![[ครบชุด] T1708426 เม อครอบคร วกลายเป](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/08/fb_natural_20260818_084358.jpg)
Lotus Emira: การลาครั้งยิ่งใหญ่แห่งเครื่องยนต์สันดาปภายใน จุดเปลี่ยนสู่ยุคใหม่ของแบรนด์
เมื่อพูดถึงคำว่า “รถสปอร์ต” หลายคนอาจจะยังคงนึกถึงเสียงคำรามของเครื่องยนต์ การสั่นสะเทือนของพวงมาลัย และอัตราเร่งที่เร้าใจ ทว่าในยุคที่เทคโนโลยีกำลังก้าวไปสู่ยุคแห่งพลังงานไฟฟ้า โลตัส (Lotus) แบรนด์สปอร์ตจากอังกฤษ ที่หลายคนยกย่องให้เป็น “ตำนาน” กำลังจะบอกลาตำนานเหล่านั้นเสียแล้ว และสิ่งที่จะมาแทนที่ ก็คือเทคโนโลยีแห่งอนาคต
บทความนี้จะพาทุกท่านย้อนกลับไปทำความรู้จักกับ “Lotus Emira” ซึ่งถือเป็นรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในรุ่นสุดท้ายของแบรนด์ ก่อนที่โลตัสจะก้าวเข้าสู่ยุคแห่ง “ไฟฟ้าล้วน” อย่างเต็มตัว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นการพลิกโฉมครั้งสำคัญของแบรนด์ แต่ยังเป็นตัวชี้วัดสำคัญถึงทิศทางของวงการยานยนต์ซูเปอร์คาร์ในอนาคต
Lotus Emira: ก้าวสุดท้ายแห่งจิตวิญญาณสปอร์ต
Lotus Emira เปิดตัวครั้งแรกในช่วงปี 2564 ด้วยการเป็นรถสปอร์ตรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่ล้ำสมัย ผสมผสานความคลาสสิกของแบรนด์โลตัส เข้ากับความหรูหราของรถยนต์ยุคใหม่ การออกแบบที่เน้นความโค้งมน แต่แฝงไปด้วยความเฉียบคม สะท้อนถึงปรัชญาของโลตัสที่ต้องการสร้างรถที่ขับสนุก “ควบคุมง่าย” แต่มีเทคโนโลยีที่ครบครัน
สิ่งที่ทำให้ Lotus Emira มีความพิเศษและกลายเป็นที่พูดถึงอย่างมาก ก็คือการเป็น “รถสปอร์ตสันดาปภายใน” รุ่นสุดท้ายของแบรนด์ ซึ่งหมายความว่า หลังจาก Emira โลตัสจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าล้วน (EV) เท่านั้น
ดีไซน์และนวัตกรรมที่สะท้อนถึงตัวตนของ Lotus
Lotus Emira ได้รับการออกแบบภายใต้นโยบาย “Vision 80” ของแบรนด์ ซึ่งเป็นแผนแม่บทที่มุ่งเน้นการเติบโตและพัฒนาของโลตัสในระยะยาว โดยมีเป้าหมายในการเป็นแบรนด์รถยนต์สมรรถนะสูงที่มีความยั่งยืน และยังคงความเป็น “Sportscar” ในสายเลือด
ภายนอก (Exterior):
Emira ใช้ภาษาการออกแบบที่ทันสมัย เน้นความเพรียวบางแต่ดุดัน เส้นสายของรถที่คมชัดดูมีมิติ ทำให้ดูมีพลวัตแม้ในขณะที่จอดนิ่ง ฝากระโปรงหน้าถูกออกแบบให้โดดเด่น พร้อมช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางอากาศพลศาสตร์ และไฟหน้า LED ดีไซน์ล้ำสมัย
ภายใน (Interior):
ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้ดูหรูหราและประณีตยิ่งขึ้นกว่ารถรุ่นก่อนหน้าของโลตัส เบาะนั่งถูกออกแบบให้รับกับสรีระของผู้ขับขี่ โดยวางตำแหน่งแผงหน้าปัดไว้ด้านหน้าเพื่อให้ผู้ขับรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ วัสดุที่ใช้ภายในประกอบด้วยพื้นผิวสัมผัสนุ่ม (Soft Touch) จำนวนมาก สะท้อนถึงงานฝีมือแบบดั้งเดิมของอังกฤษ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบท้ายตัด และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control)
ระบบ Infotainment:
Emira มาพร้อมกับหน้าจอสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว ที่ติดตั้งอยู่ตรงคอนโซลกลาง และหน้าจอแสดงผลสำหรับผู้ขับขี่แบบ TFT ขนาด 12.3 นิ้ว ซึ่งให้ข้อมูลการขับขี่ที่ครบถ้วน การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน Android Auto และ Apple CarPlay เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมด้วยระบบเสียงคุณภาพสูงจาก KEF แบรนด์เครื่องเสียงชั้นนำของอังกฤษ ที่ให้ประสบการณ์เสียงที่คมชัดและดื่มด่ำ
พื้นที่เก็บสัมภาระ:
แม้จะเป็นรถสปอร์ต แต่ Lotus Emira ก็ไม่ได้ละเลยความสะดวกสบายในการใช้งานจริง พื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลังเบาะที่นั่งมีขนาด 208 ลิตร สามารถใส่กระเป๋าเดินทางหรือสิ่งของขนาดใหญ่ได้ ในขณะเดียวกัน พื้นที่เก็บของด้านหลังเครื่องยนต์มีขนาด 151 ลิตร สามารถใส่กระเป๋าเดินทางขนาดมาตรฐาน หรือแม้แต่ถุงกอล์ฟได้
ขุมพลังที่เป็นจุดเปลี่ยน: การผสมผสานความคลาสสิกและเทคโนโลยีใหม่
หัวใจสำคัญที่ทำให้ Lotus Emira เป็นที่น่าสนใจ ก็คือขุมพลังของรถที่มาให้เลือกถึง 2 รูปแบบ
เครื่องยนต์ V6 3.5 ลิตร ซูเปอร์ชาร์จ (Supercharged V6 3.5L):
นี่คือขุมพลังที่ยังคงรักษาจิตวิญญาณดั้งเดิมของ Lotus ไว้ ด้วยเครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.5 ลิตร ที่มาพร้อมกับซูเปอร์ชาร์จ ให้กำลังสูงสุด 400 แรงม้า และแรงบิด 420 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ทำได้ในเวลาเพียง 4.2 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 288 กม./ชม. เครื่องยนต์รุ่นนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ตำนานของแบรนด์ ที่ให้เสียงคำรามอันเป็นเอกลักษณ์ของรถสปอร์ต
เครื่องยนต์ i4 2.0 ลิตร เทอร์โบชาร์จ (Turbocharged i4 2.0L):
นี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของแบรนด์ Lotus โดย Emira จะมีขุมพลังทางเลือกใหม่ ที่มาจากการร่วมมือกับ Mercedes-AMG นั่นคือ เครื่องยนต์ 4 สูบ 2.0 ลิตร ที่มาพร้อมกับระบบเทอร์โบชาร์จ ให้กำลังสูงสุด 360 แรงม้า การใช้เครื่องยนต์จาก AMG เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงทิศทางของแบรนด์ที่จะหันมาพึ่งพาเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับยุคสมัยมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่สู่ยุคไฟฟ้า (Electric Era)
อย่างที่กล่าวไปข้างต้น Lotus Emira คือรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในรุ่นสุดท้ายของแบรนด์ ในอนาคต โลตัสจะมุ่งเน้นการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าล้วนเท่านั้น
แผนการดำเนินงานของ Lotus ในอีก 5 ปีข้างหน้า:
จากการเปิดเผยของบริษัท Lotus Thailand พบว่า ในช่วง 5 ปีนับจากนี้ โลตัสจะมีการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าหลากหลายรุ่น ทั้งรถยนต์นั่งและรถสปอร์ตอีกอย่างน้อย 5 รุ่น ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับกระแสโลกที่หันมาให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด
การก่อสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีน:
เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ โลตัสกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างศูนย์ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแห่งใหม่ในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน โรงงานแห่งนี้จะใช้ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ของโลตัส ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 2 ประตู 4 ประตู หรือแม้แต่รถยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเริ่มเดินสายการผลิตได้อย่างเต็มรูปแบบในช่วงปลายปี 2567
ความได้เปรียบของประเทศไทยในการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า:
การที่โรงงานตั้งอยู่ในประเทศจีน ทำให้ประเทศไทยได้เปรียบอย่างมาก เนื่องจากมีความพร้อมด้านข้อตกลงทางการค้าระหว่างไทย-จีน ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า 0% ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นต่อไปของโลตัสที่จะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย สามารถตั้งราคาได้เป็นราคาเดียวกับในตลาดโลก
การลงทุนในประเทศไทย:
บริษัทเตรียมใช้เงินลงทุนมูลค่าราว 50 ล้านบาท ในการก่อสร้างโชว์รูมแห่งใหม่ของโลตัส บนถนนรามคำแหง บนพื้นที่ 400 ตารางเมตร ซึ่งจะครอบคลุมทั้งโชว์รูมและศูนย์บริการ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต คาดว่าการมีรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย จะทำให้ยอดขายของโลตัสเติบโตแบบก้าวกระโดด จากเดิมที่เคยทำได้หลักสิบคันต่อปี เป็นหลักร้อยคันต่อปี
Lotus Emira กับราคาในประเทศไทย (อัปเดตปี 2569)
ปัจจุบัน Lotus Emira วางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยมีราคาดังต่อไปนี้
| รุ่นรถ | ราคาจำหน่าย (บาท) |
| :— | :— |
| Lotus Emira i4 BASE EDITION | 7,990,000 |
| Lotus Emira i4 FIRST EDITION | 9,290,000 |
| Lotus Emira V6 FIRST EDITION | 11,900,000 |
หมายเหตุ: ราคาดังกล่าวเป็นราคา ณ วันเปิดตัว และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับนโยบายการตลาดและอัตราแลกเปลี่ยน
โมเดลรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก: TYPE 132 (Electric) E-Segment SUV
นอกเหนือจากการเปิดตัว Emira โลตัสยังเตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟ