![[ครบชุด] T1706119_กล มเพ อนไฮโซห_part 2](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/07/fb_natural_20260717_093939.jpg)
Lotus กลับสู่ประเทศไทย: การหวนคืนอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้า Lotus Evija ที่ราคาทะลุ 100 ล้านบาท
โดย คุณวิศิษฎ์ กิจเกษมทรัพย์ | 23 พฤษภาคม 2569
ในวงการยานยนต์ระดับโลก ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle – EV) ได้กำหนดเส้นทางอนาคตใหม่ของทุกแบรนด์ และนี่คือจังหวะที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับ Lotus แบรนด์สปอร์ตคาร์ระดับตำนานจากประเทศอังกฤษ ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้การถือหุ้นใหญ่โดย Geely Group
การกลับมาของ Lotus ในประเทศไทยครั้งนี้ สะท้อนความเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ของแบรนด์ที่มุ่งสู่ตลาดพรีเมียมและตลาดไฮเอนด์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการนำเข้าซูเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้า ที่ไม่ใช่แค่เพื่อตอบสนองความต้องการของนักสะสม แต่เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ความล้ำสมัยทางเทคโนโลยีและสมรรถนะที่เหนือชั้น
การกลับมาของโลตัส: ใครคือผู้กุมเกมในตลาดไทย?
หลังจากห่างหายจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการในประเทศไทยไปนาน Lotus Cars ได้เดินหมากครั้งสำคัญด้วยการแต่งตั้ง เวิร์นส์ ออโตโมทีฟ ให้เป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ การจับมือครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์จากการเล็งเห็นศักยภาพของตลาดไทยที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดรถยนต์หรูและรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสมรรถนะสูง
“เราได้รับการไว้วางใจจากผู้บริหารระดับสูงของ Lotus ให้มาดูแลการทำตลาดแบรนด์นี้ในประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ” นายธีรพงศ์ รอดลอย ผู้จัดการทั่วไป เวิร์นส์ ออโตโมทีฟ ประเทศไทย ให้สัมภาษณ์เมื่อต้นปี พ.ศ. 2569 “เราตื่นเต้นมากที่จะได้แนะนำรถยนต์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยให้กับแฟนคลับชาวไทยอีกครั้ง”
โชว์รูมใหม่ของ Lotus ได้ถูกออกแบบตามมาตรฐานสากล ตั้งอยู่ ณ ชั้นสองของโชว์รูมวอลโว่ หัวหมาก การวางทำเลเชิงยุทธศาสตร์นี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้นำเข้าที่ต้องการสร้างประสบการณ์ระดับพรีเมียมให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย การปรับปรุงและตกแต่งโชว์รูมตามมาตรฐาน Global CI ของแบรนด์สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์การบริการเทียบเท่าระดับสากล และเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดตัวโมเดลใหม่ๆ ในอนาคต
พอร์ตโฟลิโอรถยนต์: การส่งไม้ต่อจากรุ่นตำนาน
ในช่วงแรกของการกลับมา Lotus ได้เปิดตัวและรับจองรถยนต์ที่ถือเป็น “ตำนาน” หรือรุ่นสุดท้ายในเจเนอเรชันดั้งเดิม โดยเน้นไปที่ Lotus Exige และ Lotus Elise ซึ่งเป็นรถสปอร์ตที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเรื่องน้ำหนักเบาและการบังคับควบคุมที่แม่นยำ (Handling) แม้ว่าจะเป็นรถสปอร์ตเครื่องยนต์สันดาปภายใน แต่การนำเสนอในฐานะ “Final Edition” หรือรุ่นสุดท้ายก่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV ก็ถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงกลยุทธ์ที่ชัดเจน
แฟนคลับของ Lotus ในประเทศไทย ซึ่งหลายคนเป็นนักสะสมและผู้ที่มีรสนิยมความชอบรถสปอร์ตคลาสสิก ต่างจับตาการกลับมาครั้งนี้อย่างใกล้ชิด “ผมรอคอยการกลับมาของโลตัสมานานกว่าสิบปี” คุณวิษณุ ชัยประเสริฐ นักสะสมรถยนต์ผู้คลั่งไคล้แบรนด์อังกฤษกล่าว “รถรุ่น Exige และ Elise คือตัวแทนของวิศวกรรมที่สมบูรณ์แบบที่สุดของโลตัส การที่แบรนด์นำเสนอ Final Edition ในช่วงนี้ก็เหมือนกับการปิดฉากตำนานบทหนึ่ง เพื่อเปิดตำนานบทใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่า”
การที่ผู้จัดการทั่วไปของ เวิร์นส์ ออโตโมทีฟ เปิดเผยว่ารถรุ่นที่จะนำเข้าในช่วงแรกเป็นรุ่นสุดท้ายก่อนเปลี่ยนผ่านสู่ยุค EV สะท้อนถึงกลยุทธ์ของบริษัทแม่ Geely ที่เตรียมจะเปลี่ยนแบรนด์ Lotus ให้กลายเป็นรถพลังงานไฟฟ้า 100% ภายในปี 2571 เป็นต้นไป นี่คือการส่งไม้ต่อจากอดีตที่ยอดเยี่ยมเพื่อปูทางสู่อนาคตที่เต็มไปด้วยนวัตกรรม
🚀 MONEY CONTENT OPTIMIZATION
“ควรซื้อเก็บตอนนี้ หรือรอรุ่นใหม่ดี?”
ในมุมมองของนักลงทุนและนักสะสมรถยนต์ คำถามสำคัญคือ ควรลงทุนใน Lotus Exige หรือ Elise Final Edition ที่มีจำนวนจำกัดตอนนี้ หรือควรรอรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในปี 2569-2570?
คำตอบจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ:
สถานการณ์ปัจจุบัน: Lotus Exige และ Elise Final Edition ถือเป็น “Asset” ที่กำลังจะกลายเป็นสินค้าหายาก (Limited Edition) สำหรับผู้ที่ต้องการความรู้สึกดั้งเดิมและสมรรถนะที่บริสุทธิ์ หากคุณเป็นนักสะสมที่ต้องการครอบครองตำนานแห่งยุคสันดาป การลงทุนในรุ่น Final Edition ก่อนที่ตลาดจะตื่นตัว ถือเป็นโอกาสที่ดี (Risk: ตลาดรถสปอร์ตอาจจะมีความผันผวนสูง ราคาอาจขึ้นหรือลงได้)
อนาคต (2569-2571): หากคุณมองหาความล้ำหน้าทางเทคโนโลยี สมรรถนะที่สูงกว่า และเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ การรอรถยนต์ EV รุ่นใหม่จาก Lotus ถือเป็นกลยุทธ์ที่คุ้มค่ากว่า รถ EV สมัยใหม่มักมาพร้อมเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ที่ทันสมัยกว่า และมีอัตราค่าบำรุงรักษาที่ต่ำกว่าในระยะยาว (Cost: ราคาเริ่มต้นอาจสูง แต่คุ้มค่าในแง่สมรรถนะต่อบาท และความยั่งยืน)
คำแนะนำเพิ่มเติม: หากมีงบประมาณเพียงพอ คุณอาจพิจารณา การมีไว้ทั้งสองรุ่น เพื่อรักษาคุณค่าของสินทรัพย์และเตรียมพร้อมรับอนาคตแห่งยานยนต์ไฟฟ้า”
Lotus Evija: การประกาศศักดาครั้งใหม่ของไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้า
Lotus Evija ไม่ใช่แค่รถยนต์ธรรมดา แต่คือ “Flagship” ของการกลับมาในยุคใหม่ของ Lotus ไฮเปอร์คาร์ไฟฟ้านี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูงที่สุดเท่าที่ Lotus เคยสร้างขึ้นมา ความสามารถในการทำความเร็วและอัตราเร่งที่เหนือชั้นทำให้มันกลายเป็นที่พูดถึงในหมู่ผู้คลั่งไหวมอเตอร์สปอร์ตและผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีขั้นสูงสุด
ความแรงที่แท้จริง: ตัวเลขที่ทำให้โลกต้องตะลึง
Lotus Evija ถูกออกแบบมาให้เป็นรถสปอร์ต 2 ประตูที่โฉบเฉี่ยวด้วยรูปทรงแอโรไดนามิก (Aerodynamic Design) โดยใช้ประตูแบบ “ปีกผีเสื้อ” (Butterfly Doors) ที่เปิดขึ้นเฉียงด้านบนเพื่อเพิ่มความโดดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัว
หัวใจสำคัญของ Evija คือระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว ที่ควบคุมแยกกันอิสระสำหรับแต่ละล้อ (Four-Wheel Drive) ซึ่งให้กำลังรวมสูงสุดถึง 2,000 แรงม้า (Horsepower) และแรงบิดสูงสุด 1,700 นิวตันเมตร (Newton-meters)
สมรรถนะที่น่าทึ่ง:
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: น้อยกว่า 3 วินาที (ต่ำกว่า 2.8 วินาที)
อัตราเร่ง 0-300 กม./ชม.: เพียง 9 วินาที (ความเร็วสูงสุด 320 กม./ชม.)
แบตเตอรี่: ลิเธียมไอออน ขนาด 70 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh)
ระยะทางวิ่ง: สูงสุด 346 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง
“ลูกค้าที่สนใจ Lotus Evija ในประเทศไทยได้รับโอกาสพิเศษในการสั่งจองเป็นลำดับต้นๆ ของโลก” นายธีรพงศ์กล่าว “เราคาดว่าราคาจะอยู่ในระดับ ไฮเปอร์คาร์ ซึ่งอาจทะลุ 100 ล้านบาทขึ้นไป การที่ลูกค้าเลือกซื้อ Lotus Evija ในตอนนี้ไม่ใช่แค่การได้รถสปอร์ต แต่คือการได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ยานยนต์”
“คำนวณค่าใช้จ่าย” ของความเป็นเจ้าของไฮเปอร์คาร์ EV
เมื่อพูดถึง Lotus Evija ราคาเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ผู้ซื้อต้องพิจารณา การเป็นเจ้าของรถยนต์ระดับไฮเปอร์คาร์มาพร้อมค่าใช้จ่ายแฝงและค่าบำรุงรักษาที่สูงเช่นกัน
| หมวดหมู่ | รายละเอียด | การคำนวณค่าใช้จ่าย (โดยประมาณ) |
| :— | :— | :