
Lotus Carlton/Omega: เมื่อขีดจำกัดแห่งความแรง คือความงามที่กล้าท้าทายโลก
ในทศวรรษ 1990 อุตสาหกรรมยานยนต์ยุโรปเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ผู้ผลิตต่างมุ่งเป้าไปที่การผลิตรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้ารุ่นเล็ก เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลานั้นเอง กลับมีรถยนต์สุดพิเศษที่ถือกำเนิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างสองค่ายยักษ์ใหญ่ของยุโรป นั่นคือ Lotus Carlton และ Lotus Omega ซึ่งเป็นสปอร์ตซีดานระดับซูเปอร์คาร์ที่ผสมผสานความหรูหราของ Opel และความแรงดุันของ Lotus เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว
รถรุ่นนี้ไม่ได้เป็นเพียงการปรับแต่งเครื่องยนต์ให้แรงขึ้นเท่านั้น แต่เป็นการสร้างปรากฏการณ์แห่งความแรงที่เหนือชั้น ทำให้รถสปอร์ตซีดานชั้นนำในยุคนั้นต้องหันมาเหลียวมอง และยังคงถูกกล่าวขานในวงการยานยนต์จนถึงปัจจุบัน บทความนี้จะพาคุณย้อนกลับไปสำรวจเรื่องราวของสุดยอดสปอร์ตซีดานคันนี้ ที่ถึงแม้จะถูกแบนโดยรัฐบาลอังกฤษในยุคสมัย แต่ก็ยังคงเป็นตำนานแห่งความแรงที่ยากจะลืมเลือน
อดีตอันรุ่งโรจน์ของ Lotus Cars: จากรถแข่งสู่ความเร็วระดับซูเปอร์คาร์
เพื่อที่จะเข้าใจถึงต้นกำเนิดของ Lotus Carlton/Omega เราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติของบริษัท Lotus Cars เสียก่อน Lotus ก่อตั้งโดย Colin Chapman ณ หมู่บ้าน Hethel เมือง Norfolk ประเทศอังกฤษ ซึ่งถือเป็นตำนานแห่งความเร็วและการออกแบบที่มุ่งเน้นสมรรถนะสูงสุด Chapman ผู้มีพื้นฐานการออกแบบทางวิศวกรรมการบิน ได้ริเริ่มการสร้างรถยนต์คันแรกเพื่อใช้ในการแข่งขันในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากการเป็นผู้ผลิตรถแข่ง Formula 1 ในปี 1958
Lotus ไม่ได้มีชื่อเสียงเพียงแค่รถแข่งเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้สร้างรถสปอร์ตสำหรับผู้ที่หลงใหลในการขับขี่อย่างแท้จริง รถยนต์ตระกูล Lotus 6 และ Lotus 7 ถูกออกแบบมาในรูปแบบของรถชุดคิท (Kit Car) ที่ผู้ใช้สามารถเลือกประกอบและติดตั้งเครื่องยนต์ได้เอง เพื่อให้ตรงตามกฎการแข่งขันหรือความต้องการเฉพาะตัว แม้จนถึงทุกวันนี้ Lotus 7 ก็ยังคงถูกผลิตโดยบริษัท Caterham โดยมีดีไซน์ที่แทบจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากต้นฉบับของ Chapman เลย
ในช่วงทศวรรษ 1960–1970 Lotus ได้ขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ไปยังรถสปอร์ตสำเร็จรูป เช่น Lotus Elan, Lotus Europa และ Lotus Esprit รถสปอร์ตเครื่องยนต์วางกลางที่โด่งดังเป็นพลุแตกจากการปรากฏตัวในภาพยนตร์ James Bond ตอน The Spy Who Loved Me ปี 1977
นอกจากการออกแบบรถยนต์ของตนเอง Lotus ยังมีหน้าที่ให้บริการด้านวิศวกรรมแก่บริษัทอื่น ๆ ซึ่งก็รวมถึงคู่แข่งอย่าง Porsche ที่เคยใช้บริการนี้ในอดีต บริษัทขนาดเล็กมักมีงบประมาณจำกัดในการพัฒนาเครื่องยนต์หรือชิ้นส่วนที่ต้องใช้การผลิตจำนวนมาก Lotus จึงรับงานออกแบบและพัฒนารถยนต์สำหรับบริษัทอื่น ๆ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ของ Lotus กับบริษัทใหญ่อื่น ๆ ในวงการ
ในยุคแรก Lotus ได้จับมือกับ Ford โดยการนำเครื่องยนต์ Ford มาพัฒนาติดตั้งฝาสูบแบบ Double Overhead Camshaft (DOHC) และผลิตรถแข่งที่โด่งดังทั้งรายการทางเรียบ (Touring Car) และทางฝุ่น (Rally Car) ซึ่งช่วยสร้างชื่อเสียงให้กับทั้งสองบริษัทอย่างมาก
ในช่วงทศวรรษ 1980 เศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำ ทำให้รถสปอร์ตราคาสูงกลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือย Lotus จึงเริ่มมองหาโอกาสในการร่วมมือกับบริษัทอื่นมากขึ้น เพื่อเพิ่มทุนในการพัฒนารถรุ่นใหม่ ๆ ตัวอย่างเช่น ความร่วมมือกับ Toyota ในปี 1982 เพื่อช่วยออกแบบรถสปอร์ต Toyota Celica XX และให้คำแนะนำในการสร้าง Toyota MR2 รุ่นแรก โดย Lotus ได้นำระบบเกียร์และชิ้นส่วนอื่น ๆ ของ Toyota มาใช้ในการผลิตรถของตนเอง เช่น Lotus Excel และ Lotus Esprit ชิ้นส่วนต่าง ๆ เหล่านี้เป็นชิ้นส่วนที่ต้องใช้ Economy of Scale ในการลดต้นทุนการผลิต
นอกจากนี้ Colin Chapman ยังได้ร่วมงานกับ John Z. Delorean ผู้ก่อตั้ง DMC ซึ่งใช้แชสซีของ Lotus Esprit เป็นพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือนี้เอง เป็นตัวการที่ทำให้ Chapman ต้องเผชิญข้อกล่าวหาว่ายักยอกเงินของรัฐบาลอังกฤษที่สนับสนุนการสร้างโรงงานในไอร์แลนด์เหนือ Colin Chapman เสียชีวิตจากอาการหัวใจวายฉับพลันเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 1982
แม้ว่าผู้ก่อตั้งจะจากไป Lotus ก็ยังคงดำเนินธุรกิจต่อไป กลุ่มทุนใหม่ ๆ ได้เข้ามาซื้อหุ้นเพื่อพยุงบริษัทให้เดินหน้าต่อไป จนกระทั่งเดือนมกราคม 1986 Lotus Cars ถูกขายให้กับ General Motors (GM) เพื่อเพิ่มเงินทุนในการพัฒนารถรุ่นใหม่ ๆ เช่น Lotus Esprit รุ่นปรับโฉมที่ออกแบบโดย Peter Stevens
เมื่ออยู่ภายใต้การดูแลของ GM Lotus ยังคงมีบทบาทสำคัญในการตกแต่ง พัฒนา และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับรถยนต์ในเครือหลากหลายรุ่น ตัวอย่างเช่น การปรับปรุงรถ Isuzu Piazza ในปี 1987 ซึ่งได้รับการปรับเปลี่ยนช่วงล่างใหม่ทั้งหมด และมีการติดตราเล็ก ๆ ว่า “Handling by Lotus” เพื่อบ่งบอกถึงสมรรถนะที่ได้รับการพัฒนาจากผู้เชี่ยวชาญ
Opel Omega และ Vauxhall Carlton ตระกูลรถยนต์ครอบครัวคันใหญ่ของ GM Europe
การย้อนรอยประวัติของรถยนต์ Opel Omega และ Vauxhall Carlton อาจสร้างความสับสนให้กับหลายคน แต่เราจะพยายามอธิบายให้ง่ายที่สุด Opel และ Vauxhall เป็นสองบริษัทที่แยกขาดจากกันภายใต้การบริหารของ GM เช่นเดียวกับ Ford Europe และ Ford UK รถของทั้งสองบริษัทมักมีพื้นฐานและเครื่องยนต์เหมือนกัน แต่มีตัวถังและออปชั่นที่แตกต่างกัน และผลิตจากคนละโรงงาน แม้ในบางตลาดอาจวางขายรถของทั้งสองยี่ห้อร่วมกัน
ตัวอย่างเช่น ในอังกฤษซึ่งเป็นฐานที่มั่นของ Vauxhall บริษัทรถยนต์เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ก่อตั้งในปี 1857 เพื่อผลิตเครื่องจักรไอน้ำ ก่อนที่จะถูกซื้อกิจการโดย GM ในปี 1925 ในขณะที่ Opel ก่อตั้งในปี 1862 เพื่อผลิตเครื่องเย็บผ้า และถูกซื้อกิจการโดย GM โดยถือหุ้น 80% ในปี 1929
การระบุว่า Vauxhall และ Opel ถูกควบรวมเป็นหนึ่งเดียวเมื่อใดนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะรถของทั้งสองค่ายต่างก็มีเอกลักษณ์ที่คล้ายคลึงและแตกต่างกันในแต่ละยุคสมัย และชื่อรุ่นรถหลายรุ่นก็ทับซ้อนกันจนน่างงงวย แต่หากจะเจาะจงไปที่ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง คงหนีไม่พ้นการเข้าสู่ยุคของรถขับเคลื่อนล้อหน้าในปี 1979 ที่ Opel Kadett D และ Vauxhall Astra รุ่นแรก กลายเป็นรถที่มีตัวถังเดียวกันอย่างแท้จริง ตามกระแสการลดต้นทุนของบริษัทรถ ด้วยการผลิตรถรูปแบบเดียวกันให้มากขึ้น โดยเฉพาะในเครือ GM เอง ก่อนที่ในปี 1992 Opel จะเปลี่ยนชื่อรถเล็กเป็น Opel Astra ตาม Vauxhall
ในขณะเดียวกัน รถขนาดกลางอย่าง Vauxhall Cavalier และ Opel Ascona มีจุดเริ่มต้นจาก Opel Ascona ซึ่งเปิดตัวก่อน โดยคั่นอยู่ระหว่าง Opel Kadett และ Opel Rekord ในขณะที่ Vauxhall Cavalier เป็นการนำ Opel Ascona มาปรับปรุงโฉม ก่อนที่ในปี 1988 Opel Ascona จะถูกเปลี่ยนเป็น Opel Vectra และ Vauxhall Cavalier เข้าสู่รุ่นที่ 3 ก่อนที่ Vauxhall จะเปลี่ยนชื่อรุ่นนี้เป็น Vauxhall Vectra ตาม Opel ในรุ่นถัดไป
ตระกูล Lotus Carlton และ Lotus Omega ก็เป็นรถที่เกิดขึ้นจากหนึ่งในความสัมพันธ์เช่นนี้ หากย้อนประวัติกลับไปดู Opel Omega A ถือเป็นรถที่มาแทนที่ Opel Rekord E ซึ่งเป็นรถซีดานขนาดใหญ่ของค่าย แต่ก็ยังไม่ใหญ่เท่า Opel Senator อันเป็นรถรุ่นสูงสุด และเปิดตัวในปี 1986 โดยที่เวอร์ชั่น Vauxhall เปิดตัวพร้อมกันในชื่อ Vauxhall Carlton Mk.2 ซึ่งมาแทนที่ Vauxhall Carlton Mk.1 อันเป็น Opel Rekord E เวอร์ชั่นของ Vauxhall นั่นเอง
Opel Omega A เปิดตัวในเดือนกันยายน 1986 โดยเป็นรถ Opel ขนาดใหญ่รุ่นแรกที่มีการออกแบบโค้งมน เน้นความลู่ลมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานเพียง 0.28 ซึ่งถือว่าต่ำมากในยุคนั้น นอกจากนี้ Opel Omega A ยังมาพร้อมกับฟีเจอร์สุดไฮเทคในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นระบบเบรก ABS และ Trip Computer ที่ใช้หน้าจอ LCD
ในด้านขุมพลัง Opel Omega A และ Vauxhall Carlton Mk.2 มีให้เลือกหลากหลายรุ่น โดยแบ่งออกเป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ และ 6 สูบ เครื่องยนต์ 4 สูบมีปริมาตรความจุตั้งแต่ 1.8 ลิตร ถึง