนด์ ในขณะที่ Lotus Omega ในเยอรมนี อยู่ที่ 125,000 ดอยช์มาร์ก (DM)
เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพความคุ้มค่าและความเหนือระดับของรถรุ่นนี้ เราสามารถนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งร่วมชั้นได้ดังนี้:
Mercedes-Benz 560SEL: รถยนต์ซีดานระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ของ Mercedes-Benz มีราคาเปิดตัวอยู่ที่ 141,000 ดอยช์มาร์ก
BMW M5 E34: รถซีดานสมรรถนะสูงจาก BMW มีราคาเปิดตัวอยู่ที่ 101,800 ดอยช์มาร์ก
Mercedes