![[ครบชุด] T0809751_ของขว ญจากท านประธานบร ษ ท](https://newsthai.vansonnguyen.com/wp-content/uploads/2026/09/fb_natural_20260909_112428.jpg)
MASERATI GHIBLI HYBRID: สปอร์ตซีดานไฮบริดในราคาน่าจับต้อง – ประสิทธิภาพแรงเกินตัว
ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการยนตรกรรมสปอร์ตที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี ผมต้องยอมรับว่าตลาดรถยนต์พรีเมียมในช่วงนี้มีการแข่งขันที่ดุเดือดอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเซกเมนต์ของ Maserati Ghibli Hybrid ที่เข้ามาท้าชนกับคู่แข่งตัวฉกาจได้อย่างน่าจับตา
ในครั้งนี้ผมมีโอกาสได้รีวิวรถสปอร์ตซีดานไฮบริดตัวใหม่ล่าสุดอย่าง Maserati Ghibli Hybrid ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของค่ายรถยนต์สัญชาติอิตาเลียนรายนี้ในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น ด้วยราคาที่ปรับลงมาให้จับต้องได้มากขึ้นกว่าเดิม โดยมีราคาเริ่มต้นเพียง 5.99 ล้านบาท ในรุ่นพื้นฐาน
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดก็คือการหันมาใช้ขุมพลังแบบ MHEV (Mild-Hybrid Electric Vehicle) ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่องการประหยัดน้ำมันแล้ว ยังทำให้สมรรถนะโดยรวมของรถดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดโดยไม่ลดทอนความแรงและความเร้าใจในสไตล์ของ Maserati ลงแม้แต่น้อย สิ่งที่น่าชื่นชมคือแม้ตัวรถจะออกมานานพอสมควรแล้ว แต่ดีไซน์โดยรวมยังคงความสวยงาม ทันสมัย และมีเอกลักษณ์ ไม่ตกยุค ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ตาม
🚀 MASERATI GHIBLI HYBRID: คุ้มค่ากว่าที่เคยในราคา 5.99 ล้านบาท
ตลาดรถหรูในเมืองไทยปี 2026 ยังคงมีแรงกระเพื่อมอยู่เสมอ โดยเฉพาะการเข้ามาของผู้เล่นใหม่ๆ ที่พยายามสร้างจุดขายเพื่อให้แข่งขันกับเจ้าตลาดได้ ล่าสุดทางค่าย Maserati ได้เปิดตัว Maserati Ghibli Hybrid ออกมาสู้ศึกในตลาดประเทศไทยอย่างจริงจัง ซึ่งต้องยอมรับเลยว่านี่เป็นครั้งแรกที่ Maserati กล้าที่จะเปิดตัวรถสปอร์ตซีดานในราคาที่จับต้องได้ง่ายขนาดนี้
💰 ราคาและแพ็คเกจความคุ้มค่า
ราคาเริ่มต้นของ Maserati Ghibli Hybrid อยู่ที่ประมาณ 5.99 ล้านบาท ซึ่งถือว่าลดลงมาพอสมควรเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนๆ ของแบรนด์ นอกจากนี้ Maserati ยังมอบความคุ้มค่าด้วยการรับประกันตัวรถนานถึง 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง พร้อมบริการบำรุงรักษาฟรีอีก 3 ปี หรือ 60,000 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าน่าสนใจมากสำหรับคนที่กังวลเรื่อง ค่าบำรุงรักษา ของรถสปอร์ต
สำหรับรุ่นที่ผมได้รีวิวในครั้งนี้คือรุ่น Grand Sport ซึ่งแน่นอนว่าราคาก็จะขยับขึ้นไปตามออปชั่นและดีไซน์ที่ได้รับการอัปเกรดให้ดูดุดันและพรีเมียมมากยิ่งขึ้น แม้ดีไซน์ภายนอกและระบบขับเคลื่อนหลักๆ จะไม่ต่างจากรุ่นพื้นฐานมากนัก แต่รุ่น Grand Sport จะโดดเด่นเรื่องของล้อดีไซน์พิเศษ กันชนหน้าที่แตกต่าง และการตกแต่งภายในที่ดูสปอร์ตขึ้นอย่างชัดเจน
แต่สิ่งที่ทำให้รถรุ่นนี้น่าสนใจคือ การที่ค่าย Maserati ค่อนข้างยืดหยุ่นในเรื่องของออปชั่น ทำให้สามารถ ปรับแต่งได้ตามใจชอบ ซึ่งหมายความว่าคุณไม่ได้จำกัดอยู่แค่สเปกมาตรฐานที่ทางบริษัทกำหนดไว้ แต่สามารถเลือกได้ตามความต้องการของคุณเองอีกด้วย
🔧 เครื่องยนต์และประสิทธิภาพ (Technical Specification)
สำหรับรุ่น Maserati Ghibli Hybrid นี้ ใช้เครื่องยนต์ GME T4 MultiAir ขนาด 1,998 ซีซี. แบบ 4 สูบเรียง 16 วาล์ว อัดอากาศด้วย e-Booster 48V (เทอร์โบไฟฟ้า) ที่รอบต่ำ เทอร์โบชาร์จเจอร์เดี่ยวแบบ Mono-scroll ที่รอบกลางและสูง และมอเตอร์ Mild-hybrid ให้กำลังสูงสุดถึง 330 แรงม้า (PS) ที่ 5,750 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที
โดยทั้งหมดนี้ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ ZF 8HP70 แบบ 8 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อหลัง ทำให้ อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ทำได้ใน 5.7 วินาที และความเร็วสูงสุด 255 กม./ชม.
สำหรับช่วงล่างและเบรกนั้น รุ่น Grand Sport จะได้ช่วงล่างแบบ Skyhook ที่สามารถปรับความหนืดได้ ส่วนเบรกด้านหน้าใช้คาลิปเปอร์ BREMBO 4 Pot สีแดง ซึ่งถ้าเป็นรุ่นปกติจะได้สีดำนั้นเอง แต่ทั้งนี้ทุกอย่างสามารถปรับเปลี่ยนได้ทั้งหมดตามที่กล่าวไว้ข้างต้น
🎨 EXTREME EXTERIOR: ดีไซน์ไร้กาลเวลาในร่างไฮบริด
ในแง่ของการออกแบบภายนอก ต้องยอมรับว่าทาง Maserati Ghibli Hybrid ยังคงเอกลักษณ์ของรถสปอร์ตซีดานสุดหรูเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน แม้จะมีการปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้เข้ากับเทคโนโลยีไฮบริดแล้วก็ตาม
🌟 ความโดดเด่นของดีไซน์
หากเปรียบเทียบกับรถในระดับเดียวกัน ต้องบอกว่า Maserati Ghibli Hybrid มีดีไซน์ที่โดดเด่นและดูหรูหรากว่าอย่างชัดเจน รูปทรงตัวรถที่มีความเตี้ย แบน และฝากระโปรงหน้าที่ยาวเป็นพิเศษ ให้ความรู้สึกเหมือนรถซูเปอร์คาร์ที่ผสมผสานกับรถซีดานได้อย่างลงตัว
แม้ตัวรถจะออกมาตั้งแต่ปี 2010 แต่ต้องบอกว่าดีไซน์ของมันยังคงล้ำสมัยและดูไม่ตกยุคเลยสักนิด ซึ่งนี่คือเสน่ห์ที่แท้จริงของแบรนด์ Maserati ที่เน้นการออกแบบที่ คลาสสิกเหนือกาลเวลา ทำให้รถดูมีราคาและพรีเมียมอยู่เสมอ
🛡️ การอัปเกรดดีไซน์ (Upgrade Design)
สำหรับรุ่น Grand Sport นี้ จะมีการตกแต่งที่เน้นความสปอร์ตมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของกระจังหน้าและกันชนหน้า ที่มีการออกแบบให้ดูดุดันยิ่งขึ้น กระจังหน้าจะเป็นสีดำเงาตลอดทั้งแนว และมีเส้นสายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่นนี้
สำหรับด้านหน้าตรงนั้น ต้องบอกว่าเป็นส่วนที่ผมชื่นชอบมากที่สุด เพราะมันคือเอกลักษณ์ของ Maserati ที่มีทั้งความสวยงามและความดุดันในเวลาเดียวกัน ส่วนด้านท้ายนั้นมีการ เปลี่ยนไฟท้ายใหม่ทั้งหมด ซึ่งออกแบบได้สวยงามและทันสมัยมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับท่อไอเสีย 4 ท่อที่ให้มาจริง และท่อไอเสียด้านหลังแบบสปอร์ต ที่ถือว่าดูลงตัวและเป็นเอกลักษณ์อย่างมาก
🛠️ รายละเอียดของโคมไฟและช่องระบายอากาศ
ในรุ่น Grand Sport นั้น จะพบว่ากระจังหน้าทั้งหมดจะเป็นสีดำเงา ทั้งซี่แนวตั้งและโลโก้ รวมถึงขอบด้านบนที่เป็นติ่งเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งโลโก้ในรุ่นนี้จะเป็นแบบ 3 มิตินูนต่ำ ไม่ได้มีฟีเจอร์ Radar อะไรเข้ามาด้วย
ในส่วนของช่องดักลมด้านข้าง จะเป็นช่องลมจริงทั้งหมด และมีการออกแบบให้ดูดุดัน เสริมเข้ากับกระจังหน้าได้ดีมาก ซึ่งถ้าเป็นรุ่น Grand Lusso จะเป็นการออกแบบช่องดักลมให้ทรงหงายขึ้นและไม่ได้แบ่ง 3 ส่วนแบบนี้ครับ ส่วนไฟหน้านั้นจะเป็นทรงเดิมทั้งหมด แต่รายละเอียดภายในโคมนั้นได้รับการอัปเกรดให้รองรับการใช้งาน MATRIX LED แบบเต็มที่ พร้อมกับไฟมุมสีส้ม และไฟ DRL รวมถึงไฟเลี้ยวในขอบด้านบน ถือว่าทำออกมาได้สวยงามและทันสมัยอย่างมาก
🎶 EXTREME EXHAUST: ระบบไอเสียที่เร้าใจไม่เคยเปลี่ยน
สิ่งที่ทำให้ Maserati แตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจนที่สุด ก็คือ เสียงเครื่องยนต์และเสียงท่อไอเสีย ที่เร้าใจไม่เคยเปลี่ยน และในรุ่น Maserati Ghibli Hybrid นี้ ถึงแม้จะใช้เครื่องยนต์ที่เล็กลง แต่ทางแบรนด์ก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์นี้ไว้อย่างครบถ้วน
💥 ความแรงที่มาพร้อมกับเสียงคำราม
ต้องบอกว่าสำหรับรุ่นนี้ให้ ท่อไอเสียมา 4 ท่อ ซึ่งเป็นของจริงทั้งหมด และสามารถเปิด-ปิดเสียงได้ชัดเจนมากขึ้นเมื่อใช้งานในโหมด Sport Mode ซึ่งให้ความรู้สึกดิบและเร้าใจเหมือนรถสปอร์ตแท้ๆ ที่คุณเคยสัมผัสจากแบรนด์นี้มาก่อน
การจัดวางท่อไอเสียและการออกแบบโดยรวมของตัวรถนั้น ทำออกมาได้อย่างลงตัวและเข้ากันกับตัวรถได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะแบรนด์ที่เขียนเป็นตัวเขียนพิเศษตรงกลาง พร้อมกับดีไซน์งอนตรงกลางของฝาท้ายที่เป็นเอกลักษณ์ของ Maserati
นอกจากนี้ ยังมี ฝาท้ายไฟฟ้า และ กล้องมองหลัง ติดตั้งมาให้เพื่อความสะดวกสบายในการใช้งาน อีกทั้งไฟท้ายที่เปลี่ยนแปลงงานออกแบบ