![[ครบชุด] T1607301_Ep2 ภาพลวงจำ เส_part 2](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/07/fb_natural_20260716_163635.jpg)
Lotus คัมแบ็ก! เวิร์นส์ ออโตโมทีฟ คว้าสิทธิ์ขาย ประเดิม Lotus Evija ไฮเปอร์คาร์ EV ราคาทะลุ 100 ล้านบาท (2569)
หลังจากที่วงการยานยนต์หรูในประเทศไทยต้องรอคอยมายาวนาน ในที่สุดตำนานสปอร์ตคาร์สัญชาติอังกฤษอย่าง Lotus ก็ได้กลับมาโลดแล่นในตลาดอีกครั้ง โดยได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากทางแบรนด์แม่ ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร Geely (หลังจากเข้าซื้อกิจการ Proton ของมาเลเซีย) ให้บริษัท เวิร์นส์ ออโตโมทีฟ (Wernz Automotive) เป็นผู้รับผิดชอบตลาดประเทศไทย การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การเปิดโชว์รูมแห่งใหม่ แต่ยังเป็นการประกาศจุดยืนครั้งสำคัญในการก้าวเข้าสู่ยุคแห่งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มตัว
การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่นี้เกิดขึ้นหลังจากการลงนามข้อตกลงทางธุรกิจระหว่าง Lotus Cars และ เวิร์นส์ ออโตโมทีฟ โดยมีการยืนยันว่าจะมีการจัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ซึ่งเป็นการตอกย้ำความพร้อมในการกลับมาลงทุนในตลาดประเทศไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบรถยนต์สมรรถนะสูงและความเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์อังกฤษ
การวางตำแหน่งโชว์รูมและศูนย์บริการ: “ใจกลางเมือง” ไม่ใช่แค่คำกล่าวอ้าง
ทำเลที่ตั้งของโชว์รูมใหม่ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โชว์รูมใหม่ของโลตัสได้รับการวางตำแหน่งให้อยู่ที่ ชั้นสอง ของอาคารที่ทำการเดิมของเวิร์นส์ ออโตโมทีฟ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโชว์รูมวอลโว่ (Volvo) ในปัจจุบันย่านหัวหมาก การใช้พื้นที่ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสร้างความแข็งแกร่งและขยายฐานลูกค้าผ่านการใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ที่มีอยู่เดิมในตลาดรถยนต์พรีเมียม แม้ว่าโชว์รูมจะอยู่ชั้นบน แต่มีการปรับปรุงภูมิทัศน์และตกแต่งตามมาตรฐานการออกแบบ (CI) ล่าสุดของโลตัส เพื่อให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์สปอร์ตคาร์ระดับโลก
เดิมทีการเปิดตัวโชว์รูมแห่งใหม่ถูกคาดการณ์ไว้ในช่วงเดือนสิงหาคม 2564 แต่แผนได้มีการปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ โดยขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงเตรียมการปรับปรุงอาคาร ซึ่งสอดคล้องกับกระแสความล่าช้าของการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ในอุตสาหกรรมรถยนต์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงปีหลัง ๆ
กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์: การผสมผสานระหว่างตำนานและความล้ำอนาคต
ในแง่ของผลิตภัณฑ์ (Product) เวิร์นส์ ออโตโมทีฟ จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยรถยนต์รุ่นปัจจุบันที่ยังคงได้รับการผลิตอยู่ในขณะนั้น เพื่อสร้างความต่อเนื่องและรักษาฐานแฟนคลับเดิมไว้ โดยเริ่มจากการทำตลาด Lotus Exige และ Lotus Elise ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายของตระกูลนี้ ก่อนที่โลตัสจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัวในช่วงปี 2571 เป็นต้นไป การนำเสนอรถยนต์รุ่นสุดท้ายเหล่านี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเก็บสะสมสำหรับนักสะสมรถยนต์ที่ต้องการครอบครองรถสปอร์ตเครื่องยนต์สันดาปในตำนานของแบรนด์
แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดและเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนที่สุดของ Lotus ในตลาดประเทศไทย คือการนำเสนอ Lotus Evija ไฮเปอร์คาร์พลังงานไฟฟ้า (Electric Hypercar) ซึ่งเป็นรถที่พลิกโฉมภาพลักษณ์ของแบรนด์ไปอย่างสิ้นเชิง Evija ไม่เพียงแต่เป็นรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง แต่ยังเป็นรถยนต์ที่ แรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลตัส หากนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย มีการคาดการณ์ว่า Lotus Evija จะมีราคาเริ่มต้นที่สูงเกินกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นการดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงสุดและต้องการสุดยอดยานยนต์แห่งโลกอนาคต
Lotus Evija: นิยามใหม่ของความแรงเหนือจินตนาการ
Lotus Evija เป็นผลงานชิ้นเอกที่ผสมผสานความสวยงามของรูปทรงแบบซูเปอร์คาร์เข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัยได้อย่างลงตัว จุดเด่นที่โดดเด่นที่สุดคือระบบประตูแบบปีกนกผีเสื้อ (Butterfly Doors) ที่เปิดเฉียงขึ้นด้านบนอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ภายใต้ตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดตามหลักอากาศพลศาสตร์
ขุมพลังของ Evija นั้นขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจำนวน 4 ตัว ที่ติดตั้งอยู่แยกกันบริเวณล้อทั้งสี่ (In-Wheel Electric Motors) ทำให้สามารถควบคุมแรงบิดและการกระจายกำลังได้อย่างแม่นยำสูงสุด ระบบนี้ทำให้ Evija สามารถสร้างกำลังรวมได้สูงสุดถึง 2,000 แรงม้า (Horsepower) และแรงบิดสูงสุดถึง 1,700 นิวตัน-เมตร (Newton-Meters) ผลลัพธ์ที่ได้คืออัตราเร่งที่น่าเหลือเชื่อ สามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาต่ำกว่า 3 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนขนาด 70 กิโลวัตต์ชั่วโมง ให้ระยะทางการวิ่งสูงสุด 346 กิโลเมตร ต่อการชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้ง
วิสัยทัศน์ของ “ผู้จัดการทั่วไป”: กลยุทธ์สู่ผู้นำตลาด
นายธีรพงศ์ รอดลอย ผู้จัดการทั่วไปของเวิร์นส์ ออโตโมทีฟ ประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแผนการดำเนินงานในช่วงเริ่มต้นว่า โชว์รูมมีกำหนดการเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในช่วงเดือนสิงหาคม 2569 และพร้อมที่จะรับจองรถรุ่น Exige และ Elise ในล็อตสุดท้าย ก่อนจะเปลี่ยนไปเน้นการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว ส่วนรุ่น Evija ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้า จะถูกนำมาจัดแสดงเพื่อสร้างกระแสและเปิดรับการจองจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีความพร้อม
การเปลี่ยนผ่านสู่ตลาดโลก: ความเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับแผนงานในระยะยาวนั้น Lotus ได้วางเป้าหมายที่ชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2571 เป็นต้นไป ก่อนหน้านั้น บริษัทยังคงมีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน (ไม่ใช่ระบบไฮบริด) ในชื่อรุ่น Lotus Emira ซึ่งคาดว่าจะได้รับการวางตำแหน่งทางการตลาดเทียบเท่ากับรถสปอร์ตระดับตำนานอย่าง Porsche 911 การเปิดตัว Emira ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ยุค EV อย่างสมบูรณ์
กลยุทธ์การตลาดเพื่อไม่ให้ทับซ้อนกับแบรนด์อื่น
หนึ่งในความท้าทายที่สำคัญสำหรับเวิร์นส์ ออโตโมทีฟ คือการบริหารจัดการแบรนด์ที่หลากหลายภายใต้บริษัทเดียวกัน ในขณะที่บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Volvo อยู่แล้ว การเข้ามาทำตลาด Lotus ซึ่งมีเป้าหมายในกลุ่มลูกค้าที่หรูหราและสมรรถนะสูง จะต้องไม่ให้เกิดการทับซ้อนกันในตลาด นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึงการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นตลาดใหม่ของ Volvo ในประเทศไทย โดยขณะนี้ยังไม่มีแผนการนำเข้าแบรนด์ Polestar (ซึ่งเป็นแบรนด์ลูกในเครือ Geely) มาจำหน่าย ทำให้การบริหารจัดการระหว่าง Lotus และ Volvo ต้องเป็นไปอย่างระมัดระวัง
โครงสร้างธุรกิจเดิม: จากเจ้าตลาดสู่การขยายฐาน
ปัจจุบัน เวิร์นส์ ออโตโมทีฟ เป็นที่รู้จักในฐานะผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ Volvo รายใหญ่ ซึ่งมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่งในตลาดรถยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่โชว์รูมและศูนย์บริการหัวหมาก ซึ่งเป็นศูนย์บริการที่มีเทคโนโลยีทันสมัยและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า นอกจากนี้ บริษัทได้ยุติการเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ Mazda ในประเทศไทยไปแล้ว เพื่อมุ่งเน้นการขยายธุรกิจในตลาดรถยนต์พรีเมียมและรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นแนวโน้มที่กำลังเติบโตอย่างมากในปัจจุบัน สำหรับแบรนด์ Lotus ในประเทศไทยเดิมทีนั้นเคยอยู่ภายใต้การดูแลของ บริษัท นิชคาร์ ซึ่งปัจจุบันได้ผันตัวเองมาดูแลตลาดซูเปอร์คาร์ในกลุ่มของ McLaren และเพิ่งเปิดตัวรถซูเปอร์คาร์ไฮบริดรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง Mclaren Artura ที่มีราคาสูงถึง 16.7 ล้านบาท
การเปลี่ยนแปลงตลาดที่รุนแรง: โลตัสกลับมาครองตลาดสปอร์ตคาร์อีกครั้ง
การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการตอบสนองต่อกระแสความต้องการของตลาดโลก โดยตลาดสปอร์ตคาร์กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อครั้งสำคัญ แบรนด์ผู้ผลิตรถส