
ภัยเงียบสีเขียว: เมื่อซีดานอิตาลีที่หรูที่สุดในยุค 90 กลายเป็น “รถยนต์มรณะ”
ปี 1993, ท่ามกลางความเงียบสงัดของฤดูหนาวในอังกฤษ มีเหตุการณ์ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการยานยนต์และคณะรัฐบาล มันเริ่มต้นด้วยการปล้นจากคฤหาสน์หลังหนึ่งใน West Midlands โดยหนึ่งในทรัพย์สินที่หายไป คือรถยนต์ซีดานสีเข้มที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด ตำรวจแทบไม่เคยเห็นรถรุ่นนี้มาก่อน และทันทีที่พวกเขาค้นพบตัวตนของมัน ความตื่นตระหนกก็เริ่มคืบคลานเข้ามา
รถคันนั้นคือ Lotus Carlton, ซีดานตระกูลหรูจากอังกฤษที่มีหัวใจของรถซูเปอร์คาร์ มันถูกออกแบบให้มีสีเขียวเข้มจนแทบดำสนิท ยิ่งทำให้ความรุนแรงของมันไร้การลดทอน หากเปรียบเทียบกับวันนี้ มูลค่าของมันอาจเทียบเท่าการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสุดแรงอย่าง Porsche Taycan GTS ได้เลยทีเดียว ทะเบียนรถคันนั้นคือ 40 RA
เพียงไม่กี่เดือนต่อมา ปัญหาเริ่มบานปลาย กลุ่มอาชญากรใช้ Lotus Carlton คันเดียวกันนี้บุกเข้าปล้นร้านค้ากลางดึก พุ่งเข้าชนหน้าร้านด้วยพละกำลังอันมหาศาล “Ram Raid” กลายเป็นคดีเดือดที่ทำให้ตำรวจต้องทบทวนตัวเองอีกครั้ง
สิ่งที่ทำให้ตำรวจอังกฤษต้องปวดหัวคือ Lotus Carlton ไม่ได้เป็นเพียงรถเก๋งคันใหญ่ธรรมดา มันคือเครื่องจักรแห่งความเร็ว ตัวเลขจากโรงงานระบุอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ไว้ที่ 5.2 วินาที และความเร็วสูงสุดที่เคลมไว้ “ไม่ต่ำกว่า” 280 กม./ชม. มันไม่ใช่ความผิดพลาดทางเทคนิค เพราะนี่คือจุดประสงค์หลักของการสร้างมันขึ้นมา ตำรวจไล่ตามแทบไม่ทัน แม้แต่รถตำรวจความเร็วสูงอย่าง Vauxhall Senator 3.0 24v ยังตามไม่ทันเลยแม้แต่คนเดียว แม้ว่า Lotus Carlton คันนั้นจะบรรทุกคนร้ายเต็มอัตราก็ตาม
แม้แต่เฮลิคอปเตอร์ก็ยังตามไม่ทัน และเหตุการณ์นี้ก็ทำให้สื่อต่างๆ ในยุคนั้นเริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาท 지บอกว่านี่คือความผิดปกติที่รถยนต์บ้านๆ คันหนึ่งจะสามารถวิ่งได้เร็วถึง 280 กม./ชม. และเรียกร้องให้รัฐบาลอังกฤษสั่งแบนรถรุ่นดังกล่าวออกจากตลาดทันที
ถึงกระนั้น พวกเขาก็ทำไม่สำเร็จ เพราะผู้สร้างอย่าง General Motors Europe ได้ตัดสินใจยกเลิกการผลิตรถรุ่นนี้ไปตั้งแต่ปี 1992 แล้ว
อย่างไรก็ตาม ตำนานของ Lotus Carlton ทะเบียน 40 RA ก็ยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำของคนรักรถชาวอังกฤษ ถึงแม้อดีตเจ้าของจะยืนยันว่ามันถูกทำลายไปแล้ว แต่ก็ยังมีผู้ที่รักรถรุ่นนี้อีกจำนวนไม่น้อยที่พยายามค้นหาทะเบียนนี้มาใส่ในรถของตนเอง เพื่อเป็นเกียรติแด่สุดยอดรถสปอร์ตซีดานที่ครองบัลลังก์ความเร็วมายาวนานเกินกว่า 10 ปี และเร็วเสียจนหลายคนพยายามผลักดันให้มันหายไปจากท้องถนน แม้ในวันนี้จะไม่มีให้ผลิตแล้วก็ตาม
วันนี้ เราจะมาเจาะลึกตำนานของ Lotus Carlton และ Lotus Omega ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง Opel/Vauxhall และ Lotus Cars ในการสร้างสุดยอดสปอร์ตซีดานที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับโลกใบนี้
Lotus Cars: จากผู้หลงใหลในการแข่งสู่ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมยานยนต์
ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาหลักของโปรเจคนี้ เราต้องย้อนกลับไปดูจุดกำเนิดของบริษัทผู้สร้างมันขึ้นมา
อย่างที่หลายท่านทราบกันดี Lotus Cars เป็นบริษัทรถสปอร์ตสัญชาติอังกฤษที่มีชื่อเสียงระดับโลก ก่อตั้งโดย Colin Chapman ในหมู่บ้าน Hethel เมือง Norfolk ปัจจุบันรถหรูแบรนด์นี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่จากประเทศจีนอย่าง Geely ซึ่งเข้าซื้อกิจการต่อจาก Proton ของประเทศมาเลเซีย ที่เคยเป็นผู้ถือหุ้นหลักมายาวนาน แต่ก่อนที่ Lotus จะตกไปอยู่ในเงื้อมมือของ Proton เอง Lotus ก็เคยเปลี่ยนมือเจ้าของมาแล้วหลายครั้ง
Colin Chapman ไม่ใช่แค่นักออกแบบรถธรรมดา แต่เป็นวิศวกรอัจฉริยะที่มีหัวคิดก้าวหน้ามาตั้งแต่ต้น เขาเริ่มต้นจากการออกแบบเครื่องบิน ก่อนจะหันเหมาออกแบบรถยนต์เป็นครั้งแรกในปี 1948 เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง Lotus Cars เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการแข่งขัน จนสามารถส่งรถเข้าสู่สนามแข่ง Formula 1 ได้ในปี 1958
การบุกเบิกตลาดรถสปอร์ต: นอกเหนือจากรถแข่ง
นอกเหนือจากการพัฒนารถแข่งแล้ว Lotus ยังได้สร้างสรรค์รถยนต์ที่มุ่งเน้นประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจ “แบบเข้มข้น” ให้แก่กลุ่มผู้ใช้งานที่ชื่นชอบความสปอร์ต รถรุ่นแรกๆ ของ Lotus อย่าง Lotus 6 และ Lotus 7 ถือเป็นการบุกเบิกแนวคิดที่เรียกว่า Kit Car รถเหล่านี้ไม่ได้ถูกประกอบสำเร็จจากโรงงาน แต่มาในรูปแบบของชิ้นส่วนต่างๆ ที่ลูกค้าต้องนำไปติดตั้งเครื่องยนต์เองตามความต้องการและข้อกำหนดของการแข่งขัน แม้จนถึงปัจจุบัน Lotus 7 ยังคงถูกผลิตโดยบริษัท Caterham โดยมีการดีไซน์ที่แทบไม่แตกต่างจากต้นฉบับของ Colin Chapman เลยแม้แต่น้อย
ในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970 Lotus ยังคงเดินหน้าผลิต Lotus 7 ออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่เพื่อขยายตลาดให้เข้าถึงผู้ใช้งานได้กว้างขวางมากขึ้น Lotus จึงได้ออกแบบรถยนต์สปอร์ตสำเร็จรูปเพิ่มเติม เช่น Lotus Elan, Lotus Europa และ Lotus Esprit ซึ่งเป็นรถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลาง ที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังอย่างมากเมื่อถูกนำไปใช้เป็นรถของตัวเอกในภาพยนตร์ชุด James Bond ตอน The Spy Who Loved Me ในปี 1977
กลยุทธ์การเติบโต: ความร่วมมือกับพันธมิตร
แต่นั่นก็ไม่ใช่ทั้งหมด งานเสริมอีกส่วนที่มีความสำคัญอย่างยิ่งของ Lotus Cars คือการเป็นที่ปรึกษาและผู้ร่วมออกแบบรถให้กับบริษัทรถยนต์อื่นๆ ที่เข้ามาจ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคก่อนหน้า Lotus เคยให้บริการดังกล่าวให้กับ Porsche เองด้วย ซึ่งในอดีตบริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตขนาดเล็กที่มีทุนทรัพย์จำกัดมักไม่สามารถทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลไปกับการพัฒนาเครื่องยนต์หรือชิ้นส่วนอื่นๆ ที่ต้องอาศัย Economy of Scale หรือการผลิตจำนวนมากเพื่อลดต้นทุนได้
ด้วยเหตุนี้ Lotus จึงเข้ามารับจ้างออกแบบและพัฒนาชิ้นส่วนให้กับบริษัทต่างๆ ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่ Lotus เริ่มผลิตรถของตัวเองแบบสำเร็จรูป Lotus ได้นำเครื่องยนต์ของ Ford มาติดตั้งฝาสูบแบบ Double Overhead Camshaft ซึ่งความร่วมมือนี้ก็ต่อยอดมาสู่การสร้างรถยนต์ที่ Lotus จับมือกับบริษัทใหญ่อย่างเป็นทางการครั้งแรก
Lotus Cortina: การร่วมมือกับ Ford ที่เป็นตำนาน
Ford และ Lotus ร่วมกันสร้างรถโดยใช้พื้นฐานจากรถครอบครัวยอดนิยม Ford Cortina โดยได้ติดตั้งเครื่องยนต์ Lotus-Ford ขนาด 1.6 ลิตร และมีเป้าหมายหลักในการใช้แข่งขัน ทั้งในรายการทางเรียบประเภท Touring Car และทางฝุ่นประเภท Rally Car ซึ่งรถรุ่นนี้สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับทั้ง Ford และ Lotus ได้เป็นอย่างมาก
วิกฤตการณ์และโอกาส: เมื่อ Lotus หันหน้าเข้าหา GM
Lotus ซึ่งมีการขยายไลน์การผลิตอย่างต่อเนื่อง ประสบปัญหาทางการเงินอย่างรุนแรงในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำลงอย่างฉับพลัน ความต้องการรถสปอร์ตราคาแพงที่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยจึงลดฮวบลงอย่างกะทันหัน Lotus จึงเริ่มหันไปพยายามจับมือกับบริษัทอื่นๆ มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในปี 1982 Lotus ได้ร่วมมือกับ Toyota ในการช่วยออกแบบรถสปอร์ตอย่าง Toyota Celica XX และยังได้ให้แนวคิดเบื้องหลังการสร้าง Toyota MR2 AW11 รุ่นแรกอีกด้วย Lotus ยังสามารถใช้ระบบเกียร์และชิ้นส่วนอื่นๆ ของ Toyota ในการผลิตรถสปอร์ตของตนเองได้ ทั้ง Lotus Excel และ Lotus Esprit เช่น สวิตช์ ปุ่มต่างๆ ระบบเกียร์ หรือไฟท้าย ซึ่งตามที่กล่าวไปแล้วว่าชิ้นส่วนเหล่านี้ต้องอาศัย Economy of Scale จึงจะมีราคาที่จับต้องได้
นอกจากนี้ Colin Chapman ยังได้ไปร่วมมือกับ John Z. Delorean ผู้ก่อตั้ง DMC Delorean ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน DMC Delorean ใช้แชสซีของ Lotus Esprit